อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๘๕.

๘๕.

วิญญาณบริสุทธิ์

“เธอจะรู้ด้วยตัวเธอเอง นับจากนี้ขอเพียงให้เธอเอา ‘การกำหนดความรู้สึก’ ที่เป็นความสามารถพิเศษของมนุษย์คือ ‘ความเป็นจิตอิสระ’ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งเดียว ที่พิเศษเหนือกว่ารูปธรรมใดๆ ในโลกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยให้เธอกำหนดว่า เธอคือจิตที่มีความบริสุทธิ์ เธอคือจิตที่ประเสริฐ เธอคือจิตที่เป็นต้นธารของทุกสรรพสิ่ง เธอคือจิตเดิมแท้ที่สูงส่ง เธอคือจิตที่เป็นความรักความปรารถนาดีโดยไม่มีประมาณ หรือเป็นจิตพระเจ้า ขอให้เธอใช้การกำหนดความรู้สึกแบบนี้ดำเนินชีวิตที่เหลือของเธอต่อไป

และขอให้เธอเชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่า แท้ที่จริงเธอคือจิตเดิมดวงนั้น เธอมาจากจิตเดิมดวงนั้น เธอมาเพื่อแสดงปรากฏการณ์ของจิตเดิมดวงนั้น และสุดท้ายเมื่อเธอได้ทำตามเจตจำนงที่เคยตั้งไว้สำเร็จ เธอก็จะเป็นเนื้อเดียวกับจิตเดิมดวงนั้นทันที เพราะเธอรู้สึกถึงการเป็นนั้นอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่เธอควรเอาไปตระหนักรู้ ซึ่งเป็นความสามารถในการคิดจากการรู้ที่ทำให้เกิดความผาสุขอย่างแท้จริง ส่วนการคิดที่เกิดจากความรู้ ความทรงจำ มาจากประสบการณ์ทั้งดีและร้ายทั้งหมดของเธอ ตั้งแต่ภพชาติปัจจุบันย้อนกลับไปจนถึงภพชาติแรก เธอจงอย่าให้มันมามีอิทธิพลต่อการแสดงออกอันดีงามของเธอ แต่ให้มันเป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินเท่านั้น เธอจะทำได้ไหม”

“ท่านพอจะมีวิธีในการกำหนดคิดที่ว่านั้นไหมครับ” ผมถาม

“เธอจะต้องไม่ใช้การเพ่งเพื่อกำหนดคิด แต่จงให้ ‘ความสำคัญ’ ซึ่งเป็นวิถีธรรมชาติของจิตสำนึก เธอลองจินตนาการตามฉันนะ สมมุติว่าเธอคือแม่นกที่กำลังเลี้ยงลูกนกจำนวนหนึ่งเพียงลำพังโดยไม่มีพ่อนกมาคอยช่วยเหลือเลย เธอต้องทำหน้าที่บินไปหาอาหารทั้งสำหรับตัวเองและนำกลับมาป้อนให้ลูกน้อย ขณะที่เธอบินออกไปจากรังนั้น โดยธรรมชาติของเธอจะพะวงว่าจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นกับลูกน้อยของเธอไหม  มันจะห่วงหาอยู่ตลอด เพราะแม่นกเห็นว่าลูกน้อยนั้นสำคัญที่สุด ทันทีที่มันคลาดสายตา เมื่อมันได้อาหารตามที่ต้องการแล้วมันจะรีบกลับมาโดยเร็วที่สุด

จะเห็นว่าเธอสามารถระลึกถึงสิ่งนี้ได้โดยไม่ต้องใช้การเพ่งหรือการบังคับใดๆ เลย มันจะเป็นแบบธรรมชาติ”

“วิธีปฏิบัติคือ เธอจะต้องตระหนักรู้อย่างสนิทใจให้ได้ว่า เธอเป็นหนึ่งเดียวกับดวงจิตที่บริสุทธิ์สมบูรณ์แบบที่สุดดวงนั้น เธอจะต้องเห็นว่าสิ่งนี้สำคัญที่สุดในชีวิต ให้เหมือนกับความรู้สึกว่า เธอมีลูกน้อยที่ต้องคอยดูแล และการกำหนดรู้นี่เองคือวิธีการปฏิบัติ ที่ประกอบด้วยความเชื่ออย่างสนิทใจว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่เธอรักใคร่ทะนุถนอม เธอห่วงหาอาทร และไม่ปรารถนาที่จะพรากจากกัน”

“ขณะนี้เธอกำลังเหมือนยืนอยู่ระหว่างทางแยกสำคัญ ทางแยกแรกมียมทูตคอยเฝ้าอยู่ ส่วนอีกทางแยกหนึ่งมีทูตสวรรค์คอยเฝ้าอยู่ที่ปากทาง”

“หากเธอเลือกที่จะใช้ความรู้สึกนึกคิดที่มาจากความทรงจำ มาจากประสบการณ์และการประมวลผลด้วยข้อมูลในอดีต และประเมินความเป็นไปได้ต่างๆ ในอนาคต ตามเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกายภาพ เวลานั้นเธอได้ยอมรับคำเชื้อเชิญจากยมทูตให้ไปอยู่ในดินแดนของเขาแล้ว มันคือดินแดนแห่งความพยายาม ต้องเดินทางต้องฟันฝ่า เป็นดินแดนแห่งความเหนื่อยยาก เพราะเธอเชื่อว่าทั้งหมดมันคือเงื่อนไขที่อยู่บนพื้นฐานความจริง เธอจะดำเนินชีวิตไปตามความรู้สึกที่เธอยึดถือและเชื่อว่ามันเป็นจริง เธอจะใช้ประสบการณ์ทั้งดีและร้ายมาเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า เธอจะตกอยู่ในวังวนแห่งความคิด ความวิตกกังวล และความรู้สึกที่เป็นผลพวงจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา และเมื่อไหร่ที่เธอเหลือแต่จิตล้วนๆ หรือเมื่อเธอตายไปแล้ว จิตของเธอก็จะไร้ซึ่งความอิสระ เธอจะถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนแห่งความทรงจำทั้งดีและไม่ดี ที่สั่งสมมาทั้งหมด ทั้งในภพชาติปัจจุบันและภพชาติอดีต ซึ่งฉันขอบอกว่า ทั้งนรกและสวรรค์นั้นจะถูกมัดรวมอยู่ด้วยกัน มันจะอยู่ในห้วงของความรู้สึกนึกคิดที่เป็นมโนคติเดียวกัน หากเธอมีประสบการณ์ที่เลวร้าย เธอก็จะมีแต่ความทุกข์ หากเธอมีประสบการณ์ที่ดี เธอก็มีแต่ความสุข ซึ่งทั้งสองสภาวะนี้ ล้วนเป็นการกักขังทางจิตวิญญาณไม่ให้เป็นอิสระทั้งสิ้น”

“แสดงว่าสวรรค์ก็เป็นการกักขังด้วยใช่ไหมครับ” ผมถาม

“ถูกต้อง… เพราะสวรรค์ในมโนคตินี้ เกิดจากความเชื่อในจิตของเธอว่า เขาเคยมีประสบการณ์ในด้านดี เคยทำความดี เมื่อเธอเหลือแต่จิตล้วนๆ แล้ว รหัสที่เธอบันทึกไว้ก็จะถูกเรียกเอามาใช้”

“ทีแรกผมคิดว่า นรกกับสวรรค์นั้นแยกกันอยู่เสียอีก” ผมแสดงความเห็น

“นั่นเป็นความคิดของมนุษย์ แต่สำหรับรูปธรรมชั้นสูง มนุษย์ทั้งหมดยังอยู่ในวังวนของความไม่รู้ หรือยังอยู่ในโครงข่ายของสนามแม่เหล็กโลกที่มีการตายแล้วเกิดใหม่ วนกันอยู่ในนั้น”

“แล้วทางแยกอีกด้านหนึ่งล่ะครับเป็นอย่างไร ผมชักอยากรู้แล้วสิ” ผมถาม

“หากเธอเลือกจะไปอีกทางแยกหนึ่ง หรือเลือกที่จะตระหนักรู้ว่า เธอคือวิญญาณอันบริสุทธิ์ จิตที่ปราศจากการปรุงแต่ง ปราศจากการยึดถือแบบจิตมนุษย์ โดยเลือกที่จะรู้สึกว่าตนเองเป็นจิตพระเจ้า เมื่อนั้นเธอจะอยู่เหนืออารมณ์และความรู้สึกใดๆ เธอจะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเงื่อนไขใดๆ เธอจะมีอิสระ  เพราะขณะนี้จิตของเธอเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณต้นกำเนิด ที่อยู่นอกโครงข่ายสนามแม่เหล็กโลกไปแล้ว”

“ปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นกับเธอนับจากนี้ เมื่อเธอใช้จิตที่บริสุทธิ์มองทุกสิ่งทุกอย่าง เธอจะไม่เอาตัวเธอไปตัดสินสิ่งต่างๆ เธอจะเห็นทุกสรรพสิ่งด้วยความเข้าใจ เธอจะรู้ว่า ความจริงทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป ล้วนมีเหตุและปัจจัยทั้งสิ้น เมื่อเธอเข้าใจและยอมรับทุกอย่างตามที่มันเป็นแล้ว เธอจะรู้วิธีที่จะพูด รู้วิธีที่จะปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้อง ดีงาม สร้างสรรค์ และประกอบด้วยความรัก ความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจและนี่คือสภาวะที่เป็นอาณาจักรของพระเจ้า ”

“สายตาแบบนั้นมันจะเกิดขึ้นได้เองเลยหรือครับ” ผมถาม

“ใช่แล้ว… ฉันจะเปรียบเทียบกับเรื่องนี้ก็แล้วกัน สมมุติว่าเธอเป็นหนอนที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ เธอจะมองเห็นต้นไม้คือมิตรของเธอเพราะเธอกำลังจะไปกินใบของต้นไม้ แต่เธอจะมองเห็นนกเป็นศัตรู เพราะนกจะมาจับเธอกินเป็นอาหาร

คราวนี้เธอลองเปลี่ยนสถานะของเธอเป็นต้นไม้ เธอจะมองเห็นหนอนตัวนั้นเป็นศัตรู เพราะหนอนจะมากินใบของเธอ และมองเห็นนกเป็นมิตรเพราะนกจะมาช่วยจับหนอนไปกิน ดังนั้นตราบใดที่เธอยังมีจิตที่เป็นมุมมองของสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ภายใต้วิถีของโลกใบนี้ จิตนั้นก็จะเห็นแต่มิติอันจำกัดตามบทบาทที่จิตนั้นสามารถมองเห็น ไม่อาจจะเห็นในมิติที่กว้างกว่านี้ได้

แต่ถ้าเธอเอาจิตของเธอย้ายออกมาเป็นผู้ที่อยู่นอกต้นไม้หรืออยู่นอกโลก เธอก็จะเห็นทุกอย่างเปลี่ยนไป เธอจะเห็นบทบาทของความเป็นหนอนที่มันมีหน้าที่อันเหมาะสมของความเป็นหนอน เธอก็จะเห็นบทบาทของนกตามความเหมาะสมของความเป็นนก เธอจะเห็นความเชื่อมโยง,สัมพันธ์และเกื้อกูลกันอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทั้งระบบสามารถดำรงอยู่ได้”

“ทำไมท่านถึงเน้นเรื่องนี้มากจังเลยครับ” ผมถามเพราะเห็นว่าท่านพูดถึงแต่เรื่องนี้

“สำหรับโลกของเธอ นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ มันคือการยกระดับครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และปัจจัยในการเปลี่ยนครั้งนี้ก็คือจิตของมนุษย์ที่อยู่บนโลกทุกคน นี่จึงเป็นเสมือนการวิวัฒน์ครั้งใหญ่ที่สุดของจักรวาล มันคือการย้ายสถานภาพจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่การย้ายนี้เธอไม่อาจสัมผัสมันได้อย่างเป็นรูปธรรม ยกเว้นเธอจะสัมผัสมันจากปรากฏการณ์ทางพลังงาน เหตุการณ์แห่งการยกระดับครั้งใหญ่นี้ จะเกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้นำความลับที่ได้นี้ไปบอกกับคนทั้งโลก”

“ฟังท่านพูดแล้ว รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันทีเลย มันเหมือนเป็นภาระหน้าที่ที่ผมต้องรับผิดชอบเลยนะครับ” ผมพูด

“เธออาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่า เธอจะสร้างการยกระดับครั้งใหญ่นี้ได้อย่างไรใช่ไหม” ท่านโภเชถาม

“ใช่ครับ… ผมยังไม่เห็นความเป็นไปได้เลยสักนิด” ผมตอบ

“ความลับทั้งหมด ฉันได้บอกเธอไปหมดแล้ว เรื่องราวทางกายภาพของโลก ที่กำลังเคลื่อนเข้าไปสู่พลังงานด้านสว่าง หลังจากนี้ทุกอย่างจะถูกยกระดับ มวลมนุษย์ทุกคนจะมีจิตสำนึกใหม่ มนุษย์จะเข้าสู่มิติที่ 4 และ 5 ตามลำดับด้วยการตัดสินใจใหม่ ซึ่งเธอจะเป็นผู้มอบกุญแจดอกนี้ให้กับทุกคน”

“ผมคิดว่า ตรงจุดที่จะทำให้เขาตัดสินใจใหม่นี่แหละ ที่เป็นปัญหา ถึงแม้ผมจะรู้ความลับที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจใหม่แล้ว แต่ผมจะทำอย่างไรให้คนทั้งโลกตัดสินใจใหม่ได้ มันไม่ใช่คนจำนวนน้อยๆ นะครับ”

“เธอไม่ต้องห่วง เรื่องราวของเธอจะได้รับการกล่าวขวัญจากคนทั่วโลก และพวกเขาจะรู้ทันทีว่า เขาจะต้องทำอย่างไร เรื่องราวนี้มันคือแผนการเปลี่ยนจิตสำนึกมวลรวม จากตัวตนแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ภายในของเธอ ซึ่งเขาได้วางแผนการไว้หมดแล้ว เพียงแค่เธอลงมือทำตามเขาเท่านั้น แต่อาจจะมีผู้คนส่วนหนึ่งที่ไม่สนใจเรื่องราวนี้ของเธอ อาจจะเป็นเพราะความหนาแน่นในความรู้ที่เขายึดถือ หรืออาจจะเป็นเพราะความหนาแน่นในศักดิ์ศรีที่สูงกว่า เขาจึงไม่อาจจะลดตัวลงมาใส่ใจกับเรื่องราวเหล่านี้ของเธอ ซึ่งกลายเป็นว่า คนที่ดูน่าจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ง่ายที่สุดเพราะมีความรู้มากเรียนมาก กลับจะเป็นผู้ที่รู้ช้าที่สุด แต่ก็ช่างเถอะ มนุษย์ทุกคนล้วนมีสิทธิที่จะเลือกกำหนดตัวเองได้อย่างอิสระ เปรียบเสมือนว่าเธอคือผู้ทำหน้าที่นำยารักษาโรคไปมอบแด่พวกเขา ส่วนเขาจะกินหรือไม่ เขาต้องเป็นคนตัดสินใจ”

“ที่ท่านบอกว่า ให้ผมลงมือทำตาม สิ่งที่ตัวตนแก่นแท้ภายในของผมบอก…ท่านกำลังหมายถึงอารียาเมตายาอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม

“ใช่แล้ว” เขาตอบ