๑๕.
ทักษะการหยุดเวลา
๑๕. ทักษะการหยุดเวลา
“โลกของเธอเปรียบเสมือนเป็นห้องทดลอง ในจักรวาลยังไม่มีที่ไหนเป็นแบบนี้เลย ทุกๆ ที่จะมีค่าทางพลังเพียงแค่สองแบบคือ ถ้าไม่เป็นแบบต่ำสุด ที่สิ่งมีชีวิตใช้แต่สัญชาตญาณกัน ก็จะเป็นแบบสมบูรณ์สูงสุด ที่เราเรียกว่ามีค่าพลังงาน 9-12 ไปเลย โลกแบบที่ค่อยๆ มีการวิวัฒน์แบบนี้ ยังไม่เคยปรากฏ แล้วมันก็น่าสนุกมากๆ เพราะพวกเธอจะรังสรรค์สิ่งต่างๆ บนพื้นฐานความรู้ตามค่าพลังงาน 4-5-6 พวกเธอจะเป็นผู้เติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับจักรวาลหรือให้กับพระเจ้า” เขาอธิบาย
“ท่านครับ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะครับ” ผมถามเพราะรู้สึกว่าความรู้ของพระเจ้านั้นสูงสุดแล้ว
“ฉันอยากให้เธอลองจินตนาการอย่างนี้นะ หากความรู้ของจักรวาลเปรียบเสมือนเป็นแถบฟิล์มภาพยนตร์ที่ยาวมาก ทั้งหมดมันกำลังวิ่งวนไปมาอยู่ในห้วงอวกาศ ซึ่งถ้าเราไล่เรียงไปจนถึงต้นตอของแถบฟิล์มเหล่านั้น จะพบว่าต้นตอของทุกเรื่องราวที่ปรากฏในนั้นล้วนเริ่มมาจากตัวมนุษย์ นั่นหมายความว่า มนุษย์ทุกคนคือผู้ผลิตข้อมูลป้อนเข้าสู่จักรวาล ความรู้ที่เธอคิดว่าสูงที่สุด สมบูรณ์ที่สุด เป็นความรู้ที่เราสามารถเอาไปใช้งานได้ ที่จริงแล้วมันคือความรู้ของเราและความรู้ของบรรพบุรุษของเรา ซึ่งคำว่าบรรพบุรุษนั้น แท้จริงก็คือตัวเรา ดังนั้นหากเราต้องการจะเข้าถึงองค์ความรู้ของจักรวาล ขอเพียงแค่เรากลับเข้าไปค้นหาจากตัวเรา
แต่ถ้าเธอไม่รู้กระบวนการกลับเข้าสู่องค์ความรู้ในตัวเรา แต่กลับใช้กระบวนการหรือช่องทางอื่นซึ่งไม่ใช่การจงใจเข้าจากภายในตัวเรา เธออาจจะสามารถเข้าไปสัมผัสได้ อาจจะเห็นแถบข้อมูลเหล่านั้นได้ และถ้าเธอพบเครื่องมือหรือสภาวะอะไรบางอย่างที่ช่วยเหลือให้เธอเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ เวลานั้นเธอจะเหมือนเข้าไปอยู่ในพายุขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนไหวหมุนวนอย่างรุนแรง หากมนุษย์คนไหนบังเอิญเข้าไปโดยไม่มีกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่ได้เข้าไปด้วยศักยภาพของตัวเอง พายุข้อมูลเหล่านั้นก็จะพรั่งพรูมาให้รับรู้แบบไร้การควบคุม มันจะเป็นความสับสนอลหม่าน
แต่ถ้าเธอเข้าไปด้วยศักยภาพของตัวเองจากช่องทางภายในตัวเธอ ประกอบกับทักษะการหยุดเวลา ภาพบนแถบฟิล์มทั้งหมดก็จะนิ่งและปรากฏชัด คนคนนั้นจะสามารถแหวกว่ายเข้าไปในก้อนพายุข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย โดยเขาจะค่อยๆ เลือกเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์” เขาอธิบาย
“ทักษะการหยุดเวลาอย่างงั้นหรือครับ” ผมถาม
“มันเป็นกระบวนการคล้ายๆ อย่างนั้น… ที่จริงประสบการณ์ทั้งหมดก็คือข้อมูลในอดีตของทุกคน และมันยังไม่เคยหยุดส่งเข้าไปสู่ก้อนพายุความรู้แห่งจักรวาลเลยแม้สักวินาทีเดียว ตรงส่วนนี้เองที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดเวลา คำว่าหยุดเวลาจึงหมายถึง การที่เธอสามารถสงบนิ่ง การที่เธอสามารถควบคุมความคิดความรู้สึกได้ การให้เวลามองหาความหมายในแต่ละเรื่องราว หรือการที่เธอ ‘หยุด’ ที่จะส่งข้อมูลใหม่ๆ ของตนเองป้อนเข้าสู่จักรวาล และถ้าเวลานั้นเธอใช้การตั้งคำถาม คล้ายกับที่เธอป้อนคีย์เวิร์ดลงไปในเครื่องมือการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต นั่นคือการค่อยๆ เลือกค่อยๆ พิจารณานำแต่สิ่งที่เธอต้องการมาใช้ได้”
“ดูเหมือนผมจะเข้าใจนะครับ” ผมแสดงความเห็น
“คนที่สามารถเข้าถึงสภาวะแบบนี้ได้ในอดีตจะรู้ดีว่ามันคืออะไร บนโลกของเธอเรียกสิ่งนี้ว่า ‘สติ’ และ ‘สมาธิ’ และสิ่งนี้เองที่เป็นข้อแตกต่างระหว่างคนไม่มีสติปล่อยให้ชีวิตอยู่กับเหตุการณ์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้า กับคนที่มีความสุขกับปัจจุบันขณะ จนสามารถเข้าถึงก้อนความรู้แห่งจักรวาล” เขาตอบ
“สมาธิ ที่พวกนักพรตนักบวชเขาทำกันนะหรือครับ” ผมถาม
“ที่เธอพูดนั่นคือกระบวนการหนึ่งในการเข้าถึงสมาธิ หากเธอเข้าใจหลักการการทำงานของมัน สภาวะแห่งการมีสมาธินั้น มันจะต้องไม่ว่างเปล่าเหมือนที่เธอเข้าใจ มันจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างปรากฏขึ้นมาโดยเฉพาะ ‘ความคิด’ แต่มันจะไม่ใช่ความคิดที่มาจากการใช้จิตสำนึก ที่ประกอบด้วยอารมณ์, ความรู้สึก, ความรู้, ความทรงจำ, ความคาดหวังและความกังวล เมื่อเธอไม่ปล่อยให้ความคิดแบบนั้นปรากฏขึ้นมา ความคิดอีกฟากหนึ่งก็จะปรากฏขึ้นมาแทน ความคิดไม่ใช่ความว่างเปล่า ธรรมชาติของเธอไม่สามารถว่างเปล่าได้หรอก และนี่คือความหมายของสภาวะการเข้าถึงความรู้จากภายในหรือปัญญาญาณ ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ว่า เวลาคือสิ่งที่เคลื่อนที่ พูดง่ายๆ ว่า เมื่อไหร่ที่เธอหยุดกระบวนการส่งข้อมูลใหม่เข้าไปสู่จักรวาล หรือหยุดการเคลื่อนที่ทางความคิด หยุดเคลื่อนที่ทางอารมณ์ หยุดการเคลื่อนที่อะไรก็ตามที่เกิดจากจิตสำนึก แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เธอหยุดที่จะทำอะไรต่อมิอะไร เมื่อเธอทำได้เช่นนี้เธอก็จะสามารถเข้าสู่สภาวะการ ‘หยุด’ เวลาของเธอ เธอจึงสามารถเข้าไปแหวกว่ายอยู่ในกระแสพายุความรู้แห่งจักรวาลได้ เหมือนกับว่าเธอสามารถหยุดการผลิตข้อมูล ที่เป็นต้นตอของเรื่องราวของเธอได้ เธอก็จะมีโอกาสเข้าไปดูที่เบื้องปลายของมันได้ แล้วถ้าเธอสามารถอยู่ในสภาวะแบบนี้บ่อยขึ้น อยู่ได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือหรือสภาวะใดๆ อยู่ในทุกขณะที่จิตสำนึกยังทำงานไม่ว่าจะตอนไหน นั่ง เดิน ยืน ทำกิจวัตรต่างๆ แม้กระทั่งตอนนอนหลับ เธอจะมีทักษะการเข้าถึงองค์ความรู้จากจักรวาลได้อย่างถาวร
กระบวนการ ‘หยุด’ นี้ยังส่งผลต่ออะไรๆ อีกหลายอย่างทั้งทางกายภาพและทางพลังงานของเธออีกด้วย เช่นมันจะสามารถหยุดวงจรการเกิดพันธุกรรม หากเธอไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ผลิตข้อมูลพันธุกรรมป้อนเข้าสู่สายธารแห่งจักรวาล เพราะเธอไม่ได้ใช้จิตสำนึกในการตัดสินใจที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรอีกแล้ว พันธุกรรมใหม่ทั้งหมดก็จะหยุดเช่นกัน เธอรู้ดีอยู่แล้วใช่ไหมว่า ที่เธอไม่สามารถออกจากห้องเครื่องของจักรวาลนี้ได้ เพราะเธอมีพันธุกรรมทั้งเก่าและใหม่ที่ผลิตขึ้นอยู่ตลอดเวลา”
“รู้ครับ” ผมตอบเบาๆ
“เมื่อเธอสามารถทำเช่นนี้ได้แล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป เธอจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ ‘รู้แล้ว’ เธอจะมองเห็นความเป็นไปของโลกได้หลากหลายมิติ เธอจะเห็นมนุษย์โลกที่กำลังอยู่ในสภาวะแห่งความไม่รู้ เห็นว่าเขากำลังใช้จิตสำนึกทำงาน เธอจะเห็นพันธนาการที่รัดตรึงไม่ให้เขาสามารถไปไหนได้อย่างอิสระ เห็นความไร้เดียงสา เห็นความไม่เข้าใจ เห็นความยึดถือในสิ่งที่ไม่น่าจะยึดถือ เห็นการตัดสินผิดถูกชั่วดี ถ้าเธอเห็นเช่นนั้นเธอจะได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกของเรา เธอจะเป็นสมาชิกของสมาพันธ์แห่งจักรวาลอันทรงเกียรติ ในสถานการณ์แห่งการเปลี่ยนถ่ายแห่งยุคสมัย ฉันจึงขอต้อนรับเธออย่างเป็นทางการ ณ บัดนี้” เขาพูดพร้อมกับเอื้อมมือมาสัมผัสกับมือผม
“คะๆ..ครับ …ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ” ผมตอบสนองต่อการแสดงออกของเขาแบบไม่ทันตั้งตัว
“จากนี้ไป เธอไม่มีทางที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกเพราะเธอรู้แล้ว สิ่งที่เธอต้องทำต่อไปคือ ‘งานของจักรวาล’ เธอต้องทำหน้าที่เตรียมความพร้อมทั้งเรื่องของพื้นที่ เพื่อรองรับอารยธรรมใหม่ และเตรียมความพร้อมด้านจิตวิญญาณของบุคลากรที่จะก้าวเข้าสู่มหายุค โดยเฉพาะกับผู้ที่เคยเกิดมาแล้วหลายภพชาติภายใต้รหัสเก่า เธอต้องทำให้พวกเขาสามารถก้าวไปสู่มหายุคนี้ได้อย่างสง่างาม เธอไม่ต้องห่วงดวงจิตที่จะมาเกิดใหม่เป็นครั้งแรก เพราะพวกเขาจะมาพร้อมกับรหัสทางพลังงานใหม่อยู่แล้ว หน้าที่ของเธอคือ ปรับระดับพลังงานของคนยุคเก่าทั้งหมดให้เปลี่ยนเป็นระดับที่สอดคล้องกับสนามพลังงานใหม่เท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีผู้ที่เธอต้องทำการปรับจำนวนทั้งสิ้น 8 พันล้านคน” เขาพูด
“8 พันล้านคน..!!” ผมพูดย้ำด้วยความตกใจ
“ที่จริงไม่ถึงหรอก มีผู้คนส่วนหนึ่งที่เขารับรู้กระแสของจักรวาลใหม่นี้และเริ่มทยอยปรับกันไปบ้างแล้ว ประมาณ 3-4 ร้อยล้านคน จะเหลือจริงๆ ประมาณ 7 พันกว่าล้านคนเท่านั้น” เขาขยายความ
“มันก็ยังเยอะอยู่ดีแหละครับ ตั้ง 7 พันล้านคน ท่านรู้ไหมว่ามันเยอะขนาดไหน แค่ผมจะพูดกับใครสักคนให้เข้าใจตามที่ผมเข้าใจ ยังยากเย็นแสนเข็ญเลย ผมจะทำได้อย่างไรครับ”
“ตอนนี้เธอรู้วิธีที่จะเข้าถึงความรู้จากจักรวาลแล้ว คำตอบทั้งหมดอยู่ในตัวเธอ เพียงแค่เธอยังไม่เคยเปิดเข้าไปดูเท่านั้น”
“ท่านครับ งั้นผมขอวางเรื่องนี้ไว้ก่อนนะครับ ผมยังสงสัยเรื่องหัวใจหรือจิตวิญญาณของโลกที่ท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้อยู่ครับ ว่ามันมีลักษณะเป็นอย่างไรท่านพอจะอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมครับ” ผมถาม