อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๐๗.

๑๐๗.

โพธิสัตว์ 1,250

“ดูก่อนภิกษุ ภิกษุณีและท่านผู้เจริญทั้งหลาย เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครั้งนี้มิได้เป็นเรื่องปรกติวิสัย  มันคือช่วงเวลาที่น่ายินดีที่สุดสำหรับมวลมนุษย์ มันคือช่วงเวลาที่โลกธาตุนี้จะมีวิญญาณใหม่ เหตุเพราะจะปรากฏท้องฟ้าสีใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสิ่งนี้จะส่งผลไปยังสรรพชีวิตที่ดำรงอยู่ ให้มีความเจริญในธรรม ให้โลกกลายเป็นสถานที่ ที่น่าอยู่ราวกับแดนสุขาวดี มนุษย์จะไม่ต้องเผชิญกับความกลัวและความไม่รู้อีกต่อไป ทุกผู้ทุกนามจะรู้ว่า ตนเองเป็นใคร มาจากไหน มาทำหน้าที่อะไร และจะไปที่ไหน โลกจะไร้ความแบ่งแยกและปราศจากความขัดแย้ง เหตุเพราะทุกคนจะรู้ว่า ตนเองมาจากที่เดียวกันและเป็นสิ่งเดียวกัน”

“แต่กว่าที่ผลลัพธ์นั้นจะปรากฏได้ มนุษย์โลกจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ประดุจแท่งเหล็กที่ถูกเผาจนแดงฉาน ถูกตีด้วยค้อนบนทั่งอย่างหนัก และถูกฝนกับแท่นหินนับหมื่นนับแสนครั้ง ก่อนที่จะกลายเป็นดาบที่สวยงามและคมกริบ ซึ่งเวลานั้นหากจะให้มนุษย์ทั้งโลกเข้าสู่สภาวะอัศจรรย์ธรรมในเวลาอันสั้น โพธิสัตว์เพียงคนเดียวไม่อาจจะทำการนี้ได้สำเร็จ โลกต้องการโพธิสัตว์มากกว่าหนึ่ง เพื่อที่จะไปช่วยกันก่อกำเนิดวิญญาณของโลกและมนุษย์ ให้ถึงพร้อมสำหรับท้องฟ้าสีใหม่”

“ดูก่อนภิกษุ ภิกษุณี และท่านผู้เจริญทั้งหลาย ฉันรู้ดีว่า กว่าที่เธอจะมาถึงวันนี้ กว่าที่เธอจะเป็นอิสระจากเครื่องรัดรึงทั้งปวง เธอต้องผ่านภพชาติมาแล้วมากมายจนนับไม่ถ้วน ฉันรู้ดีว่า เวลานี้จิตวิญญาณของเธอทุกดวงปรารถนาที่จะกลับสู่มาตุภูมิ ปรารถนาจะกลับสู่อ้อมกอดของบุพการีทางจิตวิญญาณ ที่เขาตั้งตารอคอยให้เธอกลับไปเป็นเนื้อเดียวกับเขา ฉันรู้ดีว่าไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว”

“แต่ด้วยความเมตตาที่เป็นเนื้อแท้ของพวกเธอ ซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่า มนุษย์โลกอีกมากมายยังถูกกักขังอยู่ในกรงอย่างสิ้นหวัง มีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่เป็นอิสระ และรู้วิธีการหลุดพ้นจากมันได้ เธอจะเลือกเดินจากไป หรือจะเลือกไปบอกวิธีการหลุดพ้นให้กับพวกเขา ซึ่งถ้าเธอสามารถบอกเรื่องนี้ให้กับคนทั่วทั้งโลก และสามารถทำให้เขาเข้าใจได้พร้อมๆ กันในยุคสมัยปัจจุบันนี้ เธอก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปในอนาคต

แต่มันยังเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะทำได้ต้องอาศัยเครื่องมือสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพอย่างมากโดยเครื่องมือประเภทนี้จะปรากฏขึ้นเฉพาะในยุคแห่งความเสื่อมสูงสุดที่จะมาถึงในอีก 2,500 ปีนี้เท่านั้น”

“ดังนั้นการระดมพลครั้งใหญ่จึงจะเกิดขึ้น ณ เวลานั้น เหล่าเทพเทวดาจากทั่วทั้งจักรวาล จะมารวมตัวกันเพื่อส่งเสริมให้การนี้สำเร็จ และที่สำคัญที่สุด จะมีเหล่าโพธิสัตว์ที่เคยผ่านประสบการณ์มาอย่างหนัก มีความเข้าใจสัจธรรมอย่างถ่องแท้จะกลับมารวมตัวกัน เพื่อช่วยกันทำให้มนุษย์ทั้งหมดเจริญในธรรม จนโลกกลายเป็นแดนสุขาวดีในที่สุด”

“และนี่คือวันที่พระแม่ธรณีได้ส่งคำร้องขอ ต่อพระโพธิสัตว์ทั้งหลายว่าอย่าทิ้งโลกนี้ไป โปรดมาช่วยกันพยุงโลกไม่ให้แตกสลาย มาช่วยมนุษย์ไม่ให้ตกลงสู่บึงไฟบรรลัยกัลป์ใต้พื้นพิภพ มาช่วยกันสร้างสรรค์ความงดงามให้เกิดขึ้น เพราะการนี้จำเป็นต้องใช้มนุษย์ที่เป็นมหาโพธิสัตว์ มนุษย์ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มาเป็นผู้ทำ ไม่อาจปล่อยให้คนที่ไม่รู้ มาทำเรื่องนี้ด้วยความไม่รู้อีกต่อไป”

“และนี่คือวันที่ฉันจะร้องของต่อเธอทั้งหลาย ตามความสมัครใจ เพราะการไปในครั้งนี้ เธอจะต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ เธอจะต้องไปมีประสบการณ์อันเลวร้ายมากมาย เพื่อเรียนรู้ทักษะที่จะนำไปใช้ในช่วงเวลาที่เธอจะต้องไปเจอกัน ซึ่งประสบการณ์เหล่านั้นจะมีความยากลำบากถึงที่สุด เพื่อให้เธอได้เข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง หากเธอต้องเรียนรู้เรื่องความเจ็บปวด เธอก็จะต้องพบกับความเจ็บปวดที่แสนสาหัสเกินกว่าที่มนุษย์สามัญจะเคยได้รับ เธออาจจะต้องเผชิญกับการทำร้ายอย่างรุนแรง เธออาจจะถูกตอกตรึงด้วยเหล็กแหลม เพื่อพิสูจน์ความรักที่มีอยู่ในตัวเธอ”

“แต่ภายใต้ความรู้สึกที่เป็นห้วงลึกที่สุดของหัวใจ เธอจะรู้ดีว่าเธอจะต้อง ‘กลับมา’ เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ทุกคนให้เป็นอิสระ เธอจะมาด้วยชีวิตใหม่ที่สง่างาม ในวันเวลาที่เหมาะสมที่สุด ถึงแม้ว่าเวลาที่พวกเธอจะได้มาเจอกันนั้น มันจะประจวบกับวันที่ท้องฟ้าเป็นสีหม่น วันเวลาที่เป็นส่วนผสมระหว่างสีดำกับสีขาว เวลาที่วิญญาณของทุกสรรพชีวิตมีแต่ความสับสน มนุษย์จะถูกกรองด้วยตะแกรงร่อนแห่งจักรวาลอย่างหนัก การเขย่าจะแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อคัดแยกมนุษย์ที่มีจิตกว้างขวาง จิตที่คลายความยึดถือ จิตที่เบิกบาน จิตที่มีแต่ความรักความเมตตา หรือเป็นจิตอันประเสริฐ เพราะท้องฟ้าสีใหม่นี้ต้องการมนุษย์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้เท่านั้น”

“เวลานั้นโลกจะต้องการมหาบุรุษจำนวนมาก เพื่อไปเป็นผู้มอบแสงสว่างให้กับมนุษย์ เพื่อไปบอกเหตุผลว่า ทำไมมนุษย์จะต้องมีจิตใจที่กว้างขวาง ทำไมต้องมีจิตที่ไม่ยึดถือสิ่งใด ทำไมต้องมีจิตที่เบิกบาน ทำไมต้องมีจิตที่เมตตาขั้นสูงสุด ซึ่งเวลานี้เองคือ เวลาที่เหล่ามหาโพธิสัตว์ทั้งหลายจะต้องกลับมารวมตัวกัน” พระพุทธเจ้าพูดและหยุดนิ่งไปอีกหลายวินาทีก่อนที่จะพูดต่อว่า

“ในที่นี้ มีใครจะอาสาเดินทางข้ามเวลาไปในอนาคตกาลกับอชิตะบ้าง โดยเธอจะต้องเกิดและตายอีกอย่างน้อยคนละ 20 ชาติ” พระพุทธเจ้าตั้งคำถาม ก่อนที่ความเงียบจะปกคลุมพื้นที่นั้นอีกครั้ง

เวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งสุญญากาศ ที่ไม่มีใครแสดงความคิดเห็นใดๆ ทุกคนต่างนั่งนิ่งในท่าขัดสมาธิ หลับตาอยู่ในความสงบ สายลมเอื่อยๆ พัดมากระทบใบหน้าของอชิตะ ผมรู้สึกได้ถึงความคิดคำนึงของเขา ซึ่งขณะนี้คือความคิดคำนึงของผมด้วยเช่นกัน อชิตะรู้ดีว่า แค่ทุกคนรู้ว่าจะต้องกลับมาเกิดอีกแม้เพียงแค่ชาติเดียว พวกเขาก็ยังรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า เพราะในแต่ละชาตินั้นกินเวลาไม่ต่ำกว่า 60-100 ปี และยังไม่รู้ว่าในช่วงที่จะไปเกิดนั้นต้องเจอกับอะไร จะต้องเผชิญกับเงื่อนไขที่ยากลำบาก ตามที่พระพุทธเจ้าบอกมากขนาดไหน ดังนั้นการจะไปเกิดอีกตั้ง 20 ชาตินั้นมันจึงเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุด อชิตะรับรู้ถึงความรู้สึกของทุกคนที่กำลังวนเวียน กลับไปกลับมาระหว่างความปรารถนาที่จะไปทำงานร่วมกับอชิตะ หรือจะกลับสู่พระนิพพานดี หากเขาด่วนตัดสินใจอะไรออกไป นั่นหมายถึงดวงจิตของเขาจะต้องดำเนินไปตามที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้

“ข้าฯ ขอตั้งเจตจำนงที่จะไป” เสียงเด็กหญิงแรกรุ่นพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พร้อมกับถือถ้วยดินเผาที่จุดไขขี้ผึ้งไว้ในมือ ผมเห็นเธอแต่ไกลเพราะเธอยืนอยู่ตรงข้ามกับอชิตะแต่อยู่เกือบจะแถวสุดท้าย ถึงแม้เธอจะอยู่ไกล แต่ในจิตของผมกลับได้ยินและเห็นภาพของเธอได้อย่างชัดเจน เธอคือเบญจศีลา เด็กหญิงที่มีอดีตชาติเป็นท่านภาวรีย์ เธอเป็นเด็กผิวขาว รูปร่างเล็ก ผมยาวแต่เกล้าเป็นมวยอยู่ด้านบน ขณะนี้เธออายุได้ 15 ปีแล้ว เธอมาบวชเป็นสามเณรีกับพระพุทธเจ้าตั้งแต่อายุได้ 7 ขวบ ซึ่งตอนนี้ผมรู้ดีว่าเธอคือใคร

“ข้าฯ ขอตั้งเจตจำนงที่จะไปด้วยคน…” พระนางมัลลิกา มเหสีของพระปเสนทิโกศล พูดพร้อมกับลุกขึ้นยืนเช่นกัน

“ข้าฯ จะขอไปเช่นกัน” นางวิสาขาผู้ริเริ่มสร้างวัดบุปผารามพูดและลุกขึ้นยืนตาม

“ถ้าอย่างนั้นข้าขอไปด้วย…ข้าไปด้วยๆ ๆ ๆ” นางโกลิยะ

นางปชาบดี นางภัททริกา นางนันทา นางปฏาจารา นางอุตตรา และผู้หญิงที่เป็นทั้งภิกษุณีและอุบาสิกาทั้งหมดเกือบพันคนพูด และยืนขึ้นพร้อมกัน

เนื่องจากรูปแบบการนั่งประชุมครั้งนี้ มีการแยกชายหญิง ไม่ให้พระภิกษุนั่งปนกับสตรีไว้ตั้งแต่แรก ดังนั้นภาพในสายตาของผมขณะนี้ จึงเห็นฝั่งของผู้หญิงทั้งหมดพร้อมใจกันลุกขึ้นยืน เพื่อจะอาสาไปเกิดในโลกอนาคตอย่างชัดเจน ส่วนฝั่งของผู้ชายที่เป็นพระภิกษุ ผู้ที่เป็นอัครสาวกผู้ติดตามพระพุทธเจ้าและอุบาสกรวมแล้วเกือบ 300 คนยังคงนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิตามเดิม และแล้วก็ปรากฏเสียงผู้ชายคนแรกที่จะอาสาไปเกิดร่วมสมัยกับอชิตะในอนาคต ซึ่งเสียงนั้นสร้างความประหลาดใจให้ทุกคนในที่ประชุมอย่างมาก

“ฉันจะไปกับเธอ…อชิตะ” พระพุทธเจ้าพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน

สิ้นเสียงของพระพุทธเจ้าก็เกิดเสียงดังอื้ออึง ด้วยความรู้สึกพิศวงต่อสิ่งที่ปรากฏ ทุกคนต่างแสดงความคิดเห็นกันจนไม่สามารถจับใจความได้ หลังจากนั้นก็ปรากฏเสียงผู้ชายอีกคนดังชัดเจนจากในความคิดของทุกคน

“ข้าฯ ขอตั้งเจตจำนงว่าจะไปเกิดในยุคนั้น” พระโมคคัลลานะที่มีสถานะเป็นวิญญาณเพียงคนเดียวในที่ประชุมนี้ สื่อสารออกมาด้วยจิต แต่ทุกคนในที่นั้นสามารถรับรู้ได้

“ข้าฯ ขอตั้งเจตจำนงว่าจะไปเกิดในยุคนั้น” พระกัสสปะพูดและค่อยๆลุกขึ้นยืนหลังจากที่ได้ยินเสียงพระโมคคัลลานะดังขึ้นในหัว

“ข้าฯ ขอตั้งเจตจำนงว่าจะไปเกิดในยุคนั้นด้วยเช่นกัน ๆ ๆ ๆ….” พระสารีบุตร, พระนันทะ, พระกัจจายนะ, พระติสสะ, พระราหุล และพระอัครสาวกทุกคน รวมถึงอุบาสกที่เป็นทั้งคนธรรมดาและมหากษัตริย์ที่เป็นชาย ต่างลุกขึ้นยืนพร้อมๆ กับพูดเป็นเสียงเดียวกันออกมา

“ข้าฯ ขอตั้งเจตจำนงที่จะไปเกิดในกลียุค เพื่อจะช่วยค้ำชูพระศาสนาของพระผู้เป็นพระภาคของพระเจ้า ให้มั่นคงสถาพรเพื่อจะได้เริ่มต้นอารยธรรมแห่งความเมตตา สืบต่อไปในอนาคตกาล บัดนี้ข้าฯ รู้แล้วว่าสหายที่รอข้าฯ อยู่ในอนาคตนั้นคือใคร ข้าฯ รู้สึกอุ่นใจเหลือเกินที่ได้รู้ว่า เขาเหล่านั้นคือทุกท่าน” อชิตะพูดหลังจากยืนขึ้นเป็นคนสุดท้าย

สิ้นเสียงของอชิตะ ความเงียบก็ปรากฏอีกครั้ง ตอนนี้ผมเห็นภาพเหมือนมองจากระยะไกล มันเป็นภาพของคนจำนวน 1,249 คนที่ยืนล้อมเป็นวงกลมโดยเว้นช่องว่างไว้ตรงกลาง ประกอบกับแสงจากถ้วยเทียนไขที่อยู่ในมือของทุกคน ทำให้ดูเหมือนเป็นดาวดวงเล็กๆ แผ่เป็นวง ภายใต้พระจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่ลอยอยู่ตรงกลางศีรษะพอดี  ช่างเป็นภาพที่งดงาม เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่างที่ผมเห็นแล้วรู้สึกคุ้นตา แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน