อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๗.

๗.

เทพผู้พิทักษ์

เราทั้งคู่ค่อยๆ ลอยลงมายืนบนพื้นดินท่ามกลางสวนผลไม้อย่างนิ่มนวล ครั้งแรกที่สัมผัสกับผิวดิน ผมรู้สึกได้ทันทีว่าดินที่นี่มีลักษณะเป็นทราย และเมื่อมองดูใกล้ๆ จะเห็นว่ามันเป็นเม็ดทรายหยาบๆ สีขาวใสมีแสงระยิบระยับคล้ายกับอัญมณี เราเดินไปตามทางแคบๆ เพื่อไปยังระเบียงยาวที่อยู่ล้อมรอบสวนแห่งนี้ ติดกับระเบียงมีห้องกระจกเรียงรายเป็นแถวตลอดแนวของโถงทรงกลม เมื่อมองเข้าไปข้างใน บางห้องใช้เก็บเครื่องไม้เครื่องมือ บางห้องใช้เก็บผลผลิตและวัตถุดิบ บางห้องเป็นห้องนั่งเล่น ซึ่งฉากหลังของทุกๆ ห้อง เป็นภาพของเมืองที่อยู่ด้านล่าง มันช่างเป็นทัศนียภาพที่สวยงามน่าอัศจรรย์จริงๆ

เราเดินไปตามระเบียงสักพักก็มาถึงจุดที่เป็นเหมือนท่อแก้วใสขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร ท่อนี้ยาวตรง หายขึ้นไปบนเพดาน ส่วนปลายท่อด้านล่าง ยาวลงมาแค่ประมาณเหนือศีรษะของเราเล็กน้อย ท่านโภเซพาผมเดินไปยืนใต้ท่อแก้ว ทันทีที่เราเข้าไปยืนในนั้น เราทั้งคู่ค่อยๆ ลอยขึ้นไปเหมือนเป็นลิฟต์แก้วที่จะพาเราไปชั้นบน แต่จะต่างกันตรงที่ลิฟต์นี้ไม่มีพื้น ไม่มีปุ่มสำหรับกด ไม่มีประตูเปิดปิด แค่มายืนใต้นั้น ตัวเราก็เลื่อนขึ้นไปได้เลย

“ผมรู้สึกว่าสิ่งปลูกสร้างของที่นี่ มันดูไม่เป็นสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์เลยนะครับ ดูเหมือนเกิดขึ้นจากธรรมชาติมากกว่า” ผมตั้งข้อสังเกต

“ถูกแล้ว แสดงว่าเธอเริ่มเข้าใจ” เขาตอบ

“เข้าใจอะไรครับ” ผมถามทันที ขณะที่ลิฟต์พาเราลอยขึ้นไปเรื่อยๆ

“เข้าใจกลไกนะสิ เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะขยายความให้เนาะว่า มันหมายถึงอะไร” เขาตอบ

“ครับ…เรากำลังจะไปไหนกันครับ” ผมถาม

“ไปที่ห้องทำงานของฉัน” เขาตอบ

หลังจากนั้นเราสองคนก็มายืนอยู่ในห้องทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40 เมตร ทุกสิ่งอย่างภายในห้องนี้เหมือนอัดแน่นไปด้วยผลึกคริสตัลสีขาวโปร่งแสง ไม่ว่าจะเป็นพื้น, ผนัง, หน้าต่าง ตรงกลางห้องผมเห็นเก้าอี้ทรงสูงหนึ่งตัวตั้งอยู่บนแท่นหินคริสตัลลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ สามชั้น ที่ด้านข้างของเก้าอี้ตัวนั้นมีแท่งคฑาหรืออาวุธอะไรสักอย่าง ที่คิดว่าเป็นเช่นนั้นก็เพราะคฑาอันนี้มีลักษณะเป็นกระบอกโลหะสีทองยาว ตรงปลายตกแต่งแกะสลักด้วยลวดลายวิจิตรบรรจง ถัดจากลวดลายเหล่านั้นขึ้นไปก็จะมีแท่งคริสตัลปลายแหลมยาวประมาณหนึ่งฟุตอีกสามแท่ง เมื่อมองเหนือศีรษะขึ้นไปตรงตำแหน่งที่คฑาอันนี้ปักอยู่ จะมีแสงสว่างสีขาวลอยตัวอยู่เหนือมันอีกที แสงสว่างนี้ไม่ใช่หลอดไฟเพราะไม่มีจุดยึดหรือสายใดๆ มันลอยตัวอย่างอิสระและเปล่งแสงออกมารอบทิศทาง จนทำให้ทั้งห้องสว่างไสว

“ห้องนี้คือหอบังคับการหรือห้องควบคุมยานลำนี้ และเปรียบเสมือนเป็นหัวใจของยานลำนี้เลย ซึ่งฉันเองก็ทำหน้าที่เป็นหัวใจของมันด้วย” เขาเริ่มต้นการสนทนาพร้อมนั่งลงบนฐานของแท่นที่ตั้งอยู่กลางห้อง

“ผมยอมรับนะครับว่า ไม่เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผมนี้เลย ท่านพอจะอธิบายได้ไหมครับว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นอย่างไร” ผมถามพร้อมกับนั่งลงข้างๆ เขา

“ฉันเข้าใจดีว่าเธอต้องสับสน ฉันจะอธิบายให้เธอเข้าใจทั้งหมดเดี๋ยวนี้แหละ” เขาตอบ

“ขอบคุณมากครับ” ผมรีบตอบรับ

“เอาล่ะ…ในฐานะที่เธอคือผู้ที่มีภารกิจสำคัญ เธอคือผู้ที่จะมาทำหน้าที่ปรับแก้กายภาพของโลกที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมของมนุษย์ให้สามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป เธอจึงจำเป็นต้องรู้ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับมันไม่ว่าจะในแง่มุมไหน

บนโลกใบนี้ยังมีความลับที่เธอไม่รู้อีกมากมาย สิ่งที่เธอมองเห็น ประวัติศาสตร์ หรือข่าวสารต่างๆ ที่เธอรับรู้มาบางครั้งมันอาจไม่ใช่ความจริง ส่วนความจริงก็มักจะถูกปิดบังซ่อนเร้นและมักจะแฝงตัวอยู่ในรูปของความธรรมดา หรือความไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เธอไม่ทันสังเกตเห็นมัน และวันนี้ฉันจะมาทำหน้าที่พาเธอไปรู้

โลกของเธอมีความจริงอยู่หลายแบบ มีทั้งความจริงที่เขาว่าจริง, ความจริงที่เธอว่าจริง, ความจริงที่สังคมว่าจริง, ความจริงที่โลกว่าจริง, ความจริงที่จักรวาลว่าจริง และความจริงสูงสุดของผู้สร้าง” เขาเริ่มต้นการสนทนา

“ครับ”

“เธอรู้แล้วใช่ไหมว่า โลกของเธอได้รับการปรับแต่งน้ำหนักมวลที่ผิวดาวครั้งใหญ่มาแล้วถึงสี่ครั้ง” เขาถามเพื่อทบทวนความเข้าใจ

“ทราบครับ… มีใครสักคนที่ดาวทีงร่าเคยเล่าให้ผมฟัง แต่ผมไม่รู้รายละเอียดของมันหรอกครับ” ผมตอบ

“เธอไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดของมันหรอก แต่สิ่งที่เธอควรรู้คือ กระบวนการอะไรที่ทำให้เกิดการปรับนั้นต่างหาก” เขาตอบ

“มนุษย์โลกส่วนใหญ่เข้าใจว่า กระบวนการการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คำว่าธรรมชาติในที่นี้พวกเธอให้นิยามกันว่า มันเกิดขึ้นเองโดยไม่มีอะไรไปกระทำให้มันเกิด ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุและปัจจัย และทุกเหตุทุกปัจจัยฉันขอสรุปเลยว่าล้วนเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น”

“ฉันขอแยกเรื่องนี้ออกเป็นสองเรื่องใหญ่ๆ คือหนึ่ง กระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ “ความเสื่อม” ซึ่งตรงนี้ฉันคิดว่า เธอน่าจะเข้าใจดีอยู่แล้วว่า มนุษย์โลกที่อยู่บนพื้นผิวโลกคือต้นเหตุของความเสื่อมในทุกๆ ด้าน เนื่องจากปัจจุบันมนุษย์ไม่สามารถปลดปล่อยคลื่นความถี่ด้านบวกหรือคลื่นความรักที่เป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนโลกได้อย่างเต็มระบบ รวมไปถึงพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายน้ำหนักมวล เช่น การระเบิดภูเขาหินเพื่อนำไปก่อสร้างเมืองในพิกัดอื่น ทำให้น้ำหนักมวลบนผิวโลกผิดตำแหน่งไปโดยพลการ รวมถึงการสร้างมลภาวะทั้งอากาศ ทั้งน้ำ ทั้งดิน จนทำให้กลไกการทำงานของสรรพชีวิตบนโลกเสียสมดุล สร้างความผิดปรกติอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เธอเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วใช่ไหม” เขาถาม

“ครับ…เข้าใจแล้วครับ” ผมตอบ

“เรื่องที่สองคือกระบวนการปรับแก้ไขน้ำหนักมวลบนพื้นผิวโลกให้เกิดความสมดุล เรื่องนี้สำหรับมนุษย์โลกมันถูกปิดเป็นความลับมาตลอดหลายหมื่นหลายแสนปีที่ผ่านมา ซึ่งการปรับสมดุลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดความแม่นยำและเที่ยงตรงที่สุด มันจะผิดพลาดไม่ได้แม้แต่องศาเดียว ดังนั้นกระบวนการเหล่านี้จะไม่ทางถูกปล่อยให้มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแบบที่พวกเธอเข้าใจอย่างเด็ดขาด และนี่คือเหตุผลที่ฉันและกลุ่มรูปธรรมชั้นสูงจากทั่วทั้งจักรวาลต้องมาอยู่ที่นี่”

“กระบวนการของมันเป็นอย่างไรนะครับ…ท่านช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยสิ” ผมถามต่อด้วยความอยากรู้

“สรุปง่ายๆ คือกระบวนการแรก มนุษย์โลกของเธอเป็นคนทำให้เกิดขึ้น โดยการสร้างความไม่สมดุล ทำให้เกิดความวิปริตแปรปรวนต่างๆ มากมาย ซึ่งภารกิจที่จะทำให้มนุษย์ทั้งโลกสามารถปลดปล่อยคลื่นความรักเพื่อขับเคลื่อนโลกให้สมดุลต่อไปนั่นคือหน้าที่ของเธอและเพื่อนของเธอในอนาคต แต่เนื่องจากตอนนี้มนุษย์ยังไม่สามารถรักษาระดับความสมดุลไว้ได้ จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการที่สองตามมา นั่นคือพวกฉันต้องเป็นฝ่ายมาช่วยกันประคับประคองให้เกิดความสมดุล ด้วยการสร้างกระบวนการต่างๆ ดังนั้นปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เธอเห็นจึงไม่มีเรื่องใดเลย ที่เกิดขึ้นเองอย่างที่เธอเรียกว่า เกิดเองตามธรรมชาติ” เขาพูด

“มีกระบวนการอะไรบ้างครับ” ผมถาม

“หลักๆ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด และก็เป็นกระบวนการสำคัญที่มีผลต่อการหมุนของโลกใบนี้มากที่สุดก็คือ การขยับตัวของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งมันมักจะแสดงปฏิกิริยาทางกายภาพออกมา ให้เห็นหลายรูปแบบเช่น การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การยุบตัวต่ำลงและการดันตัวสูงขึ้นเพื่อปรับน้ำหนักมวลบนพื้นผิวโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการที่ทำให้ภูเขาไฟระเบิดนั้น มันคือกระบวนการผ่องถ่ายน้ำหนักมวลได้ดีและสะดวกที่สุด เพราะเราสามารถย้ายมวลในสภาพที่เป็นของเหลวจำนวนมาก จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่างแม่นยำ” เขาอธิบาย

“หมายความว่าการระเบิดของภูเขาไฟนี้เป็นฝีมือของพวกท่านอย่างนั้นหรือครับ ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นเองเสียอีก” ผมถามด้วยความแปลกใจ

“ทุกเรื่องล้วนเกิดขึ้นจากความจงใจ” เขาย้ำเตือน

“มันเป็นไปได้อย่างไร พวกท่านทำอย่างไรครับ” ผมถาม

“เราได้แบ่งผู้ที่จะมาทำงานนี้ออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ทำงานภาคพื้นดินและใต้ดิน ซึ่งก็คือกลุ่มที่เรากำลังพูดถึงอยู่ กลุ่มนี้มีหน้าที่มุดลงไปใต้ดินผ่านปากปล่องภูเขาไฟหรือรอยแยกที่มีอยู่ทั่วโลก พวกเขาจะใช้ธารหินหนืดหรือที่เธอเรียกว่าลาวานั้นเป็นช่องทางการผ่องถ่ายน้ำหนัก เขาจะสำรวจก่อนว่าพิกัดไหนสมควรจะให้หินหนืดเหล่านั้นปะทุขึ้นมา เรื่องนี้ต้องมีการประชุมกับทุกฝ่ายเพื่อกำหนดพิกัดอย่างแม่นยำไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ เมื่อได้พิกัดที่ชัดเจนแล้วพวกเขาก็จะทำการตัดแผ่นเปลือกโลกในส่วนนั้นๆ รูปแบบการตัดก็จะแบ่งออกเป็นสองแบบคือ วิธีที่หนึ่งเจาะเป็นรูขนาดใหญ่เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาปฏิบัติการ รูเหล่านี้จะได้เป็นช่องทางการไหลออกมาของน้ำหนักมวล คล้ายรูระบายน้ำ และเมื่อมันไหลออกมา เนื้อหินหนืดเหล่านั้นก็จะค่อยๆ เย็นตัวและก่อตัวเป็นภูเขา เพื่อใช้เป็นมวลสำหรับการถ่วงน้ำหนักในพิกัดนั้นๆ ซึ่งภูเขาจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับการกำหนดในที่ประชุมตั้งแต่แรก”

“และวิธีที่สองคือการตัดเปลือกโลกให้เป็นแผ่นๆ ซึ่งเหตุผลของกระบวนการตัด ส่วนใหญ่มักจะตัดเพื่อลดน้ำหนักมวลในบริเวณพิกัดนั้นๆ เมื่อถึงเวลาแผ่นดินที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ เหล่านั้นจะยุบตัวลงสู่ธารลาวา จนมันหลอมละลายกลายเป็นของเหลว หรือเกิดการเคลื่อนที่เพื่อสลับตำแหน่งคล้ายกับเกมพัซเซิลที่เธอเล่นกัน สรุปสั้นๆ คือ ทั้งสองรูปแบบนี้เป็น ‘กระบวนการ’ ที่เตรียมไว้สำหรับการเพิ่มและลดน้ำหนักมวลในแต่ละพิกัด ให้เกิดความสมดุล เพื่อรองรับโครงสร้างของโลกที่กำลังจะถูกปรับโฉมใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้” เขาอธิบาย

“พวกเขาลงไปในลาวาร้อนๆ ได้อย่างไรกันครับ มันร้อนจนหลอมละลายแม้กระทั่งหินเลยนี่ครับ” ผมถาม

“ยานทุกลำที่ลงไปนั้น จะอยู่ในสภาวะการแหวกสนามพลังงานอยู่แล้ว ดังนั้นกฎทุกอย่างก็ไม่มีผลกับมัน” เขาตอบ

“แม้กระทั่งความร้อนหรือครับ” ผมถาม

“‘ใช่’” เขาตอบ

“แล้วพวกเขาใช้วิธีไหนเจาะรูหรือตัดแผ่นเปลือกโลกครับ เท่าที่ผมรู้มาแผ่นเปลือกโลกนั้นหนาตั้งหลายสิบกิโลเมตรเลยไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม