๓๒.
อดีตชาติ
“ผมเข้าไปแตะมันได้เลยนะครับ” ผมถาม
“เดี๋ยวก่อน…เธอต้องกำหนดช่วงเวลาและสิ่งที่เธอต้องการจะรู้ก่อน ไม่เช่นนั้นเธอจะเหมือนกับหลงเข้าไปในแดนสนธยา ที่มีเรื่องราวอะไรต่อมิอะไรยุ่งเหยิงไปหมด” เธอบอกกรรมวิธี
“ได้ครับ เออ… สิ่งแรกที่ผมต้องการจะไปดูคือช่วงภพชาติที่ผมได้เจอกับโคฮารุคู่รักของผม ซึ่งขณะนี้เธออยู่ที่ดาวทึงร่า” ผมระบุความประสงค์แรกของผมต่อทั้งสองท่านทันที
“การเดินทางลักษณะนี้เธอสามารถกำหนดจิตว่าจะไปที่ไหน ไปในช่วงเวลาใดได้เองเลย เพราะนี่คือความทรงจำของเธอล้วนๆ” ภาสุธาแนะนำ
“ได้ครับ ตอนนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นจัง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ผมกำลังจะเดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีต เหมือนเดินทางด้วยเครื่องไทม์แมชชีน” ผมพูดด้วยความตื่นเต้น
“ถ้าพร้อมแล้ว ก็เข้าไปสัมผัสกับแท่งผลึกแห่งความทรงจำของเธอได้ ฉันขอส่งเธอเท่านี้นะ” ภาสุธาพูด
“ขอบคุณมากครับ” ผมพูด
จากนั้นผมก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้แท่งคริสตัลแห่งความทรงจำของผมทันที และวางมือทาบลงบนผลึกนั้นอย่างแผ่วเบา โดยมืออีกข้างยังคงจับมือของท่านโภเชไว้เช่นเดิม ทันทีที่มือของผมสัมผัสกับผลึกแก้ว สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือภาพของตนเองกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เพียงอึดใจเดียวผมก็มาอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่กำลังมีการก่อสร้างวัด ตัวอุโบสถนั้นสร้างใกล้เสร็จแล้ว เหลือแต่งานเขียนลวดลายทองประดับรอบเสาและงานตกแต่งเพดาน ผมเห็นช่างฝีมือหลายคนกำลังเร่งมือทำงานกันอย่างขมักเขม้น ส่วนภายนอกอุโบสถเสร็จสมบูรณ์แล้ว ที่หน้าบันมีไม้แกะสลักปิดทองเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบพญานาคและราหู ด้านข้างรายรอบไปด้วยเหล่าเทพยดาจำนวนหนึ่ง ความรู้สึกของผมตอนนี้คือ ผมน่าจะเป็นใครสักคนที่มีบทบาทในการก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ การแต่งตัวของผมดูภูมิฐานกว่าคนอื่นๆ ไม่นานนักผมก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากนอกอุโบสถว่า
“สมเด็จพระอินทราชาเจ้าเสด็จมาถึงปากทางแล้ว” ทุกคนที่ได้ยินเสียงนั้นต่างตาลีตาลานวางทุกสิ่งที่กำลังทำ ลงมานั่งกับพื้น
“ท่านโภเชครับ นี่ผมอยู่ที่ไหนและผมกำลังเป็นใครครับ” ผมใช้วิธีตั้งคำถามในใจแทนการเปล่งเสียงออกมา
“ภพชาติที่เธอมานี้ เป็นช่วงที่เธอเป็นช่างปั้นพระพุทธรูปฝีมือดีคนหนึ่ง ที่นี่คือเมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร ช่วงเวลาที่เธอย้อนมานี้ ประมาณเกือบหกร้อยปีจากปัจจุบัน ตอนนี้เธอเป็นคนโปรดของกษัตริย์ผู้ครองนคร เพราะรูปแบบพระพุทธรูปที่เธอปั้นนั้นถูกใจพระองค์มาก พระองค์จึงเสด็จมาเยี่ยมชมบ่อยๆ ”
พอท่านโภเชพูดจบ ดูเหมือนความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองก็กลับมา และตัวผมก็เหมือนเข้าไปอยู่ในตัวเขาคนนั้น ผมรู้ขึ้นมาทันทีว่า วันนี้เป็นวันที่สมเด็จพระอินทราชาจะเสด็จมาดูงาน หลังจากที่พระพุทธรูปที่ผมปั้น ถูกนำไปหล่อด้วยทองสัมฤิทธิ์และได้รับการลงรักปิดทองทั่วทั้งองค์แล้ว ผมรู้ว่าผมได้รับอภิสิทธิ์หลายๆ อย่างเช่นได้รับพระราชทานบ้านหลังใหญ่พร้อมข้าทาสบริวาร ได้รับตำแหน่งเทียบเท่ากับขุนนาง แต่ไม่ได้มีหน้าที่บริหารบ้านเมือง งานของผมจะเกี่ยวกับการออกแบบสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในพระราชวัง ซึ่งงานส่วนใหญ่จะวิจิตรตระการตา ทำให้แขกบ้านแขกเมืองที่มาเห็นต่างชื่นชมว่า ศิลปะที่เมืองของพระองค์นี้งดงามราวกับเนรมิตมาจากสรวงสวรรค์ โดยเฉพาะรูปแบบของพระพุทธรูปองค์ที่ผมปั้นขึ้นมาใหม่องค์นี้ มีความพิเศษกว่าองค์ไหนๆ ในอาณาจักรของพระองค์ พระพุทธรูปองค์นี้มีเครื่องทรงแบบกษัตริย์ มีมงกุฎยอดแหลมและมีพระพักตร์น่าเกรงขาม
“ตลกดีนะ ที่เธอแกะสลักรูปของฉันประดับไว้ที่หน้าบันของอุโบสถด้วย” ท่านโภเชพูดขึ้นลอยๆเหมือนต้องการเปิดประเด็น
“คนไหนคือรูปของท่านหรือครับ” ผมถาม
“หากเทียบเคียงบทบาทหน้าที่และชื่อที่ออกเสียงคล้ายคลึงกัน ฉันคิดว่าภาพที่เธอสลักขึ้นไปประดับบนหน้าบันนี้หมายถึงตัวฉันแน่นอน” ท่านโภเชตั้งข้อสังเกต
“ท่านหมายถึงรูปพระนารายณ์นั่นหรือครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว นารายาหรือนารายณ์คือการออกเสียงที่เพี้ยนกันนิดหน่อยระหว่างมนุษย์โลกกับรูปธรรมชั้นสูง ลักษณะการออกเสียงของรูปธรรมชั้นสูงที่ไม่ค่อยได้เปล่งเสียงออกมาจากลำคอ เวลาออกเสียงจึงลากเสียงยาวกว่ามนุษย์ทั่วไป และถ้าพิจารณาจากบทบาทของพระนารายณ์ ตามคติที่พวกเธอเชื่อกัน ฉันยิ่งมั่นใจว่ารูปนั้นคือรูปของฉัน”
“แล้วครุฑล่ะครับ หมายถึงใคร และทำไมท่านถึงต้องนั่งอยู่บนหลังครุฑด้วย” ผมถาม
“เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาถึงความเป็นตัวฉัน ซึ่งอาจจะมีความเก่าแก่มาก ผู้คนในอดีตไม่เข้าใจเรื่องของอากาศยาน เมื่อเขาเห็นว่า ฉันเดินทางไปไหนมาไหนด้วยยานพาหนะที่บินได้ สิ่งที่เขานึกออกเป็นสิ่งแรกคือสัตว์ปีกที่บินได้หรือนก แต่มันคงจะไม่ใช่นกธรรมดาๆ อย่างแน่นอน ดังนั้นการสร้างรูปลักษณ์ของนกที่สามารถใช้เป็นพาหนะได้จึงเกิดขึ้น” ท่านโภเชอธิบาย
“อืม…น่าสนใจนะครับ แล้วพญานาคล่ะหมายถึงอะไร” ผมถามต่อ
“ในอดีตผู้มีญาณทัศนะบางคนที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวด้วยจิต ส่วนใหญ่เมื่อรู้จักกับฉันแล้ว เขาจะรู้ว่า ที่อยู่ของฉันคือที่ไหน พญานาคคือสัญลักษณ์ของเมืองบาดาล เมืองที่อยู่ใต้น้ำหรือใต้มหาสมุทร และนั่นคือที่อยู่ของฉัน”
“…แล้วราหูล่ะครับหมายถึงอะไร” ผมถามอีก
“ครั้งแรกที่ฉันมายังโลกใบนี้ ฉันก็ไปสร้างยานของฉันขึ้นบนดาวดวงหนึ่ง ที่มีวงโคจรอยู่ระหว่างแกนกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกกับระบบสุริยจักรวาลของเรา ที่ดาวดวงนั้นจะเป็นเหมือนโรงงานผลิตยานขนาดใหญ่ แบบเดียวกับที่พำนักของฉัน เพราะที่นั่นมีองค์ประกอบของวัตถุธาตุ ที่เอื้ออำนวยต่อการก่อรูปเป็นตัวยาน ดาวดวงนี้จะโคจรเข้ามาอยู่ในรัศมีของระบบสุริยจักรวาลของเธอ ในทุกๆ 3,600 ปี ซึ่งบางครั้งก็จะเกิดปรากฏการณ์หนึ่งคือ มันจะมาบดบังดวงอาทิตย์เป็นเวลานาน เพราะมันมีขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารมาก ใหญ่กว่าโลกของเธอหลายร้อยเท่า ดาวดวงนี้ไม่มีแสงในตัวเอง เมื่อพวกเขาเห็นปรากฎการณ์ของดาวมืดดวงนั้น แต่ไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่เห็นว่าอย่างไร มนุษย์จึงจินตนาการ ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่มีอานุภาพมาก จนสามารถกลืนกินแม้กระทั่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้” ท่านโภเชอธิบายต่อ