อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๑๒.

๑๑๒.

ความหลากหลายและเท่าเทียม

“ผมพอเข้าใจแล้ว แต่ท่านครับ หลังจากนี้ ยังมีเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวกับผม ที่ผมต้องรู้อีกไหมครับ” ผมถาม

“ฉันจะบอกความลับให้เธออีกอย่างหนึ่ง นับจากนี้เป็นต้นไป หากเมื่อไหร่ที่เธอต้องการรู้ หรือต้องการเห็นอดีต เธอสามารถสัมผัสกับมันได้ทุกเมื่อ เพราะบัดนี้เธอมีสภาวะเป็นจิตพระเจ้าแล้ว ซึ่งจิตพระเจ้านั้นมีข้อมูลของทุกคนบนโลก มีประสบการณ์จากทุกสรรพสิ่งในจักรวาล เมื่อเธอเป็นสิ่งนี้แล้ว เธอก็จะเข้าใจในความเป็นทั้งหมด ขอเพียงให้เธอรู้สึกว่าตนเองเป็นพระเจ้าให้ได้อย่างแท้จริง มันจะทำให้เธอรู้จักวิธีการเอาองค์ความรู้ของพระเจ้ามาใช้งาน จากภายในตนเอง ซึ่งสิ่งสำคัญที่เธอต้องระลึกรู้นับจากนี้ คือช่วงเวลาแห่งการนัดหมาย มันคือช่วงเวลาแห่งปฏิบัติการที่ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้ามาเป็นพันๆ ปี เธอจะต้องรู้ว่านับจากนี้จะเป็นอย่างไร” ท่านโภเชเสริม

“นั่นสิครับ ผมยังคลุมเครืออยู่เลยว่าจะต้องทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร” ผมแสดงความเห็น

“เธอต้องทำให้ทุกคนเข้าใจเรื่อง ‘ความหลากหลายและความเท่าเทียม’ ซึ่งเธอจะต้องพูดให้มหาโพธิสัตว์ทุกคนและคนทั้งโลกเข้าใจความหมายของมันเสียก่อน” เขาตอบ

“มันมีความหมายอะไรพิเศษหรือครับ” ผมถาม

“ถึงแม้ว่าสองคำนี้ จะเป็นคำที่ฟังดูไม่มีอะไรพิเศษมากนัก แต่มันคือสมการสำคัญ ที่เธอต้องนำไปใช้เป็นกลไกของโลกในอนาคต เมื่อโลกเข้าสู่ยุคฟ้าสีทอง คนทั้งโลกจะตระหนักรู้ และใช้มันในการดำเนินชีวิต คนทั้งโลกจะยอมรับและเห็นคุณค่าในความแตกต่างและหลากหลาย และพวกเขาจะใช้มันเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเท่าเทียมกันในสังคม”

“แต่ก่อนที่คนทั้งโลกจะเข้าใจเรื่องนี้ เธอและเพื่อนๆ ของเธอในฐานะผู้เริ่มต้นสร้างสรรค์อารยธรรมใหม่ พวกเธอจะต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่า เรื่องนี้มันทรงประสิทธิภาพมากขนาดไหน และสามารถรังสรรค์สิ่งต่างๆ ให้งดงามได้อย่างไร ด้วยการทำเป็นตัวอย่าง”

“โดยเฉพาะการที่พวกเธอเคยเป็นคนพิเศษกันมา ซึ่งบางคนเคยเป็นมหาราชา มหาราชินี เป็นคหบดี เป็นแม่ทัพ เป็นนักรบ เป็นนักปราชญ์ เป็นครูบาอาจารย์ ฯลฯ และนับจากที่ทุกคนได้ตั้งสัจจาธิษฐานว่า จะไปเป็นมหาโพธิสัตว์ เพื่อจะไปเป็นมหาจักรพรรดิ ซึ่งหลังจากนั้นต่างคนต่างก็ไปเกิดเป็นใครต่อใครอีกหลายสิบภพชาติ เป็นแม้กระทั่งผู้นำทางจิตวิญญาณในความเชื่อต่างๆ ที่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์โลก โดยเฉพาะเพศหญิงที่ส่วนใหญ่ไปบำเพ็ญบารมีในรูปแบบของโพธิสัตว์ หรือการเป็นผู้ให้ และพวกนางก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้วนเวียนอยู่กับเรื่องราวของโพธิสัตว์ที่เป็นผู้หญิง หรือที่เธอเรียกกันว่าโพธิสัตว์กวนอิม หรือโพธิสัตว์พันมือ โดยทุกภพทุกชาติแต่ละคนจะถูกเข้ารหัสแห่งการลืมเหมือนกันหมด เพื่อทำให้ดวงจิตสามารถเดินทางเวียนว่ายตายเกิดจนมาถึงปัจจุบัน ดังนั้นจิตวิญญาณของพวกเธอทุกคนจะยังคงมีรหัสแห่งความไม่รู้และการทำงานจากจิตสำนึกคั้งค้างอยู่บ้าง ซึ่งเธอต้องกลับไปบอกพวกเขาให้รู้ตัว ประกอบกับที่ทุกคนเป็นผู้มีความสามารถด้านต่างๆ อย่างเชี่ยวชาญ เมื่อได้มาพบกัน ซึ่งเป็นวันที่พวกเธอจะต้องมารับบทบาทใหม่ บทบาทของการเป็นมหาจักรพรรดิ แต่ไม่ใช่มหาจักรพรรดิที่เป็นใครคนใดคนหนึ่งในแบบที่โลกเข้าใจ แต่จะเป็นมหาจักรพรรดิในแบบที่เป็นหลายบุคคล แต่การจะเป็นแบบนี้ได้ พวกเธอจำเป็นต้องลดทอนความยิ่งใหญ่ของตนเอง และเอาความยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณสมบัติแท้ๆ นั้นมาทำให้เกิดศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งนี่คือปัญหา เพราะการที่มีคนยิ่งใหญ่ในแบบของตนเองมารวมกัน การจะลดทอนความมีอำนาจเหล่านั้น และยอมรับบางสิ่งบางอย่างของคนอื่น ถือว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง”

“ทำไมถึงเป็นเรื่องยากล่ะครับ” ผมถาม

“เธอลองนึกภาพว่า หากเอากษัตริย์จากเมืองต่างๆ มารวมกันเพื่อทำงานอะไรสักอย่างดูสิ เธอคิดว่าจะมีความวุ่นวายมากขนาดไหน เพราะต่างคนต่างมีศักดิ์ศรีของตนเอง แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง หากเอาศักยภาพและทรัพยากรที่กษัตริย์แต่ละคนมีมารวมกัน มาส่งเสริมซึ่งกันและกัน เธอคิดว่าเขาจะสร้างอาณาจักรนี้ได้ง่ายดายและยิ่งใหญ่ขนาดไหน ความยิ่งใหญ่นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดการยอมรับความแตกต่าง และมองทุกคนที่มาร่วมกันอย่างเท่าเทียม”

“เรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด เธอไม่สมควรทำตัวเป็นผู้ที่พิเศษเหนือกว่าใคร เพื่อจะได้รวบรวมพลังอำนาจเหล่านั้นให้เป็นหนึ่งเดียว แต่ในขณะเดียวกันเธอต้องยอมรับว่าตนเองคือจุดเริ่มต้นหรือที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นผู้นำ แต่เธอต้องทำตัว ไม่ให้เป็นผู้นำเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียม ในทางปฏิบัติเธอจะต้องใช้ความอ่อนน้อมให้มากที่สุด เพื่อทำหน้าที่ประสานทุกคนเข้าด้วยกัน เธอจะต้องแก้โจทย์นี้ให้ได้ เพราะระหว่างที่ทุกคนยังไม่รู้พันธกิจ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาทำอะไร โดยเฉพาะไม่เข้าใจเรื่องความแตกต่างของศักยภาพที่เต็มเปี่ยมของตัวเอง ทุกคนต่างมีทักษะที่เขาสั่งสมมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และไม่รู้จักการน้อมเข้าหากันอย่างเท่าเทียม ดังนั้นเรื่อง ‘ความหลากหลายและความเท่าเทียม’ จึงเป็นปัจจัยสำคัญ เธอจะต้องทำให้เขารู้ว่าเขาคือพระเจ้าก่อน หลังจากนั้นจิตพระเจ้าในตัวเขา จะทำให้เขารู้ทุกสิ่งที่เป็นพันธกิจของตัวเอง”

“ท่านครับ ฟังแค่นี้ผมก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว ลำพังแค่ตามหากันให้เจอผมว่าก็ยากพอดูแล้ว เมื่อเจอแล้วยังต้องทำให้ทุกคนรู้หลักการนี้อีก ท่านพอจะมีวิธีทำให้ทุกคนเข้าใจโดยไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ไหมครับ” ผมถาม

“เมื่อถึงเวลานั้นจิตวิญญาณภายในที่เป็นมหาจักรพรรดิของพวกเธอทุกคนจะรู้เองว่าต้องทำอย่างไร แต่ฉันจะบอกไว้เป็นหลักการก่อนว่า พลังงานแห่งความรักที่พวกเธอทุกคนปลดปล่อยออกมานั้นจะดึงดูดให้เธอได้มาเจอกัน และไม่ต้องห่วงเลยเพียงแค่พวกเขาได้ยินการ ‘เป็น’ จิตพระเจ้าหรือจิตอันประเสริฐที่เธอพูด หรือได้ยินจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่เข้าใจหลักการนี้แล้ว พวกเขาจะเข้าใจและสามารถเป็นได้อย่างง่ายดาย”

“แต่สำหรับคนทั้งโลกที่เธอจะต้องไปสร้างให้เกิดจิตสำนึกใหม่ สร้างให้เกิดสังคมใหม่ สร้างอารยธรรมใหม่ เธออาจจะต้องใช้กรรมวิธีอื่นที่แตกต่างออกไป ซึ่งถ้าเธอรู้แล้วว่า อุปสรรคของการรู้สึกถึงการเป็นพระเจ้าคือ ‘ความคิด’ โดยเฉพาะความคิดที่มาจากความวิตกกังวล ซึ่งความวิตกกังวลขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับมนุษย์ทั้งโลกคือ ความกังวลเรื่องสถานะความเป็นอยู่ เรื่องความมั่นคง ความปลอดภัย ความมีหลักประกัน ฯลฯ ซึ่งความกังวลเหล่านี้ไม่มีทางจะหายไปได้ในโลกยุคเดิม เพราะแม้แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุด เขาก็ยังอยู่ในความกังวลนี้ แต่มันจะหายไปทั้งหมด เมื่อโลกเดินทางเข้าสู่มหายุคแห่งท้องฟ้าสีทอง โดยเธอต้องลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้มนุษย์ทั้งโลกไร้ความวิตกกังวล และต้องทำโดยเร็วด้วย มิเช่นนั้นอาจจะไม่ทันกับช่วงเวลาแห่งความเปราะบางและตึงเครียด ซึ่งพร้อมที่จะปะทุได้ทุกเมื่อ” ท่านโภเชอธิบาย

“เรื่องนี้แหละที่ผมรู้สึกว่าเหนื่อยล้ามากที่สุด เพราะลำพังแค่การพูดให้คนทั้งโลกเข้าใจเรื่องการ ‘เป็น’ ที่คิดว่าง่ายที่สุด ซึ่งก็ยังไม่เห็นความเป็นไปได้เลย ยังต้องมาทำให้โลกทางกายภาพเปลี่ยนเป็นยุคใหม่ที่ว่านั่นอีก มันจะเหนื่อยขนาดไหน” ผมพูดอิดออด