๗๙.
เป็นนิพพาน
“อืม… ถ้าให้ข้าตอบด้วยความสัตย์ซื่อ ถึงแม้ว่าข้าจะได้ชื่อว่าเป็นครูบาอาจารย์มีลูกศิษย์เคารพยกย่องมากมาย บางคนมองว่าข้าบรรลุสัจธรรมสูงสุดนั้นแล้วด้วยซ้ำ แต่จนถึงวันนี้ ข้าก็ยังไม่รู้สึกถึงสภาวะสูงสุดนั้น ข้าคงต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรให้มากกว่านี้” ท่านภาวรีย์พูดทั้งที่ยังนอนอยู่บนที่นอน
“ท่านอาจารย์คิดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักเท่าไหร่หรือขอรับ” อชิตะถาม
“ความปรารถนาสูงสุดของข้าคือจะไม่ขอเกิดอีก นิพพานคือสภาวะสูงสุด ข้าไม่อาจจะบอกได้ว่าสภาวะเช่นนั้นจะเกิดขึ้นกับข้าเมื่อใด ข้าจะถือเอาเส้นทางนี้เป็นจุดหมายของข้าไปทุกภพทุกชาติ” ท่านภาวรีย์ตอบ
“ท่านอาจารย์คิดว่า ตำแหน่งของนิพพานนั้นอยู่ที่ใดหรือขอรับ” อชิตะถามต่อ
“ต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง เป็นสภาวะอันสมบูรณ์แบบ เป็นที่ที่ปราศจากมลทิน แล้วจิตที่จะไปที่นั่นได้ จะต้องไร้ซึ่งมลทินอันประกอบด้วยอาสวกิเลสทั้งปวง ผู้ที่จะไปได้จะต้องประกอบด้วยศีลอันบริสุทธิ์ จะต้องไร้บาป ไร้เศษธุลีแห่งกรรม ดังนั้นข้าจึงต้องเร่งทำความบริสุทธิ์นั้นให้เกิดขึ้น”
“แล้วท่านอาจารย์คิดว่า ความบริสุทธิ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรขอรับ” เขาถามต่อ
“เจ้าถามเหมือนเจ้าไม่รู้ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า…มันคือข้อวัตรปฏิบัติอันดีงามที่ประกอบด้วยศีล ดาบสทุกคนต้องรักษามันอย่างเคร่งครัดมิใช่หรือ” ท่านภาวรีย์ถามกลับ
“รู้ขอรับ เพียงแต่ศิษย์ต้องการจะย้ำในสิ่งที่ท่านอาจารย์เข้าใจเท่านั้นขอรับ”
“การถืออุโบสถศีลตลอดชีวิต คือการปิดโอกาสมิให้เราสร้างบาป อันเป็นเหตุให้มัวหมองหรือมีความไม่บริสุทธิ์” ภาวรีย์ย้ำ
“ท่านอาจารย์ขอรับ… ถ้าสิ่งที่ท่านยึดถือปฏิบัติมานั้นยังไม่ทำให้ท่านบรรลุเป้าหมายได้ ณ บัดนี้ ท่านเคยสงสัยไหมว่ามันอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาด ศิษย์ขอถามอีกหนึ่งคำถาม ซึ่งเป็นคำถามสุดท้าย อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องทำให้บริสุทธิ์”
“ทั้งกายและใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือใจ” ท่านภาวรีย์ตอบ
“ในเมื่อท่านอาจารย์แน่ใจว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือใจ หรือความบริสุทธิ์ของใจ และท่านก็รู้ว่าแท้ที่จริง ‘ใจ’ คือสิ่งที่มีความสามารถในการรู้สึกนึกคิด คือสิ่งที่ท่านสามารถกำหนดเองได้ แต่ถ้าบัดนี้ท่านยังไม่รู้สึกถึงความบริสุทธิ์นั้น ท่านก็จะต้องตามหาความบริสุทธิ์ที่ว่านั้นไปอีกนานเท่าไหร่ เปรียบเสมือนหิ่งห้อยน้อยยามรัตติกาล ที่ไม่เห็นแสงสว่างของตัวเอง และเมื่อใดเกิดความตระหนักรู้อย่างแท้จริงแล้วว่า เราคือความบริสุทธิ์นั้นและเราก็ ‘เป็น’ ความบริสุทธิ์นั้นอยู่แล้ว เราก็จะสามารถ ‘เป็น’ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝนใดๆ ”
“เจ้าหมายความว่าเราทุกคนเป็นนิพพานอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ”
“ถูกต้องที่สุดขอรับ แต่นิพพานคือสภาวะที่เป็นผลลัพธ์ วิธีการคือท่านต้องตระหนักรู้ว่าท่านคือพุทธะ ท่านคือความบริสุทธิ์สูงสุดนั้นเสียก่อน เมื่อท่านตระหนักได้อย่างนี้แล้ว ท่านจึงไม่ต้องวิ่งตามหาความบริสุทธิ์นั้นอีกต่อไป” อชิตะตอบ
“ข้ารู้แล้ว…” เสียงของวชิรไวทย์อุทานขึ้นหลังจากเขานั่งฟังอยู่เงียบๆ
“ข้ายินดีกับท่านวชิระนะขอรับ ที่บัดนี้ท่านคือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ความจริง หรือรู้สัจธรรมแล้ว นับจากนี้ต่อไปขอให้ท่านนำการรู้นี้ไปพิสูจน์ให้เห็นจริง เพราะมันจะทำให้ท่านค้นพบอะไรต่อมิอะไรที่มหัศจรรย์อีกมากมาย” อชิตะหันไปพูดกับวชิรไวทย์
“ขอบคุณท่านอชิตะมากนะขอรับ ที่ทำให้ข้าได้รู้เรื่องนี้”
“วชิระเจ้ารู้แล้วหรือ เจ้าทำได้อย่างไรหนอ อะไรทำให้เจ้ารู้ ไหนเจ้าบอกข้ามาสิ” ท่านภาวรีย์ถาม
“สิ่งนี้ไม่ใช่การทำหรือการฝึกขอรับ ข้าคิดว่ามันคือการตัดสินใจที่จะเข้าใจเรื่องนี้อย่างเต็มใจมากกว่า เมื่อข้าทำความเข้าใจ และตัดสินใจมันจึงทำให้ข้าโพล่งออกมาขอรับ” วชิระพูด
“ถูกต้องแล้ว และนับจากนี้ จะเหมือนเป็นการตั้งต้นมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมด นับจากนี้เป็นต้นไป เวลาที่ท่านจะทำสิ่งใด พูดสิ่งใด คิดสิ่งใด มันจะอยู่บนพื้นฐานการรู้ตรงนี้เสมอ เช่น
ท่านจะไม่มอบความศรัทธาให้กับใครมากกว่าตนเอง ในขณะเดียวกันท่านก็จะเห็นว่าทุกคนสำคัญและเสมอภาค ท่านจะไม่ล่วงเกินทั้งกาย วาจาและใจต่อใคร โดยเฉพาะการล่วงเกินทางจิตวิญญาณ ที่มาจากการทำให้เขามาศรัทธาตัวเรา เราจะรู้ว่า ทุกคนคือพี่น้องกัน มีคุณค่ามีความหมายเหมือนกัน ซึ่งท่านจะตัดสินใจทำทุกอย่างได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ลังเลสงสัย เพราะเรารู้ว่า แท้ที่จริงพวกเราทุกคนคือจิตพุทธะ จิตที่บริสุทธิ์เฉกเช่นเดียวกัน” อชิตะอธิบาย
“ท่านอาจารย์ขอรับ อย่าหาว่าศิษย์สอนท่านอาจารย์เลยนะขอรับ ซึ่งเวลานี้ ไม่ใช่เวลาที่เราจะมายึดถือสิ่งสมมุติเหล่านั้นกันอีกแล้ว เราต่างเป็นจิตวิญญาณที่มามีประสบการณ์ร่วมกัน เราต่างไม่มีเพศ ไม่มีวัย ไม่มีอายุขัย ไม่มีสถานะ ศิษย์เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เราทุกคนต่างมาเพื่อที่จะได้รู้เรื่องนี้ เพียงท่านอาจารย์ตัดสินใจ ที่จะเชื่อว่าท่านคือนิพพาน ท่านคืออาตมัน ท่านคือดวงจิตที่ใสพิสุทธิ์ ท่านคือพุทธะ ท่านเป็นดวงจิตดั้งเดิมที่ไร้มลทิน จากที่ท่านตั้งจิตว่า ‘จะไปเป็น’ ให้เปลี่ยนเป็นรู้สึกว่า ‘ท่านเป็น’ ความห่างจะกลายเป็นความใกล้ชิดจนหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันทันที เพราะแท้ที่จริงเรา ‘เป็น’ สิ่งนั้นอยู่แล้ว” อชิตะอธิบาย
“ข้าเข้าใจแล้ว…ข้ารู้แล้ว…” ท่านภาวรีย์อุทานด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับน้ำตาแห่งความยินดีไหลเอ่อออกมา
“ข้าขออนุโมทนากับท่านด้วยนะขอรับ” อชิตะพูดพร้อมกับจับมือของท่านภาวรีย์ด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข ทันทีที่อชิตะจับมือของเขา เขาก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก จนดูเหมือนจะไม่ใช่การร้องไห้ที่เกิดจากความปีติยินดี
“ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านมีความใดในใจหรือขอรับ” อชิตะถาม
“ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้รู้เรื่องนี้ก่อนที่ข้าจะตาย แต่ความดีใจนั้นมันก็ยังน้อยกว่าความเสียใจ ที่มันปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน” ท่านภาวรีย์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือในลำคอ
“ท่านเสียใจด้วยเรื่องใดหรือขอรับ” วชิระไวทย์ถาม
“ข้าเสียใจที่ข้ารู้เรื่องนี้ช้าไป เพราะข้าจะไม่มีเวลาเหลือพอที่จะได้ใช้ปัญญา ที่จะเกิดขึ้นระหว่างการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อชำระล้างจิตวิญญาณให้ใสบริสุทธิ์ ไร้มลทินได้ บัดนี้ข้าน่าจะอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว นี่ถ้าข้าได้รู้เรื่องนี้ตั้งแต่ยังหนุ่มแน่นเหมือนกับพวกเจ้า ข้าคงมีเวลาสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้อีกมาก และมีเวลาชื่นชมกับผลงานของจิตพุทธะ ผลงานของจิตวิญญาณที่ข้าเพิ่งจะได้พบเมื่อไม่กี่อึดใจมานี้ ข้ารู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมาของข้าเหลือเกิน ข้ารู้สึกละอาย ที่นำพาพวกเจ้ามาทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์แบบนี้ ข้าขอโทษพวกเจ้าทั้งหลายโปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด” ท่านภาวรีย์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พอพูดจบเขาก็ร้องไห้ออกมาอีกหนึ่งรอบ
“ท่านอาจารย์โปรดอย่าได้โทษตนเองเลยขอรับ ทั้งหมดเป็นเพราะเราไม่รู้ ให้ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ที่วันนี้เรามีโอกาสได้รู้ ถึงแม้ว่าเราจะเสียเวลากันมามากแล้วก็ตาม” อชิตะพูดปลอบใจ
“ข้ามานึกถึงอดีต ครั้งที่ข้ายังเป็นมหาปุโรหิตอยู่ในเมืองหลวง ทุกวันมีเรื่องราวมากมายเข้ามาในชีวิต ได้เจอผู้คนที่มาเป็นเงื่อนไขให้ข้าได้ตัดสินใจ บางครั้งก็เผลอโกรธ เกลียด รักใคร่ ลำเอียง ข้ากลับไม่เห็นว่ามันว่ามีคุณค่า ไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าได้เรียนรู้ แก้ไข และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้ปรากฏเป็นความงดงาม ข้ากลับมองว่า มันคือความทุกข์ มันคืออุปสรรคต่อความบริสุทธิ์ที่ข้าตามหา จึงทำให้ข้าต้องหลีกหนีให้พ้น ข้าต้องขอบใจเจ้ามาก ที่ทำให้ข้าได้เห็นความจริงว่า แท้ที่จริงสิ่งเหล่านั้นคือเครื่องมือที่จะทดสอบว่า ข้ามีความบริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง ข้าสามารถเป็นความบริสุทธิ์ที่เกิดจากการลงมือทำด้วยความบริสุทธิ์จริงหรือไม่ เป็นความบริสุทธิ์ที่เกิดจากการชำระล้างและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มิใช่เกิดจากการหลีกหนี ข้านี่ช่างโง่เขลาสิ้นดี” ท่านภาวรีย์พูด