๗๑.
สัจธรรมอยู่ที่ไหน
“ดูก่อนอชิตะ เธอแน่ใจเช่นนั้นรึ เธอคิดว่า สัจธรรมสูงสุดนั้นอยู่ที่ไหน” พระพุทธเจ้าถาม
“เออ… อยู่ที่ผู้รู้ อยู่ที่ผู้ที่เข้าถึงการรู้แจ้งแล้วขอรับ” เขาตอบ
“นั่นจึงเป็นสาเหตุให้พวกเธอเดินทางตามหาฉัน เพราะคิดว่าสัจธรรมนั้นอยู่กับฉันใช่ไหม” พระพุทธเจ้าถาม
“ใช่ขอรับ” อชิตะตอบ
“เอาละ…นี่คงเป็นโอกาสเดียวในชีวิตของเธอ หากเธอไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันจะอธิบายดังต่อไปนี้ เธออาจจะพลาดกับมันไปตลอดกาล เพราะนานๆ จึงจะมีคนมาบอกเรื่องนี้สักคน” พระพุทธเจ้าพูด
“ขอพระองค์โปรดอธิบายสิ่งนี้แก่ข้าฯ โดยเร็ว” อชิตะขอร้อง
“อชิตะเอ๋ย… มิใช่ครั้งแรกหรอกที่เธอออกตามหาสิ่งนี้ ทุกๆ ภพชาติก่อนหน้านี้ เธอก็เคยออกตามหามัน เธอทำแบบนี้มาเป็นร้อยๆ พันๆ ครั้งและเธอก็มองว่าสิ่งนี้อยู่ที่ไหนสักแห่ง อยู่กับใครสักคน และต่อให้เธอได้พบกับคุรุที่มีความรู้มากมายขนาดไหน ต่อให้เธอได้เจอกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้แจ้งมาแล้วกี่คนก็ตาม เธอก็จะไม่มีวันได้เจอกับมัน” พระพุทธเจ้าตอบ
“แล้วข้าพระองค์ต้องทำเช่นไรขอรับ” อชิตะถาม
“เพียงเธอหยุดที่จะแสวงหาจากสิ่งภายนอก และเริ่มต้นกลับมาหาจากจิตภายในของตัวเธอเอง เพราะสัจธรรมสูงสุดมันซ่อนอยู่ในตัวเธอ” พระพุทธเจ้าตอบ
“อยู่ในตัวข้าฯ หรือขอรับ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องอยู่ในตัวของปุณณกดาบส อยู่ในตัวของโธตกดาบส อยู่ในตัวของอุปสีวดาบส และอยู่ในสหายทุกๆ คนของข้าฯ ด้วยใช่ไหมขอรับ” อชิตะถามพร้อมกับชี้ไปยังสหายทุกคนของเขา
“อยู่ในทุกๆ คนโดยไม่เลือกเพศ วัย ชนชั้นวรรณะหรือการศึกษา มันอยู่ทั้งในตัวของราชามหากษัตริย์ อยู่ทั้งในยาจกขอทาน” พระพุทธเจ้าตอบ
“แล้วข้าพระองค์จะค้นหาสิ่งที่อยู่ภายในของข้าฯ นี้ได้อย่างไรขอรับ” อชิตะถาม
“ตราบใดที่เธอยังใช้คำว่าค้นหา เธอก็จะไม่มีวันได้เจอสิ่งนั้น” พระพุทธเจ้าตอบ
“ถ้าไม่ใช้คำว่าค้นหาแล้วต้องใช้คำว่าอะไรขอรับ” อชิตะถาม
“เพราะคำว่าค้นหานั้น มันยังทำให้เธอรู้สึกถึงการแยกออกจากสิ่งนั้นอยู่ดี แต่ก่อนที่ฉันจะบอกวิธีการ เธอต้องรู้จักก่อนว่าสิ่งนั้นคืออะไร ” พระพุทธเจ้าตอบ
“พระองค์โปรดบอกข้าฯ โดยเร็วเถิด ว่าสิ่งนั้นคืออะไร” อชิตะเร่งเร้า
“เธอรู้ใช่ไหมว่าตัวเธอมีจิต” พระพุทธเจ้าถาม
“อืม..หากคำว่าจิตนั้นหมายถึงความรู้สึกนึกคิด ข้ารู้ว่าข้ามีสิ่งนี้อยู่ขอรับ” เขานิ่งคิดก่อนที่จะตอบ
“แล้วเธอรู้หรือไม่ว่าจิตนั้นกำเนิดมาจากไหน” พระพุทธเจ้าถาม
“เออๆ ๆ…ไม่รู้ขอรับ มันมีของมันอยู่แล้วใช่ไหม”
“ไม่มีสิ่งใดมีขึ้นมาเอง ทุกสิ่งย่อมมีที่มาที่ไป มีเหตุและปัจจัย” พระพุทธเจ้าตอบ
“จิตมีที่มาด้วยหรือขอรับ” อชิตะถาม
“แน่นอน ทุกสิ่งล้วนมีที่มา จิตของเธอย่อมมีต้นกำเนิด เธอคิดว่าจิตของเธอกำเนิดมาจากที่ใด” พระพุทธเจ้าถาม
“ไม่ทราบขอรับ” อชิตะตอบทันที
“เอาเป็นว่าขอให้เธอรู้ไว้ก่อนว่าจิตนั้น ‘มี’ ที่มา” พระพุทธเจ้าพูด
“ได้ขอรับ”
“และสิ่งที่เธอรับรู้ในขณะนี้คือ เธอมีจิตของเธออยู่ใช่หรือไม่” พระพุทธเจ้าถาม
“ใช่ขอรับ”เขาตอบ
“และเธอก็ไม่เคยรู้สึกถึงการมีอยู่ของจิตที่เป็นต้นกำเนิดจิตของเธอเลยใช่ไหม” พระพุทธเจ้าถามอีก
“ใช่ขอรับ” อชิตะตอบ
“เธอรู้ไหมว่า เพราะเหตุใดเธอถึงไม่สามารถรับรู้การมีอยู่ของจิตต้นกำเนิดนี้” พระพุทธเจ้าถาม
“ไม่ทราบขอรับ”
“เธอลองทบทวนดูอีกทีสิว่า เพราะอะไร” พระพุทธเจ้าถามต่อ
“อือ…เพราะข้าฯ ไม่เคยรู้ว่า จะต้องรู้นี่ขอรับ” อชิตะตอบ
“แล้วสิ่งที่เธอทำ คืออะไร” พระพุทธเจ้าถาม
“ข้าฯ ก็เลยไม่สนใจ” เขาตอบ
“ถูกแล้วอชิตะ เมื่อเธอไม่รู้ เธอจึงไม่เคยสนใจว่ามีสิ่งนี้อยู่ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นเป้าหมายสูงสุด เป็นสัจธรรมสูงสุด แล้วเธอก็เที่ยวไปเสาะแสวงจากสิ่งภายนอก จากตำรา จากคัมภีร์ จากครูบาอาจารย์ โดยไม่รู้เลยว่า เธอมีสิ่งที่ทรงปัญญาที่สุดอยู่ในตัว” พระพุทธเจ้าอธิบาย
“ใครจะไปรู้เรื่องนี้ได้ล่ะขอรับ” เขาพูด
“ดูก่อนอชิตะ เวลานี้ฉันขอเรียกชื่อจิตที่เธอรับรู้ได้นี้ว่า ‘จิตหยาบ’ หรือ ‘จิตมนุษย์’ และฉันจะเรียกจิตที่เธอรับรู้ไม่ได้นี้ว่า ‘จิตละเอียด’ ‘จิตต้นกำเนิด’ , ‘จิตพุทธะ’ หรือ ‘จิตพระเจ้า’ โดยปรกติเธอจะรู้สึกถึงความมีอยู่ของจิตมนุษย์นี้ได้อย่างชัดเจน เพราะเธอมีร่างกายและช่องทางการรับรู้โลกภายนอกนี้ถึง 5 ช่องทางนั่นคือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และทางกายสัมผัส โดยข้อมูลที่เธอรับรู้ได้นี้จะไปรวมอยู่ที่จิตหยาบ ซึ่งจิตหยาบนี้ก็จะสร้างเป็นความรู้สึกนึกคิดแบบหยาบๆ หรือที่เรียกว่าอารมณ์ ซึ่งกระบวนการการเกิดจะเป็นไปตามสัญชาตญาณ หรือเป็นไปแบบไร้การควบคุม เมื่ออารมณ์นี้ก่อตัวขึ้นมาแล้ว จึงเกิดเป็นการกระทำแบบไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นการกระทำที่ประกอบขึ้นจากความจำ,ประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดี จนนำไปสู่ความเห็นของตัวเอง ความเข้าใจในมุมของตนเอง การตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างจากอัตตา โดยไม่เห็นความเป็นจริงสูงสุด ผลลัพธ์สุดท้ายจึงเกิดเป็นความพึงใจและไม่พึงใจ เกิดเป็นการกระทำต่อกัน เกิดเป็นการผูกใจ จนนำไปสู่การมีภพมีชาติ”
“ทีนี้เมื่อเธอไม่รู้ว่าต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดจากจิตหยาบ และเธอก็ไม่รู้อีกว่าเธอมีจิตละเอียดซ่อนอยู่ในตัวเธอ เพราะเธอไม่เคยสนใจที่จะสังเกตเห็น เวลาที่เธอมีประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในภพชาตินี้หรืออดีตชาติ ประสบการณ์ทั้งหมดจึงถูกสะสม พอกทับจิตละเอียดนี้จนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน หากเธอเคยเกิดมาแล้วหนึ่งแสนภพชาติ จิตนี้ก็จะมีประสบการณ์หรือเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นเป็นแสนภพชาตินั้นห่อหุ้มจิตละเอียดหรือจิตพุทธะของเธอเอาไว้อย่างแนบแน่น ซึ่งแน่นอนสถานภาพความเป็นดวงจิตพุทธะ ณ ขณะนี้ย่อมมีคุณสมบัติที่เปลี่ยนไปจากเดิม จิตนี้ย่อมไม่สะอาดบริสุทธิ์ดั่งที่เคยเป็น และเมื่อมันไม่เหมือนเดิม ฉันจะขอเรียกจิตละเอียดที่มีประสบการณ์ต่างๆ พอกเอาไว้นี้ว่า ‘จิตใต้สำนึก’ และนี่คือจุดที่เธอจะต้องทำความเข้าใจ”
“ถึงแม้ว่า ‘จิตใต้สำนึก’ นี้จะมีคุณสมบัติแห่งพุทธะหรือจิตละเอียดเป็นแกนกลาง แต่พอมันมีประสบการณ์ต่างๆ ที่สั่งสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดที่เคยถูกทำร้าย ความเจ็บแค้นที่เคยถูกกระทำ บาดแผลต่างๆ ที่เกิดจากการใช้ชีวิต รวมถึงความรู้สึกดีๆ ประสบการณ์ดีๆ ที่ทำให้มีความสุขสมหวัง จิตละเอียดนี้จะบันทึกเก็บไว้อย่างแนบแน่น จิตนี้จึงไม่มีความบริสุทธิ์ อันประกอบด้วยคราบไคลจากประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา”
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงจึงเกิดขึ้นตรงนี้ หากเธอใช้จิตมนุษย์พยายามค้นหาเพื่อที่จะเข้าไปให้ถึงสัจธรรมสูงสุด, จิตละเอียดหรือจิตพุทธะที่อยู่ภายใน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด เช่นการสะกดจิต การจูงจิต เพื่อให้ดำดิ่งไปสู่โลกวิญญาณ มันจำเป็นต้องผ่านด่านที่เต็มไปด้วยคราบไคลแห่งประสบการณ์เหล่านั้น เธอต้องใช้เวลาแกะเรื่องราวในแต่ละชั้น เธอต้องใช้วิธีชำระล้างไปทีละขั้น เธอต้องใช้วิธีขัดเกลาเพื่อฝ่าเข้าไปให้ถึงแกนกลาง ซึ่งระหว่างทางเธออาจจะได้รับรู้ประสบการณ์จากจิตใต้สำนึกนี้ ปรากฏมาเป็นภาพต่างๆ แต่มันก็ยังไม่ถึงจิตละเอียดนั้นสักที”
“หลายครั้งที่เธอติดกับดักเหล่านี้ เธออาจจะมีความสามารถพิเศษ เธออาจจะมีอิทธิปาฏิหาริย์อันเกิดจากทักษะในอดีต หรือเธออาจจะกลายเป็นผู้รู้ผู้เห็นอดีต สามารถทำนายทายทัก และเธอก็อาจจะหลงใหลได้ปลื้มกับความสามารถเหล่านั้น จนหลงลืมเรื่องจิตพุทธะที่มีความใสบริสุทธิ์นั้นไป” พระพุทธเจ้าอธิบาย
“แล้วข้าฯ ต้องใช้วิธีการเช่นใดขอรับ” อชิตะถาม