อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๔๙.

๔๙.

วัดแห่งความว่างเปล่า

“วันหนึ่งจักรสีหราชบุตร ก็ไปหาพ่อและบอกว่า เขาต้องการจะสร้างวัดและสร้างพระพุทธรูปเป็นของตนเองบ้าง เมื่อพ่อได้ยินดังนั้นจึงดีใจมาก เพราะจู่ๆ ลูกที่เคยมีความขัดแย้งเรื่องการสร้างวัดกับตนมาตลอด กลับมาบอกว่าจะขอสร้างวัดบ้าง เขาจึงเข้าใจว่าลูกคงเห็นคุณงามความดีที่พ่อทำ แล้วเกิดเปลี่ยนใจที่จะดำเนินรอยตาม เขาจึงรีบบอกกับลูกไปว่า ‘พ่อจะช่วยเรื่องทุนทรัพย์หากลูกต้องการเท่าไหร่พ่อยินดีสนับสนุน’ จักรสีหราชบุตรจึงถือโอกาสออกปากขอทรัพย์ ที่จะนำไปใช้จ่ายในการนี้ถึงหนึ่งแสนเหรียญทอง ซึ่งปรกติการสร้างวัดหนึ่งวัดพร้อมกับสร้างพระพุทธรูปนั้นจะใช้เหรียญทองอย่างมากไม่เกินสามหมื่นเหรียญเท่านั้น โดยจักรสีหราชบุตรได้บอกกับพ่อเขาว่า ต้องการจะสร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ยังไม่เคยมีมนุษย์คนไหนเคยสร้างมาก่อน เมื่อพ่อได้ยินเจตนารมณ์อันแรงกล้าของลูก ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นดีใจ เพราะนี่เท่ากับเขาจะได้มีส่วนร่วมสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ไปด้วย”

“จากนั้นจักรสีหราชบุตรจึงเริ่มวางแผนโครงการของเขา โดยแบ่งออกเป็นสองโครงการ และเลือกหาทำเลที่ตั้งทันที ซึ่งทั้งสองโครงการจะดำเนินไปพร้อมๆ กัน โครงการแรกคือการสร้างวัด เขาเลือกตำแหน่งตรงริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรีสายใหม่ เนื่องจากสายเก่ามีความตื้นเขิน ไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้ว ในขณะที่แม่น้ำโคธาวรีสายใหม่นี้เปรียบเสมือนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำที่มีทั้งเรือโดยสารข้ามฝาก และเรือขนส่งสินค้าระหว่างเมืองจำนวนมาก เขาต้องการให้ผู้คนเห็นวัดนี้ให้มากที่สุด จึงเลือกจุดที่มีนักเดินทาง พ่อค้าวานิชทั้งทางบกและทางน้ำนิยมแวะพักกัน เขาต้องการให้วัดนี้เป็นจุดสนใจ ให้คนต่างถิ่นมาเที่ยวชมมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่เป็นวัดแบบธรรมดาที่คนในท้องถิ่นใช้ประกอบศาสนกิจ”

“ลักษณะโดยรวมของวัดแห่งนี้คือ มีกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านในรอบกำแพงมีศาลาสำหรับพักผ่อนและให้คนมาค้างแรมได้ โดยมีโบสถ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ซึ่งหากเทียบกับโบสถ์ทั่วๆ ไปในเวลานั้นแล้ว โบสถ์หลังนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าถึงสามเท่า ภายนอกมีหลังคาหน้าจั่วลดหลั่นกันหลายชั้น ตกแต่งประดับประดาด้วยช่อฟ้าใบระกา ตามแบบประเพณีนิยมทุกประการ ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องพุทธประวัติไว้อย่างวิจิตรบรรจง มีเสาขนาดใหญ่เรียงราย เขียนด้วยลวดลายกระจังแบบที่ไม่ซ้ำกันเลยสักต้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่วัดแห่งนี้ไม่เหมือนกับวัดทั่วๆ ไปคือ ภายในโบสถ์นี้ไม่มีพระพุทธรูปเลยแม้สักองค์เดียว ด้านในสุดของโบสถ์ตรงตำแหน่งที่ควรจะตั้งพระพุทธรูปประทานนั้นกลับว่างเปล่า มีแต่ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนเป็นภาพท้องฟ้า ดวงดาว และดอกไม้ที่เหล่าเทพเทวดาโปรยปรายลงมาเท่านั้น หากดูจากภายนอกทุกคนจะคาดหวังว่า เมื่อเข้ามาข้างในแล้วจะต้องพบกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่แน่นอน หากเทียบกับสัณฐานของโบสถ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่โจษจันกันไปถึงแคว้นอื่นๆ ที่อยู่ทั้งใกล้และไกลว่า เมืองสิงหปุระแห่งนี้มีวัดที่แปลกประหลาด หากใครผ่านไปผ่านมาจะต้องแวะมาชมให้ได้ เพราะเป็นวัดที่ไม่มีพระพุทธรูป เมื่อมีผู้คนถามว่าทำไมวัดนี้ถึงไม่มีพระพุทธรูป ชาวบ้านละแวกนั้นก็มักจะให้คำตอบในเชิงล้อเลียนว่า พระไม่อยู่หรอก ถ้าต้องการจะเห็นพระพุทธรูปของวัดนี้ ก็ให้เดินทางไปดู ตรงทางเข้าเมืองสิงหปุระโน้น”

“นี่คือความจงใจของจักรสีหราชบุตร ที่ต้องการให้ทุกคนเกิดคำถาม เขาจึงตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า วัด ‘สุญญตาราม’ แปลว่าอารามที่ว่างเปล่า ซึ่งเขาตั้งใจสื่อว่า ไม่ให้ผู้คนยึดถือในรูปเคารพ ให้หันมาสนใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าแทน แต่ชาวบ้านกลับเข้าใจว่า เขาต้องการประชดพระบิดาที่ตั้งหน้าตั้งตาสร้างแต่พระพุทธรูปเพื่อไถ่บาป ประกอบกับมีคนต่างถิ่นมาถามว่าพระประธานไปไหน ส่วนใหญ่พวกเขาก็จะตอบแบบประชดว่า พระไม่อยู่ พระไปนอนอยู่หน้าประตูเมืองโน้น วัดแห่งนี้จึงไม่มีใครเรียกชื่อที่แท้จริงกันเลย เรียกกันแต่ ‘วัดประชด’ เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี เนื่องจากตำแหน่งของวัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งที่เคยเป็นปากแม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน เมื่อถึงฤดูน้ำหลากจึงเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง โบสถ์ใหญ่หลังนี้ จึงถูกน้ำพัดทลายไป โดยมีการวิพากษ์กันว่าเพราะชื่อวัดไม่เป็นมงคลจึงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ เมื่อมีการก่อสร้างขึ้นใหม่ จึงมีการเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ว่า วัดประโชติการาม”

“ส่วนโครงการที่สองของจักรสีหราชบุตรคือ โครงการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุด แต่แทนที่เขาจะสร้างพระพูทธรูปตามแบบประเพณีนิยมคือ พระพุทธรูปปางสมาธิหรือปางเทศนา เพื่อให้ดูศักดิ์สิทธิ์มีคนมากราบไหว้บูชา เขากลับสร้างพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ซึ่งในสมัยนั้นไม่เคยมีการสร้างพระพุทธรูปที่มีลักษณะแบบนี้มาก่อน โดยความหมายที่เขาจงใจสื่อคือ พระพุทธเจ้าคือคนธรรมดาเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่ใช่เทพเจ้าที่จะคอยดลบันดาลโชคลาภให้ใครต่อใคร เป็นคนที่มีการเกิด, การแก่, การเจ็บ และสุดท้ายคือมีการตาย ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่ได้สร้างพุทธรูปองค์นี้ไว้ในโบสถ์วิหารอย่างที่ใครๆ ทำกัน แต่กลับสร้างอยู่กลางแจ้ง บนพื้นดินที่ไม่มีฐานใดๆ รองรับ โดยสร้างขวางทางเข้าประตูเมืองสิงหปุระเลย ผู้คนที่เดินทางเข้าออกประตูเมืองนี้จึงต้องเดินอ้อมพระพุทธรูปไปทางซ้ายหรือขวาเท่านั้น ขนาดของพระพุทธรูปองค์นี้ใหญ่โตมโหฬารมาก มีความยาวจากหัวจรดเท้าถึง 50 เมตร ภายในสร้างจากดิน ภายนอกเป็นอิฐดินเผาก้อนใหญ่หนาประมาณ 1 ฟุตฉาบด้วยปูน ในขณะที่เริ่มมีการก่อสร้าง พระเจ้าสิงหพาหุผู้เป็นบิดาปรารถนาจะสั่งสมบุญกุศล จึงได้ร่วมบริจาคเพิ่มเติม ด้วยการสั่งให้ช่างตีทองเป็นเส้นขนาดเท่ากำมือยาวตั้งแต่ยอดพระเศียรไปจรดถึงฝ่าเท้า เพื่อใช้เป็นแกนกลางสำหรับผูกลวดสำริด ให้ยึดกับอิฐชั้นนอกของพระพุทธรูป ไม่ให้มีการพังทลายได้ง่ายก่อนที่จะฉาบปูนทับ”

“พระพุทธรูปนอนองค์นี้เอง ที่เป็นมูลเหตุให้ชาวบ้านชาวเมืองโจษจันกันว่า เป็นพระประธานของวัดประชด ที่หนีมานอนขวางประตูเมืองอยู่ที่นี่ พวกเขาจึงเรียกชื่อพระองค์นี้ตามผู้ที่สร้างขึ้นว่า ‘พระนอนจักรสีห์’ ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของผู้คนที่เดินทางเข้าออกเมืองคือ จะเห็นพระองค์นี้นอนขวางทางได้แต่ไกล  การสร้างพระพุทธรูปองค์นี้มิใช่แค่การสร้างปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาด เพื่อเรียกร้องความสนใจให้ผู้คนหลั่งไหลมาชมผลงานเท่านั้น แต่มันคือความตั้งใจที่จะทำลายความเชื่อ, ความยึดถือที่มีต่อองค์พระพุทธเจ้า เขาจงใจที่จะทำให้ผู้คน โดยเฉพาะบิดาของเขาได้คิดว่าแท้ที่จริงแล้ว อะไรคือแก่นสำคัญของพุทธศาสนา แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นความตั้งใจนี้ และยังคงยึดถือแบบแผนเดิมๆ ที่ปลูกฝังแนวคิดที่ต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พึ่งพาสิ่งภายนอกอยู่เช่นเดิม  ต่อมาเมืองสิงหปุระนี้ถูกน้ำท่วมหลายครั้ง สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินและบ้านเรือนอย่างมาก เจ้าเมืองในสมัยนั้นจึงตัดสินใจย้ายเมืองและผู้คนไปทางตะวันออก อยู่ริมแม่น้ำสายใหม่ ตัวเมืองเดิมจึงถูกทิ้งร้าง แต่ยังคงเป็นเส้นทางสัญจรทางบกที่ใช้สืบต่อกันมา

400 ปีให้หลัง พระพุทธรูปองค์นี้กลายเป็นแค่ซากปรักหักพัง เหลือเป็นเพียงมูลดินและเศษก้อนอิฐเท่านั้น และนี่คือช่วงชีวิตในภพชาติหนึ่งของเธอ ที่เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 1,000 ปี” ท่านโภเชเล่าเรื่องวีรกรรมของผมจบลงเท่านี้

“โอ้…สนุกมากเลยครับ ผมรู้สึกเหมือนได้เผชิญกับเหตุการณ์ในอดีตนั้นจริงๆ เลย” ผมพูด

“เธอย่อมรู้สึกเช่นนั้นแน่นอน เพราะมันคือประสบการณ์ของเธอเอง ฉันเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ดึงมันมาจากผลึกแห่งความทรงจำของเธอเท่านั้น” ท่านโภเชตอบ

“ท่านครับวีรกรรมของผมเวลานั้นมีเท่านี้หรือครับ”ผมถาม

“มีมากมาย ซึ่งทุกเรื่องที่เธอทำล้วนทำเพื่อให้คนหันมาสนใจในแก่นธรรมทั้งสิ้น” เขาตอบ

“ทำไมผมถึงสนใจแต่เรื่องพวกนี้ล่ะครับ” ผมถามต่อ

“ถ้าเธอกลับไปที่ความทรงจำ ในภพชาติที่เธอเป็นอชิตดาบสต่อ เธอจะรู้เองว่าทำไม” ท่านโภเชเสนอ

“ได้ครับ” ผมตอบพร้อมกลับไปอยู่ในคราบของอชิตดาบสอีกครั้ง

 

กองคาราวานของอชิตดาบสซึ่งกำลังมุ่งหน้าเดินทางเลียบแม่น้ำขึ้นไปทางเหนือ โดยเริ่มต้นจาก เมืองอุชเชนี เมืองโคนันธะ เมืองเวทิสะ เมืองนวนคร เมืองโกสัมภี เมืองเวสาลี เมืองสาเกตน้อย เมืองธนชัยและสุดท้ายคือเมืองสาวัตถี ในช่วงต้น ๆ แต่ละเมืองจะอยู่ไม่ห่างกันนักเช่นเมืองอุชเชนี อยู่ห่างจากเมืองโคนันธะเพียง 20 กิโลเมตรเศษ  เมืองโคนันธะห่างจากเมืองเวทิสะ 30 กิโลเมตร  เมืองเวทิสะห่างจากเมืองนวนคร 29 กิโลเมตร แต่ช่วงหลังจากนี้ เมืองจะอยู่ห่างกันมากขึ้น เช่นเมืองนวนครจะอยู่ห่างจากเมืองโกสัมภีถึง140 กิโลเมตร เมืองโกสัมภีห่างจากตำบลเชลียงซึ่งภายหลังคือเมืองสาเกตน้อย 73 กิโลเมตร ซึ่งเวลานั้นที่นี่ยังเป็นแค่ตำบลเล็กๆ ที่เป็นจุดแวะพักของนักเดินทางเท่านั้น และจากจุดนี้ต้องเดินแยกออกจากเส้นเลียบแม่น้ำเพื่อย่นระยะทาง เพราะหากเดินทางไปตามแม่น้ำจะใช้เวลาอีกหนึ่งเท่าตัว เมืองสาเกตน้อยห่างจากเมืองธณชัย 132 กิโลเมตร ช่วงนี้เป็นเส้นทางผ่านป่าเขา มีผู้คนอาศัยอยู่ประปราย และสุดท้ายจากเมืองธณชัยถึงเมืองสาวัตถีจะเหลือระยะทางเพียงแค่ 12 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้นเกือบ 500 กิโลเมตร แต่การเดินทางเป็นคณะใหญ่จะมีความล่าช้า ประกอบกับบางช่วงบางเมืองต้องพักหลายวัน เพื่อเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางผ่านป่าเขา รวมระยะเวลาการเดินทางทั้งหมดถึงหนึ่งเดือนครึ่ง

ภาพการเดินทางในครั้งนี้ ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนั่นคือ กระแสข่าวลือเรื่องการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าได้กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์เจ้าเมือง, ทหารเสนาบดี, พราหมณ์, นักพรต นักบวช, ชาวบ้านทุกคน, เด็กน้อย, คนเฒ่าคนแก่หรือแม้กระทั่งคนป่วยคนพิการ ต่างรู้ข่าวนี้กันหมด เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผลทั้งแบบทันทีทันใด คือมีผู้คนตัดสินใจเดินทางติดตามคณะของอชิตดาบสไปด้วย ยิ่งผ่านเมืองมากขึ้น จำนวนสมาชิกที่ร่วมเดินทางก็ยิ่งมากขึ้น โดยเฉพาะที่เมืองโกสัมภี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และอยู่ใกล้กับเมืองตรรกศิลา ที่เป็นแหล่งรวมนักปราชญ์ การเดินทางผ่านที่นั่น ทำให้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 3,000 คน และมีผลต่อเนื่องหลังจากที่คณะของดาบสเดินทางผ่านไปแล้ว คือมีผู้คนทยอยเดินทางไปยังนครสาวัตถีมากขึ้น จนทำให้เมืองนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้แสวงบุญ ในเวลาต่อมา มีทั้งผู้ที่ต้องการไปเพื่อชื่นชมบารมีของมหาบุรุษ ไปเพื่อสักการบูชา ไปเพื่อสนทนาธรรม และสุดท้ายไปเพื่อที่จะขอบวชกับพระองค์

“ท่านโภเชครับ ท่านว่าพระพุทธเจ้าจะรู้ไหมครับว่ากำลังมีคณะของดาบสเดินทางไปหาพระองค์” ผมถาม

“รู้แน่นอน… เพราะท่านคือสายสัมพันธ์โดยตรงกับฉัน เหมือนเธอกับฉัน” เขาตอบ

“ยังไงครับ…แสดงว่าท่านไปบอกกับพระพุทธเจ้าอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม