๑๑๑.
พุทธพึ่งพา
“เรื่องที่สำคัญประการถัดมาคือ เขาจะพยายามสร้างให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเขารู้ว่าความศักดิ์สิทธิ์คืออำนาจที่ไม่มีใครกล้าลบหลู่ เพราะความศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องลี้ลับที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ โดยการเอาสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าเคยพูดเอาไว้ มาสร้างเป็นความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อใดที่ความศักดิ์สิทธิ์ผสมกับความกลัว โดยเฉพาะความกลัวที่ปกปิดไม่ให้รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน จนเกิดเป็นการพึ่งพาความศักดิ์สิทธิ์ เกิดเป็นการอ้อนวอนร้องขอ ขอให้โชคดี ขอให้พ้นภัยอันตราย ขอให้สมหวัง หรือแม้กระทั่งขอให้พบสัจธรรม ทุกเรื่องล้วนเป็นการผสมโรงระหว่างการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ความกลัว และความต้องการพึ่งพาจากสิ่งภายนอกทั้งสิ้น ตราบใดที่คนคนนั้นยังมีความเชื่อแบบนี้ เขาจะไม่มีวันค้นพบสัจธรรมจากพุทธะที่อยู่ภายในได้” ท่านโภเชอธิบาย
“เธอรู้ไหม คนที่ปรารถนาจะพึ่งพาสิ่งภายนอก เขาจะเที่ยวแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เขาได้พึ่งพาอยู่ตลอดเวลา เขาจะแสวงหาไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ ซึ่งต่างจากคนที่แสวงหาจากภายในหรือรู้ว่าเขาคือจิตพุทธะหรือจิตพระเจ้าแล้ว เขาจะค้นพบความศักดิ์สิทธิ์ในตนเอง แล้วเขาจะหยุดการแสวงหาไปตลอดกาล เขาจะไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งใดอีกต่อไป เพราะเขารู้แล้วว่า เขาคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด”
“กลยุทธ์ที่สองซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก นั่นคือเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้หรือที่เธอเรียกกันว่าธรรมะ ที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หากมองที่เนื้อแท้ของธรรมะที่บันทึกไว้ และถูกนำมาสอนต่อๆ กันนั้น ไม่มีเรื่องใดผิด แต่มันผิดที่กระบวนการเข้าถึงธรรมะ อันที่จริงธรรมะหรือความจริงนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว มีในทุกสรรพสิ่ง มีในสากลจักรวาล และมีอยู่ในทุกๆ คน พระพุทธเจ้าคนก่อนๆ ก็เคยค้นพบมาแล้ว ซึ่งมีบันทึกไว้ในคัมภีร์ต่างๆ มากมายทั่วทุกมุมโลก แต่หากมนุษย์ยังใช้วิธีการเข้าถึงความจริงจากภายนอกแบบนี้ ฉันเชื่อว่าสมองของมนุษย์จะไม่มีวันจดจำธรรมะ ที่บันทึกไว้ได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน สิ่งที่มนุษย์ต้องทำคือ เพียงแค่ทำความรู้จักกับการรู้ที่อยู่ภายในตัวเอง เพียงแค่มนุษย์หวนกลับเข้าสู่ด้านใน ธรรมะก็จะปรากฏ และสามารถนำธรรมะนั้นมาแสดงให้ปรากฏก็พอ สิ่งที่มนุษย์โลกต้องรู้คือทุกคนมีโปรแกรมการรู้นี้อยู่ในตัว และมีสายสัมพันธ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลเหล่านั้นอยู่แล้ว เพียงแค่มนุษย์ไม่เคยรู้วิธีการใช้งานมันเท่านั้น”
“ซึ่งสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน และเป็นสิ่งที่เธอจะต้องเอาไปสอนให้กับคนทั้งโลกด้วยก็คือ สอนให้มนุษย์รู้จักวิธีพบความรู้จากภายใน ซึ่งตอนนี้พระพุทธเจ้าเฉลยมาหมดแล้วว่า ขอเพียงมนุษย์รู้สึกว่า ตนเองคือต้นกำเนิดของแหล่งความรู้ทั้งปวง หรือรู้สึกถึงการเป็นพระเจ้า เมื่อนั้นก็เท่ากับว่าเขามองเห็นโลกด้วยสายตาของพระเจ้า มองเห็นโลกด้วยสายตาของผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง เขาจะไม่มองด้วยสายตาของมนุษย์อีกต่อไป และนับจากนี้เขาไม่จำเป็นต้องแสวงหาปัญญาจากภายนอกอีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องออกเดินทางเสาะแสวงหาจากผู้รู้ เพราะเขาคือผู้รู้คนนั้นไปแล้ว นั่นหมายความว่าเขาได้มาถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว”
“ที่เขาเรียกว่าสภาวะนิพพานหรือเปล่าครับ” ผมถาม
“เธอคิดว่านั่นคือสภาวะสูงสุดที่ทุกคนต้องเป็นไหม วิธีการที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ได้สอนให้คนรู้แบบนกแก้วนกขุนทอง ที่เลียนเสียงมนุษย์ เขาต้องการให้ทุกคนเป็นให้ได้อย่างที่พระองค์เป็น ซึ่งสภาวะการ ‘เป็น’ นี้ คือจุดหมายปลายทางหรือนิพพานนั่นเอง”
“กลยุทธ์ที่ผู้ไม่ประสงค์ดีมักจะสร้างขึ้นประการที่สามคือ การเปลี่ยนคำว่าสังฆะให้มีความหมายแบบพึ่งพา คือให้ผู้คนนอบน้อมต่อพระสงฆ์แทน คำว่าสังฆะตามความหมายของพระพุทธเจ้า คือการเป็นสังคมของอริยบุคคล เป็นสังคมของผู้ที่มีจิตอันประเสริฐ สังคมของผู้ที่เป็นอิสระจากพันธนาการทั้งปวง สังคมของผู้ที่ไร้ความวิตกกังวล ซึ่งพระองค์รู้ดีว่า มนุษย์จะไม่มีวันค้นพบสัจธรรมได้ หากสมองยังอยู่ในความวิตกกังวลหรือยังอยู่ในความกลัว
แต่สำหรับคนที่ต้องการมีอำนาจเหนือผู้อื่น ต้องการให้ผู้คนอยู่ในการควบคุม เขาจะทำทุกวิถีทางให้คนกลัว วิตกกังวล และความกลัวขั้นสูงสุดคือความกลัวในโลกวิญญาณ ดังนั้นคำว่าสังฆะในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล แต่หมายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดจากตัวบุคคลที่ผ่านการวิวัฒน์แล้วต่างหาก”
“ซึ่งในสมัยนั้น มีคนที่บรรลุเป็นอรหันต์มากมาย แต่เป็นการบรรลุที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่นักบวช บางคนเป็นมหากษัตริย์ เป็นพ่อค้า คหบดี ฯลฯ แต่เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองและผู้อื่นไร้ความกังวล ยอมสละทรัพย์สินเพื่อสงเคราะห์ให้เกิดสังคมแห่งการแบ่งปัน ยอมสละเวลาเพื่อสร้างสังคมแห่งความปรารถนาดี ซึ่งเวลานั้นถือว่าพระพุทธเจ้าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะมีคนค้นพบสัจธรรมจากสภาวะเช่นนี้มากมาย ทั้งที่เป็นนักบวชผู้ออกเดินทางเผยแผ่สัจธรรมและผู้ที่ครองเรือน”
“ความหมายที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าตั้งใจให้ทุกคนจดจำเป็นเครื่องเตือนใจว่า ให้อยู่ในวิถีนี้ เพื่อที่โลกจะเดินทางไปถึงจุดที่มนุษย์ทุกคนสามารถรู้สัจธรรมจากภายใน และเพื่อโลกจะเดินทางไปถึงจุดที่มนุษย์ทุกคน มีสภาวะสังคมมวลรวมเป็นด้านสว่าง และวันนั้นจะเป็นวันที่โลกเดินทางเข้าสู่มหายุค ซึ่งเป็นสังคมที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นโลกที่ทุกคนจะเข้าใจสัจธรรม เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เข้าใจว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน มาเพื่ออะไร เป็นโลกที่ไร้การเบียดเบียน ไร้การแบ่งแยก ไร้การตัดสิน เป็นโลกที่ทุกคนจะเห็นคุณค่าของความด้อย ทุกคนจะเห็นประโยชน์ของความต่าง และใช้มันอย่างสร้างสรรค์
เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และเมื่อมนุษย์ทุกผู้ทุกนามเข้าสู่สภาวะเช่นนั้น สัตว์ป่าน้อยใหญ่จะค่อยๆ ปรากฏขึ้น จากที่เคยสูญพันธ์ุ พวกเราจะค่อยๆ นำมันกลับมา พืชพันธ์ุธัญญาหารที่เคยสาปสูญ พวกเราก็จะทยอยนำมันกลับมา มนุษย์จะได้เห็นสัตว์บางขนิดที่ตลอดชีวิตไม่เคยเห็น มนุษย์จะได้ใช้ประโยชน์จากพืชบางชนิด ที่ตลอดชีวิตไม่เคยได้ใช้ โลกในเวลานั้นจะเป็นโลกที่คล้ายกับในยุคแรกๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความสวยงามราวกับสรวงสวรรค์ มนุษย์ในมหายุคนี้พวกเขาจะรู้ และเข้าใจกลไกธรรมชาติเป็นอย่างดี เข้าใจชีวิต เข้าใจบทบาทของตนเองและผู้อื่น เข้าใจจนหมดสิ้นความกลัว ในที่สุดจิตของมนุษย์ทั้งโลก จะปราศจากความกังวลด้วยพลังอำนาจของตนเอง”
“และนั่นคือภาพของโลกที่เธอเรียกกันว่าโลกยุคพระศรีอาริย์ หรือโลกยุคศิวิไล ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากน้ำมือของเธอและเพื่อนๆ ของเธอ” ท่านโภเชสรุปทิ้งท้าย