อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๔๕.

๔๕.

สงบจากภายใน

“ท่านอาจารย์ขอรับ…หากศิษย์พูดสิ่งใดที่ล่วงเกินท่านอาจารย์ ศิษย์ต้องกราบขอขมานะขอรับ เพราะศิษย์เหมือนอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ” อชิตะพูดเบาๆ เมื่อเห็นว่าอาจารย์อยู่ในสภาวะปรกติ และตนเองก็อยู่ในสภาวะปรกติแล้วเช่นกัน

“เปล่าเลยอชิตะ…ข้าต้องขอบใจเจ้ามากกว่า ที่เป็นสื่อให้ข้าได้สนทนากับองค์มหาเทพนารายณ์ มันทำให้ข้าได้สำนึกถึงความดื้อรั้นและความโง่เขลาของข้า นับจากนี้เจ้ากับสหายของเจ้าทั้งหมด จงออกเดินทางไปพบกับมหาบุรุษแทนข้า ข้าจะไม่ปล่อยให้โอกาสทองของพวกเจ้าหลุดลอยไปเหมือนกับข้า พวกเจ้าจงรีบไปตักตวง อมตธรรม ให้มากที่สุดอย่าได้รีรออีกเลย” ท่านภาวรีย์พูด

“ขณะนี้ท่านอาจารย์ชราภาพมาก ศิษย์มิอาจละทิ้งให้ท่านอยู่ลำพัง โดยไม่มีพวกข้าคอยปรนนิบัติได้หรอก” อชิตะพูด

“เรื่องนั้นข้ารู้ดี แต่ข้ามิอาจปิดกั้นไม่ให้พวกเจ้าพบกับสัจธรรมสูงสุดได้เช่นกัน ถ้าหากผู้นั้นเป็นมหาบุรุษจริง ไม่มีสิ่งใดจะประเสรฺิฐไปกว่าการได้พบกับเขา ถ้าข้ามัวแต่รั้งไม่ให้พวกเจ้าไป ข้าเองต่างหากที่จะรู้สึกผิด จงไปเถิด อย่าปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไปอย่างไร้ความหมายเหมือนกับข้าเลย” ท่านภาวรีย์พูด

“เออๆ ๆ… ศิษย์…” อชิตะเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ไม่ได้พูด

“ข้ารู้… นี่คงเป็นวาระสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ร่วมกัน ถึงแม้ข้าจะไม่มีโอกาสได้พบหน้าพวกเจ้าอีก เพราะข้าอาจจะสิ้นชีพก่อนที่พวกเจ้าจะกลับมา แต่ขอให้ข้าเป็นผู้ให้โอกาสนี้กับพวกเจ้าเถิด เพื่อชดเชยส่วนที่ข้าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ที่จริงข้าก็มีส่วนทำให้พวกเจ้าขาดโอกาสนี้ด้วยเช่นกัน” ท่านภาวรีย์พูด

“ศิษย์รู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาของท่านอาจารย์เหลือเกิน แต่จะให้ศิษย์ทำใจ มิให้ห่วงท่านอาจารย์ได้อย่างไร ทั้งๆที่รู้ว่าเราอาจจะไม่ได้พบกันอีก” อชิตะพูด

“เอาเถอะหากวาสนาของข้ายังมี ข้าอาจจะยังมีชีวิตทันได้รับอมตธรรมหลังจากที่พวกเจ้ากลับมา ตอนนี้เจ้าจงไปเรียกทุกคนมาประชุมกันเถิด”

จากนั้น อชิตะจึงสั่งให้ศิษย์คนสนิทไปตามเพื่อนดาบสที่เป็นหัวหน้าทั้ง 15 คน ที่อยู่ในอาศรม ที่ห่างกันหลังละหลายกิโลเมตร โดยแต่ละคนก็จะมีศิษย์ที่อยู่ในการดูแลของตัวเองอีกตามลำดับนับ 1,000 คน ซึ่งเมื่อรวมกันทั้งหมดก็จะมีจำนวนทั้งสิ้น 16,016 คนพอดี การเรียกประชุมในครั้งนี้ จะเรียกมาเฉพาะดาบสที่เป็นหัวหน้าแค่ 15 คนเท่านั้น เพื่อที่จะให้แต่ละคนนำข้อความไปสื่อสารต่อกันอีกที เมื่อทั้ง 16 คนอยู่พร้อมหน้ากันแล้ว ท่านภาวรีย์จึงประกาศว่า

“พวกเจ้าและศิษย์ของเจ้าทั้ง 1000 คน จงออกเดินทางไปพบกับมหาบุรุษผู้ซึ่งได้รับการพยากรณ์ว่าคือผู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นผู้ที่จะมาประกาศสัจธรรมแก่เวไนยสัตว์ให้พ้นจากกองทุกข์ ขณะนี้เขาได้พำนักอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ดินแดนบ้านเกิดของข้า แต่ข้าเองไม่มีวาสนาที่จะเดินทางไปด้วยตนเองเพราะชรามากแล้ว เกรงว่าการเดินทางรอนแรมขนาดนั้นจะสร้างความลำบากแก่ทั้งตัวข้าและกับพวกเจ้า หากความปรารถนาสูงสุดของพวกเจ้าคือธรรมโอสถอันประเสริฐ ขอให้พวกเจ้าและบริวารทั้งหมดจงออกเดินทางไปรับโอสถนั้นเถิด อย่าได้เป็นห่วงข้า” ท่านภาวรีย์พูดในที่ประชุมด้วยความเมตตาที่มีต่อศิษย์ทุกคน

“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาผู้นั้นคือมหาบุรุษจริงๆ มีอะไรเป็นเครื่องบ่งชี้หรือขอรับ” อชิตะถาม

“นอกจากลักษณะภายนอกที่พวกเจ้าเคยเรียนมาแล้วว่า มหาบุรุษจะต้องมีคุณลักษณะอย่างไร ‘ญาณ’ และ ‘ปัญญา’ คือสิ่งที่จะทำให้พวกเจ้าประจักษ์ว่า เขาผู้นั้นคือมหาบุรุษหรือไม่” ท่านภาวรีย์ตอบ

“ในเมื่อศิษย์ยังไม่มี ‘ญาณหยั่งรู้’ แล้วศิษย์จะรู้ได้อย่างไรว่าเขามีญาณหยั่งรู้” อชิตะถาม

“เมื่อไปถึงที่พำนักของเขาแล้ว เจ้าจงอย่าพูดสิ่งใด แต่จงตั้งคำถามที่จะถามขึ้นในใจ หากบุรุษผู้นั้นมีญาณหยั่งรู้จริง เขาจะตอบคำถามของเจ้าได้ถูกต้อง” ท่านภาวรีย์แนะ

“แล้วพวกเราจะต้องถามเรื่องใดหรือขอรับ” อุปาสีวะ หนึ่งในหัวหน้าดาบสทั้ง 15 คนถามบ้าง

“เจ้าจงถามเกี่ยวกับตัวข้า เพราะพวกเจ้ารู้เรื่องของข้าดีที่สุด ว่าข้าคือใครเกิดในตระกูลใด มีลักษณะรูปกายอย่างไร ร่ำเรียนวิชามนตรามาจากที่ใด และมีศิษย์สาวกเป็นใครบ้าง” ท่านภาวรีย์เสนอ

“ได้ขอรับ ศิษย์จะทำตามที่ท่านอาจารย์แนะนำ” อชิตะตอบรับ

“แต่เดี๋ยวก่อน ข้าจะฝากให้เจ้าถามอีกสองข้อ หนึ่งจงถามว่าอะไรคือหัวใจแห่งโลกธรรม และสองวิธีใดจักทำให้เข้าถึงโลกธรรมนั้น” ท่านภาวรีย์พูดกำชับ

“ได้ขอรับท่านอาจารย์” อชิตะตอบ

“พวกเจ้าจงไปเตรียมตัวออกเดินทางโดยเร็วที่สุด เวลาของข้าเหลือน้อยเต็มที ” ท่านภาวรีย์กำชับ

“รับทราบขอรับ” เสียงของดาบสทั้ง 16 คนตอบพร้อมกัน

เช้าวันรุ่งขึ้นดาบสทั้ง 16,016 คนก็พร้อมที่จะออกเดินทางไกล ทุกคนเตรียมสัมภาระเท่าที่จำเป็น ซึ่งถูกมัดรวมกันไว้อย่างแน่นหนาเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย สัมภาระส่วนใหญ่ประกอบด้วยบาตรสำหรับใส่อาหาร ภาชนะใส่น้ำ ย่ามใส่ของใช้ที่จำเป็นเช่นผ้าผลัดอาบน้ำ ผ้าปูนอน เทียนไข เชื้อจุดไฟ หินเหล็กไฟ ไม้สีฟันและสมุนไพรสามัญในการรักษาพิษไข้ป่า โดยทุกคนมารวมตัวกันที่บริเวณหน้าอาศรมของท่านภาวรีย์จนแน่นขนัด ขณะนี้ทุกซอกทุกมุม รอบๆ อาศรม, ใต้ชายคา, ใต้ต้นไม้ใหญ่คราคร่ำไปด้วยเหล่าดาบส นับว่าเป็นการมาชุมนุมที่พร้อมหน้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ณ เชิงบันไดทางขึ้นอาศรมของท่านภาวรีย์ อชิตะและหัวหน้าดาบสอีก 15 คนซึ่งอยู่ในชุดที่เตรียมพร้อมเหมือนกัน มายืนรอเพื่อจะกล่าวคำอำลาท่านอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักของทุกคน บรรยากาศเวลานี้มีเสียงดังอื้ออึง จากการชุมนุมของคนจำนวนมาก ต่างคนต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นที่จะได้เดินทางไปพบกับมหาบุรุษในตำนาน ที่มีการพยากรณ์ไว้ในคัมภีร์โบราณ บางคนคาดเดาไปต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับคุณลักษณะของมหาบุรุษว่าจะจริงไหมหนอ ที่เขาจะมีนิ้วเท้ายาวเสมอกันทุกนิ้ว จริงไหมหนอที่แขนของเขาจะยาวถึงหัวเข่า จริงไหมหนอที่ผิวกายเขาจะเปล่งประกายดุจทองคำ ฯลฯ และแล้วเสียงอื้ออึงจากการพูดคุยก็หยุดชะงักลง ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ผู้ที่กำลังคุยอย่างออกรส เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบเขาจึงหยุดพูดและมองไปรอบๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นก็ปรากฏภาพของภาวรียดาบสผู้ชราค่อยๆ ก้าวออกมายืนที่นอกชาน ท่านยังมิได้พูดอะไร เพียงแค่ปล่อยให้สายตาทอดไกลออกไป เหมือนกำลังจะจดจำภาพของทุกคนไว้ให้นานที่สุด

“พวกเรามาเพื่อบอกลาท่านอาจารย์ขอรับ” อชิตะเงยหน้าพูดกับท่านภาวรีย์หลังจากที่เห็นว่า ท่านไม่ได้พูดอะไร