๙.
มนุษย์คือศูนย์กลาง
“คนบนโลกของเธอในอดีตเข้าใจเรื่องความสำคัญของดวงอาทิตย์ดี พวกเขาจึงถือเอาสิ่งนี้เป็นเสมือนแกนกลางของชีวิต เขาจึงถ่ายทอดเป็นภาพปั้นหรือแกะสลักตามสถานที่สำคัญๆ เพื่อย้ำเตือนและตระหนักรู้
แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ที่สนใจแต่เรื่องของตนเอง และมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวแบบแยกส่วนไม่เกี่ยวข้องกันจนเคยชิน โดยเฉพาะมนุษย์ในปัจจุบันที่มักจะคิดว่า ‘ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความบังเอิญและดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศไม่มีอะไรเชื่อมโยงกัน’ ดังนั้นความรู้ที่เธอรู้ทั้งหมด มันจึงมีความผิดพลาดตั้งแต่ต้น” เขาอธิบาย
“ผมพอเข้าใจเรื่องนี้อยู่บ้างนะครับ แต่ขอให้ท่านช่วยอธิบายเพิ่มเติมอีกได้ไหมครับ” ผมเสนอ
“ฉันรู้ว่าเธอเข้าใจแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้นำเรื่องนี้มาเป็นหลักในการสร้างความรู้โดยเฉพาะความรู้จากภายใน ถ้าเธอปรารถนาที่จะเป็นผู้ที่เข้าใจทุกสรรพสิ่ง เธอจะต้องตั้งต้นการรู้นั้นด้วยความเข้าใจที่ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนมีการกำหนดขึ้นอย่างจงใจ จากบางสิ่งบางอย่างที่เป็นต้นกำเนิด
เอาอย่างนี้ ฉันขอถามเธอก่อนก็แล้วกันว่า เธอคิดว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ของเธอเกิดก่อนดวงอาทิตย์ที่มีอยู่ในระบบสุริยจักรวาลของเธอ หรือดวงอาทิตย์ดวงนี้เกิดก่อนแล้วพวกเธอจึงค่อยเกิดขึ้นทีหลัง”
“โอ้ย…ถามยากจัง ผมไม่รู้หรอกครับ แต่ถ้าคิดตามทฤษฎีวิวัฒนาการ คนน่าจะเกิดทีหลังดวงอาทิตย์” ผมตอบ
“นั่นไง… หากเธอมองด้วยสายตาที่คับแคบ มองด้วยสายตาที่เห็นแต่สิ่งที่ตนเองสามารถรับรู้ ความเข้าใจกลไกของจักรวาลก็จะผิดเพี้ยนไป หากเธอมองด้วยสายตาแห่งจักรวาล เธอจะเห็นมิติที่กว้างขวาง เห็นมิติของกาลเวลา เอาอย่างนี้ฉันขอบอกเธอไว้เลยนะ กาลเวลาของจักรวาลหรือเอกภพนี้มันดำรงอยู่มาอย่างเนิ่นนานเหลือเกิน ซึ่งถ้าหากเปรียบยุคสมัยที่เธอคิดว่านานที่สุด สมมติว่ายุคละ 300 ล้านปี ยุคเหล่านั้นก็ยังเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของกาลเวลาทั้งหมดของจักรวาล มนุษย์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหรือที่เธอเรียกว่าเพิ่งวิวัฒนาการขึ้น ในช่วงเวลาไม่กี่ล้านปีอย่างที่เธอเข้าใจ มนุษย์มีอยู่ก่อนหน้าแล้วและก็มีอยู่ก่อนดวงอาทิตย์ดวงนี้ของเธอจะเกิดขึ้นเสียอีก ดังนั้นไม่ใช่ว่าพวกเธอเพิ่งเกิดบนโลกใบนี้แล้วจึงวิวัฒนาการเป็นรูปธรรม เพื่อให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของที่นี่ แต่ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับพวกเธอต่างหาก”
“จริงหรือครับ”
“เอาอย่างนี้นะ ฉันจะเพิ่มข้อมูลเพื่อให้เธอได้เอาไปลองขบคิดต่อก็แล้วกัน เธอไม่ต้องรีบตัดสินใจ แต่ให้เอาไปเป็นพื้นฐานการคิดเพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง ถ้าเธอเข้าใจเธอก็จะสามารถไขความลับของจักรวาลได้” เขาพูด
“ดีครับ…ฟังดูน่าตื่นเต้นจังครับ” ผมพูด
“อย่างที่เพื่อนๆ ของฉันในดาวทีงร่า เคยบอกเล่าเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของโลกและตำแหน่งที่ตั้งของดาวทีงร่าไปแล้วว่า ทั้งสองดาวนี้เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของเอกภพ เธอยังจำเรื่องนี้ได้ไหม” เขาถาม
“ครับ…จำได้ครับ” ผมตอบ
“ที่จริงคำว่าศูนย์กลางหรือแกนกลางนั้น มันไม่ได้มีความหมายในด้านของตำแหน่งที่ตั้งทางกายภาพเท่านั้นนะ แต่มันยังมีความหมายในมิติอื่นๆ อีกด้วย”
“มิติอะไรอีกหรือครับ” ผมรีบถาม
“เธอรู้ไหมว่า แต่ละที่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ มีอุณหภูมิแตกต่างกันมากขนาดไหน จุดที่ร้อนที่สุดของจักรวาลนั้นมันร้อนมากกว่าธารลาวาที่อยู่ใต้โลกของเธอหลายหมื่นหลายแสนเท่า และจุดที่หนาวเย็นที่สุด ก็เย็นกว่าที่ขั้วโลกของเธออีกหลายแสนหลายล้านเท่า โลกของเธอนั้นอยู่ในจุดกึ่งกลางของอุณหภูมิทั้งจักรวาลพอดี หากเธอนับอุณหภูมิกึ่งกลางคือศูนย์องศา แต่ที่จริงจุดที่มีอุณหภูมิกึ่งกลางจะอยู่ที่ประมาณ ลบ 50 ถึงบวก 50 องศา หรือจุดที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ จะมีสถานที่ที่มีอุณหภูมิกึ่งกลางแบบนี้อยู่น้อยมาก แต่ก็มีบางที่ ที่มีอุณหภูมิไม่เหมาะสม แต่ก็มีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้เหมือนกัน เพราะชั้นบรรยากาศมีธาตุโลหะหนักเป็นเกราะป้องกันอุณหภูมิสูงหรือต่ำแบบสุดขั้วได้ และนี่คืออีกหนึ่งความหมายของคำว่าศูนย์กลางของเอกภพ”
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องการให้เธอรู้” เขาเปิดประเด็นและนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เรื่องอะไรหรือครับ” ผมถามเพราะเห็นว่าเขาหยุดพูดนานเกินไปแล้ว
“เธอแน่ใจไหมว่ามนุษย์คือศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง หรือจะพูดอีกอย่างว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์”
“อย่างไรนะครับ” ผมถาม
“ขนาดของมนุษย์คือขนาดกึ่งกลางของทุกสรรพสิ่ง หากนับสิ่งที่ใหญ่ที่สุดและเล็กที่สุดในเอกภพ” เขาพูด
“เป็นไปได้อย่างไรครับ ผมว่ามนุษย์ตัวเล็กนิดเดียวเองนะ หากเทียบกับทุกสรรพสิ่งในจักรวาล” ผมถาม
“สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาลเช่นดาวยักษ์, ดาวแคระ, โลก, ภูเขา, ต้นไม้, ช้าง, ม้า, วัว, ควาย ไล่เรียงลงมาเรื่อยๆ มันจะบรรจบกึ่งกลางที่ขนาดของมนุษย์ และสิ่งที่เล็กกว่ามนุษย์ลงไป เช่น นก, หนู, แมลง, เชื้อโรค, แร่ธาตุ, โมเลกุล, อะตอม, นิวเคลียส และอื่นๆ ที่เล็กลงไปอีก มนุษย์จึงอยู่ตรงกลางระหว่างความใหญ่ที่สุดกับความเล็กที่สุดพอดี” เขาอธิบาย
“เหมือนว่ามนุษย์สำคัญที่สุดเลยนะครับ” ผมพูดในเชิงเปรียบเทียบ
“ใช่… ถูกต้องอย่างที่เธอเข้าใจเลย เธอลองสังเกตดูขนาดของสรรพสิ่งรอบตัวเธอดูสิว่า ทำไมมันถึงมีขนาดที่มีไว้เพื่อตอบสนองมนุษย์เท่านั้น สัตว์ทุกตัวโดยเฉพาะประเภทที่เธอนำไปใช้งานหรือนำมาเป็นพาหนะ เช่น ม้า วัว ควาย ทำไมมันถึงมีขนาดที่เหมาะสมกับตัวมนุษย์ ผลไม้ทุกผลล้วนมีขนาดที่เหมาะกับมนุษย์ เธอลองจินตนาการดูสิว่า หากแอปเปิ้ลมีขนาดเท่าบ้านอะไรจะเกิดขึ้น เธอคงจะกินมันด้วยความยากลำบาก ทำไมแอปเปิ้ลถึงมีขนาดพอเหมาะที่จะวางอยู่บนฝ่ามือของเธอได้พอดี เธอเคยตั้งคำถามไหมว่า ถ้าแอปเปิ้ลมีขนาดแค่บางบนฝ่ามือของมด แอปเปิ้ลก็คงไม่มีความหมายสำหรับเธอ”
“ที่ท่านพูดมานี้เป็นเรื่องจริงหรือครับ..” ผมถาม
“จริงหรือไม่จริง เธอก็พิจารณาดูเอาเอง ฉันมีหน้าที่แค่นำเสนอข้อมูล การจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นมันขึ้นอยู่กับเธอ ไม่เกี่ยวกับฉัน” เขาตอบ
“อืม” ผมทำท่าคิด
“… เออ…ฉันมีข่าวใหญ่จะบอกกับเธอ” เขาเหมือนคิดอะไรออก
“ข่าวอะไรหรือครับ” ผมรีบถาม
“ข่าวใหญ่ที่ว่านี้ มีสองเรื่องที่ซ้อนกันอยู่ เรื่องแรกคือจักรวาลของพวกเธอกำลังเดินทางเข้าสู่เส้นแบ่งทางพลังงานที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการก้าวเข้าสู่มหายุค ที่ฉันพูดคำว่า ‘มหายุค’ นี้ ฉันยังไม่สามารถอธิบายความหมายสำคัญให้เธอรู้สึกได้สักเท่าไหร่หรอกนะ” เขาเริ่มอธิบาย
“นั่นสิครับ ผมไม่รู้สึกอะไรสักนิด” ผมเสริม
“เอาอย่างนี้นะ ฉันขอเปรียบเทียบเรื่องนี้กับระบบการนับเวลาของพวกเธอ ก็แล้วกัน วงรอบของการเปลี่ยนแปลงตามกฎแห่งการเริ่มต้น, ดำรงอยู่, เสื่อมสลาย และกลับมาเริ่มต้นใหม่นั้น มีอยู่หลายระดับชั้นมาก หนึ่งรอบของบางยุคบางสมัยมีรอบแค่เข็มวินาทีเดินครบหนึ่งรอบ ถ้าเปรียบเทียบกับกลไกการทำงานของนาฬิกา บางยุคสมัยก็มีจุดเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุดแค่เข็มนาทีเดินทางครบหนึ่งรอบ เมื่อยุคสมัยของรอบเล็กๆ เหล่านั้นเดินทางครบ 60 รอบ ก็จะเท่ากับยุคสมัยใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม หรือเทียบได้กับเข็มชั่วโมงเดินทางครบหนึ่งรอบ ที่ฉันเปรียบเทียบกับการนับเวลาแบบนี้ของเธอ เพียงเพื่อให้เธอเข้าใจกลไกการทำงานของมันว่าเป็นอย่างไร เช่นหนึ่งรอบของเข็มชั่วโมงนั้น มันเท่ากับการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และเสื่อมสลายแบบย่อยๆ ไปแล้วถึง 60 ครั้ง ดังนั้นในแต่ละยุคแต่ละสมัยมันจึงมีการเชื่อมโยงทับซ้อนกันหลายมิติ เพราะแม้แต่ยุคที่สั้นที่สุดยังกินเวลาไปหลายร้อยชั่วอายุคนเลยทีเดียว”