๖๙.
พระเจ้าเลียบโลก
หลังจากที่พระพุทธเจ้าและพระยาอโศกมาพำนักอยู่ที่เมืองไพศาลีได้เพียง 15 วัน คณะของอชิตดาบสก็มาถึง
“และแล้วอชิตดาบสก็จะได้พบกับพระพุทธเจ้าเสียที รวมระยะทางทั้งหมดคิดเป็นเท่าไหร่ ท่านพอจะบอกได้ไหมครับ” ผมถาม
“เกือบสี่พันกิโลเมตร” เขาตอบ
“โห!…มหัศจรรย์มากเลยครับ สำหรับการเดินด้วยเท้า” ผมอุทาน
“ใช่แล้วพระพุทธเจ้าตั้งใจที่จะเดินทางผ่านให้ครบทุกเมืองที่สามารถไปได้ นี่จึงเป็นมูลเหตุของตำนานพระเจ้าเลียบโลกที่บันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ แต่เนื่องจากมีการคัดลอกต่อๆ กันมาเป็นพันปี จึงตกหล่นหรือข้ามบางช่วงบางตอนไปบ้างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา” ท่านโภเชเล่า
“จากนี้เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรครับ” ผมถามด้วยความอยากรู้
“ในค่ำวันหนึ่ง คณะของอชิตดาบสซึ่ง เพิ่งเดินทางมาจากเมืองมิถิลาแขวงวิเทหะ ซึ่งเมืองมิถิลานี้ห่างจากเมืองไพศาลีไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 160 กิโลเมตร ใกล้ๆ กับจังหวัดชัยภูมิในปัจจุบัน พวกเขาใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 9 วัน เมื่อเข้าเขตเมืองไพศาลีที่มีบ้านเรือนประชาชนปลูกติดกันอย่างหนาแน่น จากจุดนี้จะห่างจากพระนครไพศาลีราว 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตชุมชนที่กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลสมกับชื่อเมืองว่า ‘ไพศาลี’ พวกเขาจึงหยุดพักค้างแรมกันที่ชายขอบของเมืองนั้น” ท่านโภเชเริ่มเกริ่น
“ท่านโภเชครับ ลักษณะของเมืองไม่ได้หมายความว่าบ้านเรือนของประชาชนจะอยู่ภายในคูเมืองหรือรอบๆ คูเมืองหรือครับ เพราะคณะของอชิตะอยู่ห่างจากตัวเมืองไปตั้ง 5 กิโลเมตร ก็ยังมีบ้านเรือนอยู่กันอย่างหนาแน่น” ผมถาม
“โดยทั่วๆ ไปก็เป็นอย่างนั้น แต่เนื่องจากที่นี่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีผู้คนเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันเป็นจำนวนมาก เมืองนี้จึงขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะริมถนนสายหลักที่มุ่งสู่เมือง” ท่านโภเชตอบ
“เอาละ นับจากนี้เธอจงไปเห็นภาพจากสายตาของอชิตะดาบสเองจะดีกว่า” ท่านโภเชพูด
“ได้ครับ” ผมตอบ
วันรุ่งขึ้นอชิตดาบสตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ คณะผู้ติดตามทั้งที่เป็นกองเสบียง จากการสนับสนุนของกษัตริย์แห่งเมืองอุชเชณีและพระเจ้าเสนทิโกศลแห่งสาวัตถีก็เริ่มหุงหาอาหาร บางพวกเดินออกไปบิณฑบาต ในชุมชนตามวิถีของนักพรตนักบวช บางพวกก็ชำระล้างร่างกายในลำน้ำ วันนี้อชิตดาบสได้แจ้งกับคณะเดินทางว่าจะหยุดเดินทางหนึ่งวัน เพื่อพักผ่อนกันให้เต็มที่ และแจ้งให้อาสาสมัครออกไปค้นหาข่าวกับชาวบ้านว่า มีใครเห็นคณะของพระพุทธเจ้าเดินทางผ่านมาทางนี้บ้าง เมื่อใครได้ข่าวแล้วให้รีบนำกลับมาแจ้ง เพื่อจะได้วางแผนการเดินทางในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่ทุกคนทำกิจวัตรประจำวันเสร็จแล้ว อาสาสมัครทุกคนจึงออกไปหาข่าว แต่เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้เป็นจุดที่ห่างไกลเมือง ประกอบกับพระพุทธเจ้าไม่ได้เดินทางเข้ามาทางนี้จึงไม่มีใครรู้ข่าวเลย
จนเวลาเกือบบ่ายสองโมงก็มีม้าเร็วจากในเมืองส่งข่าวมาบอกว่าพระพุทธเจ้ากำลังรอคณะของเขาอยู่ ณ ปาวาลเจดีย์ อชิตะและผู้ติดตามทั้งหมดจึงรีบเก็บข้าวของ แล้วออกเดินทางทันที เขารู้สึกตื่นเต้นมาก จนไม่อาจจะรอได้แม้สักนาทีเดียว นี่หากเขาทราบว่า พระองค์รออยู่ที่เมืองนี้ตั้งแต่แรก เขาคงจะรีบเดินทางไปพบกับพระองค์ โดยไม่หยุดพักตั้งแต่เมื่อคืนอย่างแน่นอน ระยะทางจากที่เขาพักค้างแรมบวกกับระยะทางที่ต้องอ้อมเมือง จนถึงปาวาลเจดีย์รวมทั้งสิ้น 8 กิโลเมตร เขารู้สึกว่าตอนนี้มันช่างเป็น 8 กิโลเมตรที่ยาวไกลที่สุด ทุกก้าวย่าง ช่างเชื่องช้าไม่ทันใจ เขารู้สึกถึงความกระตือรือร้นปนความกระหายที่จะได้พบพระพุทธเจ้า อย่างยากที่จะหาเหตุการณ์ใดมาเปรียบเปรย มันทั้งตื่นเต้น ทั้งประหม่า ทั้งดีใจและกังวลใจ มันเป็นส่วนผสมของความรู้สึกที่แปลกประหลาด ผนวกกับการเดินทางรอนแรมมานับปี ร่างกายที่อ่อนล้า ข้อเท้าที่เจ็บระบม ผิวหนังที่ไหม้เกรียมเนื่องจากแดดที่แผดเผา ทำให้จิตของเขาแยกออกจากร่างกายอย่างชัดเจน จนรู้สึกเหมือนมีใครอีกคนอยู่ในตัว
“เอ๊ะ!…เกิดอะไรขึ้นกับข้า…” อชิตะรำพึงในใจ
“ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในตัวเธอ” ผมรู้สึกว่าอยากบอกอะไรสักอย่างกับอชิตดาบส จึงลองส่งความรู้สึกนี้ไปหาเขา
“ท่านคือใครทำไมถึงมาอยู่กับข้า” อชิตะตอบกลับในความรู้สึกเช่นกัน ผมรู้สึกแปลกใจที่เขารับรู้และมีการตอบสนอง
“ฉันคือตัวเธอ แต่ฉันมาจากโลกอนาคต” ผมทดลองแนะนำตัวกับเขา
“โลกอนาคตงั้นหรือ” อชิตะถามกลับ
“เธอเชื่อฉันไหมล่ะ” ผมถาม
“เป็นเรื่องเหลวไหล ฉันน่าจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลจนประสาทเริ่มหลอนแล้วกระมัง” เขาคิดในใจ
“เดี๋ยวก่อนๆ ฉันมีจริงๆ ฉันมาในรูปของความคิด ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่า ฉันจะสื่อสารกับเธอได้เพราะเธอคืออดีตของฉัน ฉันไม่รู้จะอธิบายอย่างไร” ผมพยายามพูดกับเขาอีก
“…” ไม่มีความคิดใดๆ ตอบกลับมา
“ท่านโภเชครับ ทำไมอชิตะถึงไม่เชื่อว่ามีผมอยู่ในตัวเขา ณ เวลานี้ล่ะครับ” ผมถามท่านโภเช
“เขาก็ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่บนโลกของเธอที่เชื่อในจิตสำนึกมากกว่าและมองข้ามเรื่องของจิตวิญญาณ ซึ่งเรื่องของจิตนี้เป็นสิ่งที่ยากต่อการอธิบายอย่างที่เธอเพิ่งพูดไป และฉันเคยพูดกับเธอว่า จิตไม่มีกาลเวลา หรือพูดอีกอย่างว่า จิตสามารถเดินทางได้โดยไม่มีอุปสรรคด้านเวลา แต่มนุษย์ที่เป็นกายภาพมีเวลา ที่มีลักษณะเป็นเส้นระนาบหรือเป็นเส้นตรง คือมีจุดเริ่มต้น มีระหว่างกลางและจุดสิ้นสุด แต่เวลาของจิตมันจะมีลักษณะเป็นแนวดิ่ง ที่ซับซ้อนกว่านั้นคือในทุกๆ ช่วงของแนวระนาบที่เป็นเส้นตรงนั้น จะประกอบไปด้วยเส้นแนวดิ่งที่เป็นอนันต์คือมีสภาวะแบบไม่รู้จบ ดังนั้นผู้ที่เข้าถึงสภาวะการเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณ เขาจึงเป็นผู้ที่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายเวลาที่มีทั้งแนวระนาบและแนวดิ่ง ซึ่งจะไปตัดกับจุดไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ” ท่านโภเชอธิบาย
“โอ้…สิ่งที่ท่านอธิบายมาทั้งหมดนี้ไม่ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นเลย” ผมตอบ
“ไม่เป็นไร…ฉันแค่อยากจะให้เธอรู้ว่า ผู้ที่รู้ความลับเหล่านี้หรือผู้ที่อยู่นอกกฏเกณท์ เขาจะสามารถล่วงรู้อดีต ล่วงรู้อนาคตได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องปรกติสำหรับจิตที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎของสนามแม่เหล็กโลก แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกฎ ก็ยังถูกปกปิดเอาไว้เช่นเดิม” ท่านโภเชอธิบาย
“ฟังดูซับซ้อนเข้าใจยากจังเลยนะครับ”
“ที่จริงขณะที่เธอกำลังมากับฉัน ณ เวลานี้ มันคือสภาวะแบบเดียวกันคือ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เป็นแนวดิ่ง ที่เป็นหนึ่งในขณะจิตของเวลาที่เป็นแนวระนาบ ที่กำลังดำเนินอยู่บนโลกของเธอ เธอลองนึกภาพอย่างนี้ก็ได้ว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกต่างมีเส้นเวลาที่เป็นแนวระนาบเป็นของตนเอง แต่ละคนมีหนึ่งเส้นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเกิดและตายไปแล้วกี่หมื่นกี่แสนชาติ เส้นเวลานี้ของเธอก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ เส้นเวลาของเธอทุกคนจะดำเนินขนานกันไป แต่จะมีเวลาของจิตที่มีอิสระเหนือกาลเวลาตัดขวางอยู่ในทุกๆ ขณะจิต คำว่าขณะจิตนั้นถ้าเปรียบเทียบกับเวลาที่เป็นเส้นระนาบ จะสั้นกว่าหนึ่งวินาทีประมาณ 1 ใน 30 และในแต่ละขณะจิตนั้น ก็มีเวลาเป็นแนวดิ่งอีกยาวนานจนไม่สามารถนับได้ หรือที่เธอเรียกว่าเป็นอนันต์ เธอลองคำนวณดูก็ได้ว่าแค่ 1 วินาทีประกอบไปด้วย 30 ขณะจิต และในแต่ละขณะจิตนั้น ก็มีเวลาที่ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดตรงกลาง และไม่มีจุดสิ้นสุด ตลอดทั้งชีวิตของเธอ ตลอดทุกภพชาติของเธอ เธอคิดว่า มันจะมีช่วงขณะจิตนี้มากมายขนาดไหน”
“พอแล้วก็ได้ครับ ผมว่าท่านอธิบายอย่างไรผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เอาไว้ผมจะทำความเข้าใจมันด้วยตนเองก็แล้วกัน ผมแค่แปลกใจเกี่ยวกับเรื่องของกาลเวลาเท่านั้นเองครับ” ผมพูด
จากนั้นอชิตะก็ตั้งหน้าตั้งตาเดิน จนไปถึงปาวาลเจดีย์ในเวลาค่ำพอดี ภาพที่ผมเห็นขณะนี้คือ มีกำแพงเตี้ยๆ สูงราวหนึ่งเมตรครึ่ง มันเป็นกำแพงที่จงใจสร้างให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน อาณาเขตของกำแพงนี้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละประมาณ 500 เมตร ด้านนอกกำแพงประดับประดาด้วยโคมไฟ มีช่องเล็กๆบรรจุตะเกียงน้ำมันจำนวนมาก ทำให้บริเวณนั้นสว่างไสวราวกับมีเทศกาลอะไรสักอย่าง กำแพงแต่ละด้าน มีประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ เมื่อเดินเข้าไปในประตูนั้น ก็จะเห็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก สูงประมาณ 5-6 เมตรก่อด้วยอิฐฉาบปูนจำนวนมาก เรียงเป็นแถวมุ่งตรงไปสู่จุดศูนย์กลาง เมื่อมองไปที่ปลายทางของแถวเจดีย์เล็กๆ เหล่านั้น จะมีสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตมโหฬาร ด้านบนสุดเป็นเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายพระปรางค์เมืองพุทธคยา แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ตัวเจดีย์ประดับประดาด้วยแผ่นทองคำที่สุกปลั่ง ระยิบระยับราวกับว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญสูงสุด เจดีย์นี้ตั้งอยู่บนฐานที่ลดหลั่นกันสองชั้น สร้างจากหินศิลาแลง ชั้นแรกกว้างราว 70 เมตร ชั้นที่สองกว้างราว 50 เมตร ชั้นที่สองมีเสาระเบียงคด มีหลังคามุงกระเบื้องดินเผา และมีซุ้มเรือนยอดปราสาทแหลมขนาดเล็กล้อมรอบเจดีย์ทองคำ ทุกจุดของสถานที่แห่งนี้ประดับด้วยไฟจากถ้วยดินเผาใส่น้ำมันจำนวนนับหมื่นๆ ดวง ทำให้พื้นที่ทั้งหมดดูสว่างไสวสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
เมื่อคณะของอชิตดาบสเดินเข้าประตูทางทิศใต้ ก็เห็นว่ามีศาลาตั้งอยู่ในทุกมุมของกำแพงทั้งสี่ด้าน มีทางเดินเลียบกำแพงตรงไปยังศาลาเหล่านั้น มีคนนั่งอยู่ในศาลากลุ่มหนึ่ง และหนึ่งในคนกลุ่มนั้น กำลังเดินออกจากศาลามุ่งหน้ามาหาผม