๒๕.
วันสิ้นโลก
“ถ้าคำว่าชีวิตจิตใจของเธอนั้นหมายถึง มีรูปธรรมที่เคลื่อนไหวได้เหมือนอย่างที่เธอและฉันเป็น คำตอบคือไม่มี แต่ถ้าคำว่าชีวิตจิตใจในที่นี้หมายถึง ความรู้สึกตัว ความนึกคิด ความสามารถในการสื่อสารโต้ตอบกับความนึกคิดอื่นๆ ได้นั้นมีแน่นอน” เขาตอบ
“ถ้าอย่างนั้นผมก็สามารถสนทนากับเขาได้นะซิครับ” ผมถาม
“ได้สิ..ลองดู” เขาตอบ
“สวัสดีครับ…ผมชื่อทิมครับ ผมขออนุญาตเข้ามาเยี่ยมชมสถานที่นี้ของท่านนะครับ” ผมทักทายไปโดยไม่รู้จะสื่อสารกับเขาอย่างไร
“……” ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมามีแต่ความเงียบ
“เขาไม่ตอบอะไรเลยครับ” ผมหันไปบอกท่านโภเช
“เขาตอบมาแล้ว แต่ไม่ได้ตอบเป็นเสียงนะ” ท่านโภเชพูด
“แล้วเขาตอบมาเป็นอะไรล่ะครับ” ผมถาม
“ได้ยินฉันไหมๆ… ฉันอยู่ในความคิดของเธอแล้วนี่ไง” เสียงในความคิดผุดขึ้นมา
“อ้อๆ ๆ ได้ยินแล้วครับ ผมนึกว่าจะเป็นเสียงเหมือนที่สนทนากับท่านเภโชเสียอีก ขออภัยนะครับ” ผมตอบกลับไปในความคิด
“ฉันไม่มีรูปธรรมเหมือนอย่างเธอ และฉันก็ไม่เคยมีด้วย ฉันเป็นอย่างที่ฉันเป็นนี้มาตลอด ยินดีต้อนรับสู่หัวใจของฉัน ที่นี่เธอปรารถนาจะรู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้ถามฉันได้ ฉันมีข้อมูลทุกเรื่องราวตั้งแต่มันเริ่มต้น”
“เออๆ ๆ คุณ…ไม่ใช่สิ…ท่านมีชื่อเพื่อให้ผมเรียกง่ายๆ ไหมครับ” ผมถามเพราะไม่รู้จะแทนตัวเธอว่าอะไรดี
“เคยมีคนเรียกฉันหลายชื่อ แต่มีชื่อหนึ่งที่ฉันชอบมาก เขาเรียกฉันว่า ‘ภาสุธา’ เรียกชื่อนี้ก็ได้นะ” หล่อนเสนอ
“ได้ครับท่านภาสุธา” ผมตอบพร้อมเรียกชื่อเขา “ทำไมเสียงที่ผมได้ยินนี้ ไม่รู้สึกว่าท่านเป็นเพศหญิงเลยล่ะครับ” ผมตั้งข้อสังเกตจากความรู้สึก
“สิ่งที่เธอรู้สึกนั้นถูกต้องแล้ว เพราะฉันไม่มีรูปธรรมซึ่งแน่นอนย่อมไม่มีเพศด้วย แต่ในอดีตที่เริ่มมีผู้คนรู้จักความเป็นฉัน พวกเขาได้ให้คำนิยามความเป็นฉันที่เปรียบเสมือนเป็น “แม่” เพราะทั้งหมดในตัวฉันคือการให้กำเนิด การฟูมฟักเลี้ยงดู การปกป้องคุ้มครองกับทุกสรรพสิ่ง ให้ร่มเย็น ให้มีความอุดมสมบูรณ์พรั่งพร้อมบริบูรณ์ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มันคล้ายกับสิ่งที่เขาคุ้นเคยก็คือความเป็นแม่” เขาอธิบาย
“เข้าใจแล้วครับ”
“ฉันไม่ค่อยได้สนทนากับใคร ฉันรู้สึกยินดีมากๆ ที่ได้สนทนากับเธอ ฉันรู้สึกดีและตื่นเต้นมาก กับการได้สนทนาโต้ตอบกันอย่างใกล้ชิดแบบนี้ ที่ผ่านมาฉันไม่ได้สนทนากับใครเพราะไม่เคยมีใครมาสนทนากับฉัน” เธอบอก
“จริงหรือครับ ไม่เคยสนทนากับใคร ท่านคงเหงาแย่เลยนะครับ” ผมถาม
“ถ้าเป็นการสนทนาลักษณะนี้ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฉันกำเนิดขึ้นมา เพราะไม่เคยมีใครเข้ามาใกล้ชิดกับฉันแบบนี้มาก่อน แต่ถ้าเป็นการสื่อสารไปยังรูปธรรมต่างๆ โดยการส่งกระแสความรู้สึกออกไปถึงทุกคนรวมถึงจิตพระเจ้า เพื่อบอกเล่าสถานการณ์แห่งความเจ็บปวดที่เกิดกับฉัน แบบนี้ละก็ ฉันสื่อสารออกไปเป็นประจำ แต่เรื่องการตอบกลับมานั้นขึ้นอยู่กับว่าใครจะสนใจรับฟังมากแค่ไหน ส่วนใหญ่มีแต่จิตพระเจ้าและจิตของรูปธรรมชั้นสูงเท่านั้นที่ตอบกลับมา ส่วนมนุษย์อย่างพวกเธอนั้น หนึ่งพันหรือสองพันปีจึงจะมีการตอบมาสักครั้ง” เธอตอบ
“ท่านมีสถานการณ์แห่งความเจ็บปวดอะไรหรือครับ เล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ” ผมเสนอ
“ทุกสรรพสิ่งที่อยู่บนโลกล้วนมีความเป็นฉัน รวมถึงตัวเธอด้วย ดังนั้นการเบียดเบียน การทำลาย การจัดการ การล่วงละเมิด การละเลย การไม่ดูแลเอาใจใส่ ล้วนเป็นกิจกรรมที่ทำให้ฉันเจ็บปวดทั้งสิ้น หากเปรียบเทียบกับร่างกายของเธอ เธอคงจะเจ็บปวดเช่นเดียวกับฉัน ถ้าปากของเธอไปกัดแขนของตัวเธอเอง ถ้ามือของเธอเอาของแหลมไปแทงตาของเธอเอง ถ้าเท้าของเธอพาเธอเดินไปแต่ที่ที่มีหนามแหลมๆ ถ้าร่างกายแต่ละส่วนของเธอเอาแต่ทำร้ายกันเอง คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือตัวเธอเอง ขณะนี้ร่างกายของฉันกำลังอยู่ในสภาวะบอบช้ำแบบนั้น ร่างกายของฉันจำเป็นต้องได้รับการเยียวยา ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องตัดเนื้อร้ายบางส่วนทิ้งไป เพื่อรักษาเนื้อส่วนดีเอาไว้ นั่นยิ่งทำให้ฉันเจ็บปวด เพราะเท่ากับฉันกำลังจะสูญเสียอวัยวะบางส่วนไป ขณะนี้ฉันจึงเปรียบเสมือนกำลังนอนรอหมอพาเข้าห้องผ่าตัดครั้งใหญ่อยู่ และเวลานั้นก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว” เธออธิบาย
“ใครคือหมอหรือครับ แล้วเนื้อร้ายคืออะไรครับ” ผมถามแบบซื่อๆ
“เรื่องนี้ฉันคงต้องเล่าทั้งหมดตั้งแต่อดีตให้เธอฟังก่อน เพื่อเธอจะได้เข้าใจที่มาที่ไป” เธอเสนอ
“ดีเหมือนกันครับ”
“เธอเคยได้ยินคำว่า ‘วันสิ้นโลก’, ‘วันพิพากษา’, หรือคำอะไรทำนองนี้ไหม” เธอถาม
“เคยครับ เรื่องพวกนี้ ผมเคยได้ยินมาตั้งแต่รุ่นพ่อของผมแล้ว” ผมตอบ
“ที่จริงเรื่องนี้มีการพูดถึงกันมานานกว่านั้นอีก แล้วก็พูดกันในทุกๆวัฒนธรรมด้วย เพราะอะไรเธอรู้ไหม” เธออธิบายพร้อมตั้งคำถาม
“นั่นสิครับ เพราะอะไรหรือครับ” ผมถามทันที
“เพราะเรื่องนี้มีการระบุไว้นานมาแล้ว คนที่ได้ชื่อว่าสามารถเข้าถึงความรู้จากจักรวาล หรือพูดง่ายๆ ว่าสามารถล่วงรู้ภาษาจิตที่คนทั่วทั้งจักรวาลใช้กัน ทั้งเหล่ารูปธรรมชั้นสูงที่มีหน้าที่คอยดูแลรักษาพื้นที่ต่างๆ รวมถึงตัวฉันและจิตพระเจ้าที่สื่อสารกัน พวกเขาจะรู้เรื่องราวพวกนี้ดี เหตุผลแรกคือเขาจะรู้กำหนดการของจักรวาล รู้ล่วงหน้าแล้วว่า หากวันเวลาเดินทางมาถึง ณ ปัจจุบันนี้ มันจะคือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เปรียบเสมือนว่าตอนนั้นเธอกำลังอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน แล้วเธอก็รู้ล่วงหน้าว่าหากถึงปลายเดือนธันวาคม จะมีการเปลี่ยนศักราชใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วโลกรู้กัน มันก็เหมือนกับเรื่องที่ฉันกำลังอธิบายอยู่ว่า คนทั้งจักรวาลเขาก็รู้กันว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันนั้นมาถึง” เขาเริ่มอธิบาย
“แสดงว่าวันสิ้นโลกนี้ ก็อยู่ในปฏิทินเวลาของจักรวาลอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว… แต่ความหมายของคำว่าสิ้นโลกนั้นอาจจะไม่ตรงกับความจริงสักเท่าไหร่ เหตุเพราะการนำมาถ่ายทอดและสื่อสารต่อๆ กันไป เมื่อผ่านกาลเวลามายาวนานข้อมูลต่างๆ ก็อาจจะตกหล่นไปบ้างโดยเฉพาะกับมนุษย์ที่มักจะสนใจเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบกับตนเอง เรื่องราวของภัยพิบัติจึงถูกนำมาพูดถึงมากเป็นพิเศษ” เธออธิบาย
“แล้วความหมายของคำว่าวันสิ้นโลกที่แท้คืออะไรครับ” ผมถาม
“ถ้าฉันพูดถึงวันที่ 31 ธันวาคมว่าคือวันสิ้นปี เธอจะเข้าใจมันว่าอย่างไร” เธอถาม
“อืม… ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ เมื่อสิ้นปีจากนั้นก็ขึ้นปีใหม่” ผมตอบ
“ถูกต้อง…อย่างที่เธอว่ามันไม่มีอะไร ในความหมายของฉันมันคือการสิ้นสุดวงรอบของเวลาที่ใหญ่มากๆ รอบหนึ่ง และมันก็ทำให้ทุกคนมีการคาดหวังว่า เมื่อกำหนดการนี้มาถึง เราทั่วทั้งจักรวาลจะพร้อมใจกันทำสิ่งใหม่ให้ดีขึ้น สิ่งใดที่ไม่ดีที่เป็นปัญหาสะสมเราก็จะถือโอกาสสะสางมันให้หมดสิ้น เพื่อให้สมกับการเข้าสู่วงรอบครั้งใหม่นี้ ซึ่งที่จริงมันก็ไม่ต่างอะไรกับพวกเธอ ที่พอถึงปีใหม่พวกเธอก็ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตั้งใจสะสางเรื่องเก่าๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่หรือ ตั้งใจจะทำสิ่งใหม่ๆ ให้ดีขึ้น” เธอขยายความ
“อืม… ถ้าอย่างนั้นวันสิ้นโลกก็ไม่เกี่ยวอะไรกับภัยพิบัติ และโลกเราก็จะไม่ดับสูญด้วยใช่ไหมครับ” ผมถาม
“จะว่าเกี่ยวก็เกี่ยว จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเป็นรูปธรรมชั้นสูง จะรู้ดีว่ามันเกี่ยวอย่างไรและมันไม่เกี่ยวอย่างไร แต่ที่แน่ๆ โลกจะไม่ดับสูญเพราะนั่นเท่ากับเป็นการตายของฉันไปด้วย” ภาสุธาตอบ
“ผมว่าคำตอบของท่านไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่นะครับ” ผมแอบเหน็บ
“ใจเย็นๆ สิฉันกำลังจะอธิบายให้เธอฟัง เหล่ารูปธรรมชั้นสูงทั่วทั้งจักรวาลนอกจากเขาจะรู้ว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาแห่งการสิ้นสุดวงรอบครั้งใหญ่ เพื่อก้าวเข้าสู่วงรอบใหม่แล้ว พวกเขายังรู้อีกว่า อะไรคือปัญหาเก่าที่ต้องสะสาง อะไรคือสิ่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ที่เขารู้เพราะพวกเขาสื่อสารกันตลอดเวลา และนี่คือเหตุผลที่สอง เพราะโลกซึ่งหมายถึงตัวฉันคือปัญหาที่ต้องการการสะสาง และพวกเขาทั้งหมดรวมถึงตัวเธอด้วยก็คือ ‘หมอ’ ที่ฉันกำลังรออยู่” เธออธิบาย
“มันเกี่ยวกับผมด้วยหรือครับ” ผมถามทันที
“เธอเกี่ยวโดยตรงเลยด้วย เพราะทุกคนกำลังรอสัญญาณจากเธอ” ภาสุธาตอบ
“ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่นอนครับ รอผม ที่เป็นคนไม่รู้เรื่องอะไรเลยอย่างนั้นหรือครับ” ผมแย้ง