๒๓.
คลื่นความรักเทียม
“ความรักความปรารถนาดี หากเป็นแค่ความคิดโดยยังไม่ได้ลงมือทำ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เธอจินตนาการว่าจะเอาอาหารไปให้สุนัขข้างถนนกิน และเธอก็จินตนาการว่ามันจะต้องมีความสุขจากการกินอาหารที่เธอให้ แต่เธอยังนอนอยู่ที่บ้าน สุนัขข้างถนนก็ยังไม่ได้กินอาหารของเธอ เธอคิดว่าจะมีพลังงานแห่งความรักเกิดขึ้นไหม” เขาอธิบายพร้อมกับตั้งคำถาม
“มีสิครับ ก็ผมมีความรักอยู่นี่ไงครับ” ผมตอบ
“เธอแน่ใจหรือว่ามีความอิ่มใจหรือความปีติเกิดขึ้นกับเธอจริงๆ เธอเคยทำความดีโดยไม่ได้ตั้งใจไหม บางครั้งเพราะเธอรู้ว่าเขากำลังลำบากจริงๆ เพราะเธอแน่ใจว่า เขากำลังต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แล้วเธอก็ตัดสินใจช่วยเหลือเขาไปโดยไม่ได้คิดอะไร ความรู้สึกตรงนี้มันแตกต่างจากที่เธอจินตนาการไหม” เขาถาม
“อืม… คิดว่าต่างครับ ถ้าอย่างนี้ที่ครูบาอาจารย์ทางศาสนาสอนให้แผ่เมตตากันบ่อยๆ มันก็ไม่มีผลอะไรกับโลกเลยนะสิครับ” ผมถาม
“ถ้าเป็นผลทางพลังงานนั้นไม่มีแน่นอน เธอก็ประจักษ์แล้วไม่ใช่หรือว่ามันไม่มี แต่ถ้าเป็นด้านที่ทำให้พวกเธอรู้สึกดี ด้านที่ทำให้ศาสนาของเธอมีอะไรทำ เพราะพวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เผชิญหน้ากับเงื่อนไขที่ต้องทำ เนื่องจากมัวแต่ปลีกตัวเองอยู่เงียบๆ ห่างไกลจากโลก ห่างไกลจากสังคม แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ชีวิตว่างเปล่าไร้ความหมายไปเฉยๆ เธอว่าจริงไหม” เขาเสริม
“โห!… ท่านพูดจนมันดูแย่ไปเลยนะครับ ไม่มีส่วนไหนที่เป็นประโยชน์เลยหรือครับ” ผมถาม
“สำหรับฉัน นอกจากจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว มันยังทำให้เกิดโทษด้วยซ้ำไป” เขาพูด
“โทษอย่างไรครับ” ผมถามด้วยความสงสัย
“โทษที่เกิดจากการสอนอะไรผิดๆ ทำให้คนยึดถืออะไรผิดๆ เปรียบเสมือนเธอเปิดโรงเรียนสอนทำอาหาร เธอมีนักเรียนมาเรียนกับเธอมากมาย เธอมีสูตรอาหารที่เป็นแบบฉบับของเธอเอง นักเรียนก็เชื่อใจทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้สูตรอาหารของเธอ แต่ความจริงคือ สูตรอาหารที่เธอให้ไปนั้น ไม่ได้มีคุณค่าอะไรกับร่างกายเลย ซึ่งนักเรียนก็ไม่รู้ รวมถึงตัวเธอเองที่เป็นครูก็ไม่รู้ นักเรียนที่จบไปทุกคนก็ยังคงทำอาหารเหล่านั้นเลี้ยงดูผู้คนที่เขารัก แถมยังสอนคนอื่นๆ ทำอาหารสูตรเดียวกันต่อไป เธอคิดว่าการกระทำแบบนี้เป็นคุณหรือเป็นโทษ” เขาถาม
“เป็นโทษครับ”
“ต่อให้เธอรู้แล้วว่ามันไม่มีประโยชน์ แต่สูตรนี้ได้ถูกเผยแพร่ไปแล้ว มีคนนำไปสอนต่อๆ กันไปแล้ว มีคนหลงเชื่อว่ามันมีประโยชน์ไปแล้ว เธอจะทำอย่างไรกับกรณีแบบนี้” เขาถามต่อ
“ไปบอกเขาสิครับ ว่ามันไม่มีประโยชน์” ผมตอบ
“เธอลองไปบอกคนที่เขาเชื่อเรื่องนี้ไปแล้วสิ และลองดูว่า เขาจะมีปฏิกิริยากับเธออย่างไร” ท่านโภเชพูดทำนองไม่เชื่อว่า ผมจะสามารถไปแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านั้นได้
“ทำไมท่านถึงพูดแบบนี้ล่ะครับ” ผมถาม
“เรื่องของความเชื่อโดยเฉพาะความเชื่อทางศาสนาเป็นเรื่องที่แก้ไขยากที่สุด เพราะเป็นการยึดถือ ที่พวกเขาไม่รู้ตัวว่ากำลังยึดถือ เพราะมันคือการยึดถือตัวบุคคลแทนที่จะยึดถือความจริง” เขาอธิบาย
“อ้าว!… ท่านกำลังบอกว่า พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการแผ่เมตตานี้ผิดอย่างนั้นหรือครับ” ผมเริ่มรู้สึกอย่างนั้น
“เธอรู้ได้อย่างไรว่า พระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้น” เขาถาม
“ก็มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกนะสิครับ” ผมตอบ
“พระพุทธเจ้าเป็นคนเขียนพระไตรปิฎกนั้นด้วยตัวท่านเองหรือเปล่า” เขาถามต่อ
“เออ…เท่าที่รู้พระองค์ไม่ได้เขียนเองครับ น่าจะมีการเขียนขึ้นหลังจากที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้ว” ผมตอบ
“แล้วเธอแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อความที่เขาบันทึกไว้มันถูกต้อง โดยเฉพาะการบันทึกที่เกิดจากความต้องการพึ่งพา เกิดจากความศรัทธาในตัวบุคคล เกิดจากขนบธรรมเนียมประเพณี เกิดจากค่านิยมที่กำลังเป็นอยู่ในสังคม เกิดจากความเชื่อเก่าที่เคยยึดถือกันมา” เขาขยายความ
“อย่างไรนะครับ ท่านยิ่งอธิบายผมยิ่งไม่เข้าใจ” ผมถามเพราะเรื่องนี้ขัดต่อความรู้สึกของผม
“เธอลองคิดอย่างนี้ดูก็ได้ว่า ถ้าเธอเป็นพระพุทธเจ้าและเธอต้องเขียนประวัติของตนเองโดยเริ่มตั้งแต่เธอเกิด เธอคิดว่าเธอจะเขียนว่า เธอเกิดมาก็มีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับเท้า ให้เธอก้าวเดินไปเจ็ดก้าว เจ็ดดอกไหม” เขาถาม
“เออ…อันนี้ผมไม่รู้จริงๆ ครับ” ผมตอบ
“ฉันขอตอบแทนพระพุทธเจ้าเลยก็ได้ว่า ไม่มีทางที่เขาจะเขียนแบบนั้น เพราะอะไรรู้ไหม” เขาถามย้ำ
“เพราะอะไรครับ” ผมถามกลับ
“เพราะพระพุทธเจ้าได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ เพราะเขารู้ว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน และก็รู้ว่าทุกคนบนโลกเป็นใครมาจากไหน ดังนั้นเขาจะไม่เขียนอะไรที่ทำให้ตนเองพิเศษกว่า หรือเขียนอะไรที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าเขาอย่างเด็ดขาด” เขาตอบ
“แล้วทำไมถึงมีการเขียนบันทึกแบบนั้น แสดงว่าการบันทึกพวกนั้นผิดหรือครับ” ผมถาม
“เธอคิดว่าอย่างไรล่ะ” เขาถาม
“เออ… ผมก็เคยสงสัยเหมือนกันว่า เด็กแรกเกิดจะสามารถก้าวเดินทันทีหลังจากที่คลอดออกจากท้องแม่ได้อย่างไร รวมถึงจะมีดอกบัวผุดขึ้นมาจากพื้นดินที่ไม่มีน้ำได้จริงไหม” ผมแสดงความเห็น
“จริงหรือไม่จริง เราละเอาไว้ก่อนก็ได้ เอาแค่ว่าถ้าเธอเป็นพระพุทธเจ้า เธอจะยอมให้ใครบันทึกประวัติของเธอแบบนั้นไหม เพราะเธอก็รู้ทั้งรู้ว่า เราทุกคนเท่าเทียมกัน เราทุกคนมีพ่อแม่ทางจิตวิญญาณคนเดียวกัน เราทุกคนเปรียบเสมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน และเราทุกคนไม่ควรแบ่งแยกชั้นวรรณะ”
“อืม…แล้วความผิดพลาดพวกนี้เกิดจากอะไรครับ” ผมถามต่อ
“เกิดจากการจงใจสร้างความศรัทธาให้มีต่อพระพุทธเจ้ามากๆ ด้วยการยกให้เขาเป็นใครสักคนที่สูงส่งผิดมนุษย์ เพื่อให้เกิดการยกย่องสรรเสริญ ซึ่งวิธีการเหล่านี้มันคือรากเหง้าที่เกิดจากค่านิยม หรือขนบธรรมเนียมทางสังคม ณ เวลานั้นๆ และที่สำคัญที่สุด การบันทึกลักษณะนี้มักจะถูกนำไปผสมผสานกับคติหรือความเชื่อเก่าที่เป็นวัฒนธรรมเดิมของพวกเธอ คติที่ต้องการพึ่งพาเทพเจ้าพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากเรื่องราวปาฏิหาริย์แบบเปลือกๆ แทนที่จะดูที่ปาฏิหาริย์ทางปัญญา ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้ามีปาฏิหาริย์ทางปัญญาปรากฏชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาเปลือกเหล่านี้มาห่อหุ้มด้วยซ้ำ” เขาอธิบายเสริม
“ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมดนี้มันจริงเท็จแค่ไหนนะครับ แต่มันทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่เรายึดถือโดยเฉพาะข้อธรรมที่มีการบันทึกไว้อาจจะต้องทบทวนกันใหม่ทั้งหมด นี่แค่เริ่มต้นยังมีประเด็นที่น่าสนใจได้มากขนาดนี้ แล้วสิ่งที่เหลืออื่นๆ ล่ะ มันจะเป็นอย่างไร” ผมแสดงความเห็น
“ฉันเคยบอกกับเธอไปแล้วไงว่า ความจริงจะเหลือเพียงแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์หรอก หากมันผ่านกาลเวลาและผ่านการปรุงแต่งจากความคิดมนุษย์” เขาย้ำ
“นี่ผมเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจแล้วสิ ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความลวง ผมสับสนแล้วนะครับ” ผมแสดงความรู้สึก
“เอาเถอะ ฉันจะค่อยๆ พาเธอไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้เห็น ฉันจะทำหน้าที่พาเธอท่องเที่ยวยืนไปในทุกซอกทุกมุมของโลกใบนี้เอง” เขาพูดด้วยท่าทีที่รู้สึกได้ถึงความจริงใจ
“ขอบคุณมากครับ ที่ท่านกรุณาผม” ผมตอบรับ
“ไปกันต่อเลยไหม” เขาชวน
“ได้เลยครับ”
หลังจากพูดจบ เขาก็พาผมมุดเข้าไปในวัตถุธาตุสีเขียวมรกตที่อยู่ตรงหน้าทันที เมื่อเข้าไปในนั้นผมไม่รู้สึกถึงความทึบตันใดๆ ในทางกลับกัน มันกลับเกิดความรู้สึกโปร่ง โล่ง เหมือนเข้าไปอยู่ในห้วงอวกาศ แต่เป็นอวกาศที่เป็นสีเขียว แบบมีประกายระยิบระยับของบางสิ่งบางอย่างที่หาคำอธิบายไม่ได้
“ทำไมผมถึงมีความรู้สึกโปร่งโล่งแบบนี้ล่ะครับ” ผมถามขึ้นระหว่างเดินทางฝ่าเข้าไปในก้อนธาตุออกซิเจน
“เพราะเธอได้เป็นหนึ่งเดียวกับมันแล้วนะซิ” เขาตอบ
“หนึ่งเดียวอย่างไรครับ” ผมถาม
“ก็เหมือนกับที่ปลารู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำ มันหายใจในน้ำ มันอาศัยอยู่ในน้ำ มันจึงไม่รู้สึกแยกจากน้ำ มันแทบไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่ามันอยู่ในน้ำ” เขาอธิบาย
“มันเกี่ยวกันด้วยหรือครับ” ผมถาม
“ถ้าเธอไม่เป็นหนึ่งเดียวกับมัน เหมือนกับที่เธอเคยหายใจอยู่บนอากาศแล้วจู่ๆ เธอก็กระโดดลงน้ำ เธอหายใจในน้ำไม่ได้เธอก็จะรู้สึกอึดอัด เพราะเธอเป็นสิ่งแปลกปลอมของที่นั่น และช่วงเวลานี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอเหลือแต่จิตล้วนๆ เธอไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพใดๆ ความเป็นหนึ่งเดียวจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ขอเพียงแค่เธออย่ายึดถือสิ่งใดว่าเป็นของจริงเท่านั้น เธอก็จะเป็นอิสระ ซึ่งจิตโดยเนื้อแท้แล้วมันไม่มีข้อจำกัด ไม่มีรูปร่าง สิ่งที่ปรากฏให้เธอเห็นอยู่นี้ เช่นรูปร่างของฉัน รูปร่างของเธอ มันเป็นเพียงแค่การกำหนดขึ้นของจิตเท่านั้น” เขาอธิบาย
“เวลานี้ผมคิดว่าเข้าใจสิ่งที่ท่านพูดมาแค่เพียงครึ่งเดียวนะครับ ไม่รู้ว่าท่านอธิบายยากหรือว่าผมเข้าใจยากก็ไม่รู้” ผมพูดออกตัว
“ไม่เป็นไรหรอก ความรู้พวกนี้เป็นความรู้ที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เธอฟังแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ อย่าเอามาเป็นเครื่องชี้วัดอะไรในตัวเธอเลย วันหนึ่งเธอจะเข้าใจกระจ่างแจ้งในทุกสรรพสิ่งด้วยตนเอง แล้ววันนั้นเธอจะรู้เองว่า มันไม่มีอะไรเป็นสาระสักอย่าง ทุกอย่างมันก็เป็นอย่างที่มันเป็นเท่านั้น” เขาพูดทิ้งท้ายซึ่งทำให้ผมสบายใจขึ้น
ไม่นานนักท่านโภเชก็พาผมมาหยุดอยู่ที่จุด จุดหนึ่ง ที่ไม่เหมือนกับที่ผ่านมาเลย เบื้องหลังของผมยังคงเป็นวัตถุธาตุสีเขียวมรกต แต่เบื้องหน้าของผมนี่สิ ไม่รู้จะบรรยายคุณลักษณะของมันอย่างไรดี
สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ผมแน่ใจว่ามันจะต้องเป็นวัตถุที่เป็นของแข็งอย่างแน่นอน เพราะมันไม่มีส่วนไหนเคลื่อนตัวไปมาเลย สีของมันดำเหลือบและเป็นเงาแวววาว วัตถุนี้ตั้งตระหง่านราวกับว่าเป็นทางตันไปต่อไม่ได้อีกแล้ว
“เรามาถึงใจกลางของโลกแล้วใช่ไหมครับ” ผมหันไปถามท่านโภเช
“ยังหรอก ไม่แปลกที่เธอจะเข้าใจว่า ที่นี่คือใจกลางของโลกเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรานี้มันคือวัตถุธาตุที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด ไม่มีวัตถุธาตุใดจะแข็งไปกว่ามันอีกแล้ว ที่นี่คือปราการด่านสุดท้ายก่อนที่จะเข้าไปสู่ใจกลางของกายา สิ่งนี้มีสัณฐานทรงกลมที่มีความสมมาตรที่สุด มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 กิโลเมตรเท่านั้น ถ้าเทียบสัดส่วนของมันกับโลกทั้งใบ จึงเปรียบเสมือนเม็ดทรายเม็ดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางสนามฟุตบอล ที่จริงมันคือสารประกอบเดียวกับสิ่งที่คุณเรียกว่าเพชร แต่มีความหนาแน่นสูงกว่าเป็นพันเท่า และด้วยเหตุที่พื้นผิวด้านนอกสุดของมัน ได้ผ่านการเสียดสีจากก้อนธาตุออกซิเจนเหล่านี้มาอย่างยาวนาน มันจึงมีสีดำและเป็นเงาแวววาวอย่างที่เห็น” เขาอธิบาย
“น่าตื่นเต้นจังเลยนะครับ เราอยู่ลึกแค่ไหนแล้วครับ” ผมถาม