อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๙๙.

๙๙.

ไซอิ๋ว

“เหียนจั๋งหรือพระถังซำจั๋งคือคนคนเดียวกัน” เขาตอบ

“พระถังซำจั๋งในหนังเรื่องไซอิ๋วน่ะหรือครับ ผมคิดว่าเป็นแค่นิยายที่แต่งขึ้นเสียอีก” ผมพูด

“นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากบันทึกของหลวงจีนเหียนจั๋งคนนี้อีกที โดยภารกิจการเดินทางครั้งนั้น ประการแรกคือเขาต้องการมาสำรวจให้เห็นกับตาว่า ดินแดนต้นกำเนิดของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งเขาได้เดินทางมาตามลายแทงเก่าแก่ ที่ตัวเขาเองตอนที่เป็นพระกัจจายนะเขียนทิ้งเอาไว้ว่าสถานที่สำคัญๆ อยู่ที่แคว้นไหนเมืองอะไรเช่น สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่ปฐมเทศนา สถานที่ปรินิพพาน วัดเวฬุวัน วัดเชตวัน กรุงสาวัตถี กรุงกบิลพัสดุ์ และถือโอกาสนี้มาศึกษาธรรมะจากต้นกำเนิดที่มหาวิทยาลัยนาลันทาอยู่หลายปี  ซึ่งการมาของเขาได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวบ้านโดยเฉพาะจากเจ้าเมืองต่างๆ ที่เห็นว่าพุทธศาสนาถูกเผยแผ่ไปไกลถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งตอนหลังพวกเขาได้มอบพระไตรปิฎกที่เป็นของล้ำค่าที่สุดให้กับหลวงจีนเหียนจั๋ง เพื่อนำกลับไปแปลเป็นภาษาจีน และเป็นการตอบแทนพระจักรพรรดิ ที่สนับสนุนการเดินทางของหลวงจีน”

“ถ้าอย่างนั้นสถานที่ต่างๆ ที่พระถังซำจั๋งเดินทางไปสำรวจก็คือประเทศไทยใช่ไหมครับ” ผมถาม

“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะทุกๆ ที่ ที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าล้วนอยู่ในประเทศไทย” เขาตอบ

“แล้วอภินิหารต่างๆ ของไซอิ๋วที่เขาต้องเผชิญระหว่างทางก็จริงด้วยอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม

“เธอมีความเห็นอย่างไรบ้างล่ะ” ท่านโภเชถามกลับ

“อืม…พอให้คิดว่ามันคือเรื่องจริง ก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะมันมหัศจรรย์เกินไปครับ” ผมตอบ

“เอาเป็นว่าบุคคลเหล่านั้นมีอยู่จริง และมีบุคลิกภาพอย่างนั้นจริงๆเช่นซุนหงอคงก็เป็นนักรบที่มีวิทยายุทธเก่งกาจ เป็นคนมุทะลุ ดุดันอยู่ไม่สุข, ฉลาด, เป็นตัวของตัวเอง, ไม่เชื่อใครง่ายๆ ส่วนตือโป๊ยก่ายก็เป็นนักรบที่มีความแข็งแรง ตัวอ้วนใหญ่ กินจุ เจ้าเล่ห์ ฉลาดแกมโกง เจ้าชู้ และซัวเจ๋งก็เป็นนักรบที่มีวิทยายุทธเก่งกาจไม่แพ้กัน แต่เป็นคนซื่อๆ เงียบๆ มีอุปนิสัยรักสันโดษ แต่ทั้งหมดเป็นคนดีได้รับความไว้วางใจจากพระจักรพรรดิให้มาคุ้มครองการเดินทางของหลวงจีนเหียนจั๋ง และคนสุดท้ายคือหลวงจีนเหียนจั๋งที่เป็นบุรุษรูปงาม หน้าตาหล่อ มีเสน่ห์ไปไหนก็มีแต่คนห้อมล้อม ตามรหัสเดิมของพระกัจจายนะในอดีต ส่วนเรื่องอภินิหารต่างๆ นั้น ถึงแม้ว่ามันจะเกินจริง แต่ฉันกลับเห็นว่ามีประโยชน์ การที่นักประพันธ์แต่งแต้มเรื่องราวให้มีสีสัน ใส่ความสนุกสนาน ตื่นเต้น มหัศจรรย์ เพื่อสร้างความน่าสนใจจนได้รับการพูดถึงอยู่เสมอ เพราะคนส่วนใหญ่ชอบความอภินิหาร หากเขียนเป็นบันทึกประวัติศาสตร์แบบทั่วไป คงจะมีผู้ที่ใฝ่รู้อยู่ไม่กี่คนที่สนใจอ่าน และเมื่อกาลเวลาผ่านไปนานเข้า มันก็อาจจะนอนนิ่งอยู่ในหอสมุด โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้อีกเลย ซึ่งเท่ากับข้อมูลนั้นหายสาปสูญไปเพราะไม่มีใครรับรู้ แต่เธอก็ต้องรู้จักที่จะแยกแยะว่าสิ่งใดจริง สิ่งใดเป็นสีสัน สิ่งใดเป็นเนื้อหาสาระ สิ่งใดเป็นกระบวนการการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้” เขาเสริม

“ท่านครับ ผมขอกลับมาที่สถานการณ์ ที่ผมกำลังรับรู้อยู่ในขณะนี้ก่อนนะครับ แสดงว่าการเป็นพระอรหันต์ของผู้ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ มีความหมายว่าทุกคนจะนำทักษะพิเศษที่ตนเองมีอยู่นั้น มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้คนอย่างนั้นใช่ไหมครับ” ผมถาม

“แล้วเธอคิดว่าเป็นอย่างนั้นไหมล่ะ ในการประชุมครั้งนี้ ถึงแม้จะมีผู้ที่เป็นนักบวชรวมอยู่ด้วย แต่ถือว่าเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ที่เป็นฆราวาส โดยเฉพาะฆราวาสที่เป็นผู้หญิง ซึ่งล้วนมีความสำคัญในภารกิจครั้งนี้ ถึงแม้ว่าเวลานั้นพวกเธอจะยังไม่มีบทบาทจนมีชื่อปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์เลยก็ตาม ดังนั้นคำว่าอรหันต์ในที่นี้จึงมีความหมายว่า ผู้ที่รู้จักจิตพุทธะแล้ว ผู้ที่เป็นพุทธะแล้ว และผู้ที่แสดงออกถึงการเป็นพุทธะนั้นแล้ว โดยไม่จำกัดเพศ วัย หรือสถานะ” ท่านโภเชเริ่มขยายความ

“ตอนนั้นทำไมเหล่าสตรีถึงไม่มีบทบาท และพวกเธอเป็นใครกันบ้างครับ” ผมถาม

“เคยเป็นใครนั้นไม่สำคัญเท่ากับพวกเธอจะมาเป็นใคร เพราะเรื่องราวนับจากนี้จะไม่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต มันคือการนัดหมายที่จะมาเป็นมหาบุรุษจำนวนมาก อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นสตรีเสียด้วย เขาจะมาเพื่อปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระ มาเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ และนี่คือเหตุผลว่า เรื่องราวการอุบัติขึ้นของพวกเขา มักปรากฏอยู่ในตำนานของทุกๆชนชาติทั่วทุกมุมโลก มันคือปรากฏการณ์ที่จะมีมหาบุรุษอุบัติขึ้นพร้อมกันเป็นพันๆ คน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากการตั้งเจตจำนงร่วมกันในวันนี้” ท่านโภเชอธิบาย

“ทำไมถึงต้องมีมหาบุรุษอุบัติขึ้นพร้อมกัน เป็นพันคนด้วยล่ะครับ มันมีเหตุผลอะไร” ผมถาม

“เพราะโลกต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ พลังงานมวลรวมของโลกและจักรวาลต้องยกระดับ และมนุษย์ทั้งโลกต้องยกระดับจิตวิญญาณไปพร้อมๆกับกายภาพของโลก ดังนั้นทุกคนที่เคยตั้งเจตจำนง และวางแผนไว้ว่าจะมาทำเรื่องนี้จะต้องมารวมตัวกัน โดยเอาศักยภาพของตนเองที่สั่งสมมาใช้งาน เรื่องนี้ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้ามาแล้วกว่าสองพันปี โดยบุคคลที่เป็นอิสระจากสนามพลังแม่เหล็กโลกได้แล้ว เขาจะมาพร้อมกับทักษะความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งเปรียบเสมือนการใช้อาวุธประจำกายของแต่ละคน ที่ไม่ซ้ำกัน พวกเขาคือยอดมนุษย์ที่ใช้ชีวิตปะปนกับมนุษย์โลก เพื่อรอวันเวลาสำคัญ ซึ่งก็คือเวลา ณ ปัจจุบันของเธอ ด้วยเหตุผลเดียวคือเพื่อกอบกู้สถานการณ์โลก ไม่ใช่แค่ให้กลับคืนสู่ความปรกติเท่านั้น แต่มาเพื่อรังสรรค์โลกใบนี้ให้กลายเป็นแดนสุขาวดี กลายเป็นโลกที่สอดคล้องกับระดับพลังงานใหม่ของมหาจักรวาล ที่ขณะนี้มันได้เคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหนึ่งในมหาบุรุษเหล่านั้นก็คือเธอ”