๔๐.
พราหมณ์ดาบส
“ส่วนพราหมณ์ประเภทที่สอง ส่วนใหญ่จะมาจากพราหมณ์ประเภทแรก ที่เริ่มค้นพบว่า สิ่งที่ตัวเองยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติอยู่นั้น ไม่สามารถนำพาให้เข้าสู่สภาวะสูงสุดได้ เพราะยังต้องมีเรื่องทางโลกที่สับสนวุ่นวาย เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศสรรเสริญ ความอิจฉาริษยาในหมู่พราหมณ์แต่ละสำนัก การอวดความยิ่งใหญ่ของสิ่งปลูกสร้างที่เรียกกันว่าเทวาลัยว่า ของใครใหญ่กว่า ใครแพงกว่า ใครได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์มากกว่ากัน นี่ถ้าเธอได้เห็นรูปแบบของเทวาลัยที่อยู่ในแคว้นต่าง ๆ ทางตอนกลางภูมิภาคนี้ เธอจะยิ่งรู้ว่ามันมีความยิ่งใหญ่อลังการกว่าเมืองที่เธออยู่นี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า วัสดุที่ถูกนำมาก่อสร้าง ก็คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด แพงที่สุด คงทนถาวรมากที่สุดนั่นคือหิน มันถูกเลือกเอามาใช้ก่อสร้างเป็นปราสาทที่สูงใหญ่ แล้วหุ้มด้วยแผ่นทองคำที่สลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง หากเธอได้เห็นมันต้องกับแสงอาทิตย์ยามเย็น หรือยามที่มีงานพิธีบวงสรวงต่างๆ ที่เขาประดับด้วยตะเกียงน้ำมัน เธอจะเห็นความเมลืองมลัง ระยิบระยับ ดุจสรวงสวรรค์ในดินแดนของเทพเจ้า”
“โอ้โฮ…ผมอยากเห็นจังเลยครับ” ผมแทรก
“เธอจะได้เห็นมันแน่นอน” เขาตอบ
“แล้วพราหมณ์กลุ่มที่สองนี้มีลักษณะเป็นอย่างไรครับ” ผมถาม
“พราหมณ์กลุ่มที่สองนี้มีแนวคิดและวิถีปฏิบัติที่เชื่อกันมานานแล้วว่า ถ้าต้องการแสวงหาการหลุดพ้นหรือพบสัจธรรมจะต้องออกจากชีวิตทางโลกไปสู่ความวิเวกสันโดษ โดยมีวิถีปฏิบัติที่หลากหลาย สำนักต่างๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากบ้านเมือง อยู่ตามป่า ตามเขา ห่างไกลจากผู้คนและสังคม หรือถ้าไม่ไกล ก็ต้องมีสภาพแวดล้อมที่สงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนเพื่อให้เหมาะแก่การเจริญจิตภาวนา” เขาอธิบาย
“ผมว่าปัจจุบันก็ยังมีกลุ่มคนที่ใช้แนวคิดนี้อยู่นะครับ” ผมเสนอ
“มันเคยหายไปแล้ว แค่ปัจจุบันถูกนำเอากลับมาใช้อีก”
“ทำไมล่ะครับ” ผมถาม
“เดี๋ยวฉันจะค่อยๆ เล่าให้ฟังนะ ตอนนี้ให้ฉันอธิบายภาพรวมของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เพื่อที่เธอจะได้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรก่อน” เขาพูด
“ได้ครับ”
“เหล่าพราหมณ์ที่ออกไปตั้งสำนักลักษณะนี้ทุกคน ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการหลุดพ้น ซึ่งแนวทางนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยมี แต่มีมานานแล้วเป็นหมื่นเป็นแสนปี มีผู้คนที่ออกบวช ละทิ้งครอบครัว ละทิ้งทรัพย์สมบัติ ซึ่งเธอก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น เธอเคยเป็นฤาษีชีไพร เคยเป็นแม้กระทั่งชีเปลือยที่ไม่นุ่งผ้า ผมยาวจรดพื้นไว้หนวดเครายาวจนถึงอวัยวะเพศ”
“เดี๋ยวนะครับท่าน…ผมเคยเป็นแบบนั้นจริงหรือครับ” ผมถามแทรก
“ใช่…คนที่เคยตั้งปณิธานเรื่องการหลุดพ้น มักจะแสวงหาหนทางเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ที่ไหนมีวิถีปฏิบัติและความเชื่อที่น่าสนใจ เขาก็จะเลือกไปเรียนรู้และทดลองวิธีนั้นๆ นี่จึงเป็นที่มาของความหลากหลายทางความคิดของพวกเธอ เวลานั้นจึงเกิดสำนักที่มีวิธีการที่แตกต่างอย่างมากมาย บ้างก็ใช้การบูชาไฟ บ้างก็บูชายัญ บ้างก็ใช้วิธีขัดเกลากิเลส ด้วยการอดอาหาร อดนอน ทรมานร่างกาย นั่งในท่าที่ลำบากหรือสร้างความเจ็บปวดให้เกิดขึ้น ปลีกตัวเองไปอยู่ในถ้ำในป่าในเขา ฝึกเจริญจิตภาวนาด้วยความเพียรอย่างยิ่งยวด เวลานั้นสังคมของเธอจึงเรียกพราหมณ์ประเภทที่สองนี้ว่า ‘ดาบส’
นี่จึงเป็นวิธีที่พราหมณ์อาวุโสท่านนี้เลือก และตัดสินใจออกบวชในช่วงบั้นปลายของชีวิต ทั้งๆ ที่ในสายตาของคนทั่วไป พราหมณ์ผู้นี้ถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต มียศถาบรรดาศักดิ์ มีอำนาจวาสนาเป็นที่เคารพนับหน้าถือตา ได้ชื่อว่ามีความรู้เป็นถึงครูบาอาจารย์ในราชสำนัก มีชื่อเสียงเงินทองมากมาย หากต้องการอะไร ผู้คนก็พร้อมจะสรรหามาถวายให้ หากเป็นคนทั่วไปก็คงคิดว่าชีวิตแบบท่านนี้ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุดแล้ว ยังจะแสวงหาอะไรอีก” เขาอธิบาย
“หากพระอาจารย์ประสงค์จะออกบวช ข้าก็จะขอออกบวชด้วยเช่นกันขอรับ” เสียงของผมในร่างของพราหมณ์อชิตะพนมมือพูดกับพราหมณ์อาวุโส
“พวกเราก็จะขอออกบวชด้วยขอรับ” พราหมณ์อีก 15 คนที่เหลือพูดออกมาพร้อมๆ กัน
“ถ้าเป็นความประสงค์ของพวกเจ้าข้าก็ไม่ขัด พรุ่งนี้เราไปทูลกับพระองค์ด้วยกัน” ภาวรียพราหมณ์พูด
ค่ำวันนี้จึงเป็นวันที่คณะพราหมณ์ทั้งหมดเข้านอนกันดึกที่สุด เพราะหลังจากเสร็จสิ้นการสนทนากับท่านภาวรีย์แล้ว คณะพราหมณ์ที่เป็นกลุ่มย่อยต่างๆ ก็แยกย้ายกันไปประชุม เพื่อแจ้งข่าวนี้ให้ทุกคนได้รับทราบกันอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการปรึกษาหารือกันอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ เพราะนี่คือเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขา เนื่องจากหัวเรือใหญ่จะไม่อยู่แล้ว ใครจะรับหน้าที่นี้ต่อและใครจะเลื่อนมารับตำแหน่งนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบทางความรู้สึกมากที่สุดคือ เหล่าภรรยาและลูกของพราหมณ์ที่ตัดสินใจออกบวชตามภาวรีย์ ข่าวนี้เปรียบเสมือนเป็นสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางหัวใจ ซึ่งผลลัพธ์ย่อยออกมาในด้านไม่ดี เกิดเป็นความเศร้าโศกเสียใจ ตัดพ้อ ด่าทอ เครียดแค้น จนถึงขั้นสาปแช่งภาวรีย์ที่เป็นสาเหตุทำให้ครอบครัวของพวกเขาต้องผลัดพลากจากกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น เรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นการพูดคุยกันของเหล่าข้าทาสบริวารที่เป็นผู้รับใช้ในสำนักของภาวรียพราหมณ์ ทั้งพ่อครัวแม่ครัว คนทำความสะอาด คนทำสวน ต่างจับกลุ่มคุยกันอย่างตึงเครียด เพราะมันจะมีผลกระทบทางอ้อมต่อพวกเขาด้วย เขาเริ่มคาดการณ์ว่า ใครจะเป็นผู้ได้รับเลือกให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนพราหมณ์อาวุโส แล้วคนใหม่นี้จะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นคนที่เขาไม่ชอบจะเป็นอย่างไร เพราะดูเหมือนพราหมณ์ที่เป็นระดับหัวหน้าจะพากันออกบวชไปพร้อมกันหมด
วันนี้พราหมณ์ทุกคนมารวมตัวที่หอฉันอย่างพร้อมเพรียงกันตั้งแต่เช้าตรู่ หอฉันนี้มีลักษณะเป็นศาลาไม้ขนาดใหญ่ที่ยกพื้นขึ้นมาประมาณหนึ่งเมตร ตัวศาลาเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส แต่ละด้านกว้างราว 30 เมตร ภายในเปิดโล่ง ชั้นแรกมีระเบียงเตี้ยๆ สูงจากพื้นประมาณ 1 ฟุต ปูด้วยอิฐ ขอบด้านข้างโดยรอบยกเป็นที่นั่งเตี้ยๆ ทำจากไม้ สามารถเดินได้รอบ ก่อนที่จะขึ้นไปบนศาลา ด้านบนมีเสาจำนวนมากเรียงรายเป็นร้อยๆ ต้น แต่ละต้นมีขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งคนโอบ ลานด้านบนทำจากไม้กระดานแผ่นใหญ่ ขัดจนขึ้นเงา ลักษณะของหลังคาเป็นทรงสอบเข้าหาจุดศูนย์กลางเท่าๆ กัน มีทั้งหมด 3 ชั้นลดหลั่นกัน จนถึงชั้นสุดท้าย ซึ่งมีจั่วปลายแหลมประดับด้วยทองคำที่มุมทั้งสี่ด้าน และตลอดแนวของชายคามีการตกแต่งด้วยไม้แกะสลักปิดทอง ภายในศาลาถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน โดยมีทางเดินเข้าไปตรงกลางจากทั้งสี่ทิศ ตรงด้านในสุด ยกพื้นสูงขึ้นมาอีกช่วงหนึ่งประมาณ 1 ฟุต แยกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ด้านบนที่ยกพื้นขึ้นมานี้มีโต๊ะเล็กๆ คล้ายกับขันโตกทางล้านนาวางอยู่จำนวนห้าตัว แต่ละตัวมีภาชนะใส่อาหาร เป็นถ้วยมีฝาปิดไว้อย่างมิดชิด ผมและคณะพราหมณ์จำนวน 16 คน จึงแบ่งกันเป็นสี่กลุ่ม กลุ่มละสี่คน เดินไปนั่งประจำที่เหล่านั้น โดยยังเหลืออีกหนึ่งโต๊ะ ที่เป็นของท่านภาวรีย์ตั้งอยู่ตรงกลาง เมื่อมองไปโดยรอบทั้งสี่มุมของศาลา ก็มีพราหมณ์จำนวนมากนั่งประจำที่ และแบ่งเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละสี่คนเช่นกันแต่พวกเขาจะยังไม่มีอาหารมาวางไว้ให้เหมือนของผม จะต้องให้พราหมณ์หนึ่งในสี่ เดินลงไปที่โรงครัวเพื่อไปยกโต๊ะเล็กๆ ที่มีภาชนะบรรจุอาหารขึ้นมาเอง
พวกเรานั่งประจำที่สักครู่ก็มีเสียงระฆังดังขึ้น เมื่อสิ้นเสียงระฆังพราหมณ์ที่ทำหน้าที่ไปยกอาหาร ต่างกุลีกุจอมานั่งประจำที่ จากนั้นไม่นานท่านภาวรีย์ก็ปรากฎตัวมาจากทิศตะวันออก ขณะที่ท่านเดินมา ทุกคนต่างอยู่ในความเงียบสงบ เมื่อท่านนั่งประจำที่เรียบร้อย ท่านก็ประนมมือกล่าวบทสวดอะไรบางอย่างออกมา ทันทีที่ท่านกล่าวประโยคแรกจบ พราหมณ์ทุกคนที่อยู่ในศาลาก็เริ่มสวดมนต์นั้นต่อไปพร้อมกัน ประมาณ 2 นาที เมื่อสวดจบแล้วท่านพราหมณ์ภาวรีย์ก็บอกให้ทุกคนกินอาหารได้
บรรยากาศของการกินอาหารนี้ มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสำรวมอย่างยิ่ง ทุกคนกินอย่างระมัดระวัง ไม่มีเสียงดังเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย อาหารที่กินประกอบไปด้วยแกงประเภทต่างๆ มีผักสดที่ใช้กินกับน้ำพริก มีเนื้อย่างที่ปรุงด้วยเครื่องเทศหลายชนิด ต้องปั้นข้าวเป็นก้อนๆ ด้วยมือ ผมรู้สึกว่าวัฒนธรรมการกินนั้นเหมือนกับทางภาคเหนือและทางภาคอีสานของประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่จะกินข้าวเหนียวกัน
“ท่านโภเชครับ นี่เป็นวัฒนธรรมการกินแบบเดียวกับที่ภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศผมเลยนะครับ” ผมแสดงความเห็น
“ที่จริงเวลานั้นทั้งภูมิภาคของเธอก็มีวัฒนธรรมการกินลักษณะนี้เหมือนกันหมด พวกเธอกินข้าวที่ต้องปั้นเป็นก้อนๆ แบบนี้นับแสนๆปีมาแล้ว แต่ช่วงหลัง ประมาณสี่ห้าร้อยปีที่แล้ว พวกเธอได้ติดต่อค้าขายกับภูมิภาคอื่นมากขึ้น มีความสะดวกในการขนส่งสินค้าได้ง่ายขึ้น จึงมีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศชนิดหนึ่งมาทดลองกิน ช่วงแรกๆ ข้าวชนิดนี้ถูกนำไปบริโภคในวงจำกัดเฉพาะหมู่เจ้านายเท่านั้น เนื่องจากมีราคาแพง แต่ภายหลังมีการนิยมบริโภคมากขึ้น จึงได้นำเมล็ดไปเพาะปลูกกันเองสำหรับคนในวัง จึงเกิดเป็นนาที่ปลูกข้าวเฉพาะสำหรับเจ้านาย และเรียกพันธุ์ข้าวที่ปลูกนี้ว่าข้าวของเจ้าหรือ “ข้าวเจ้า”
หลังจากกินอาหารกันเสร็จแล้ว ก็มีคนมายกสำรับของกลุ่มผมและของท่านอาจารย์ไปเก็บ ส่วนของพราหมณ์คนอื่นๆ ที่เหลือก็มีอาสาสมัครหนึ่งในสี่ ยกลงไปเก็บที่โรงครัว บรรยากาศวันนี้ดูตึงเครียดและทุกคนมีสีหน้ากังวลใจ เราอยู่ในความเงียบกันสักพักใหญ่ ก่อนที่พราหมณ์อาวุโสจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
“วันนี้พวกเธอทั้ง 16 คนจงไปพบพระเจ้าปเสนทิโกศลพร้อมกับข้า” ท่านภาวรีย์พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ได้ขอรับท่านอาจารย์” ผมตอบรับในฐานะหัวหน้าพราหมณ์
จากนั้นท่านภาวรีย์ก็ลุกขึ้น แล้วเดินลงศาลาไปทางทิศที่เป็นประตูทางออกของสำนัก ผมและพราหมณ์อีก 15 คนก็ลุกขึ้นและเดินตามไปทันที ระหว่างที่เดินทางไปก็มีความเข้าใจบางอย่างเกิดขึ้นมา ซึ่งผมรู้ได้ทันทีว่า ความเข้าใจนั้นมาจากความรู้ของพราหมณ์อชิตะ นั่นคือผมเข้าใจวิถีปฏิบัติของเขา เพราะเขาคือตัวผมในอดีต และผมก็คือตัวเขาในอนาคต สิ่งที่รู้ขึ้นมาคือ ทุกวันจะต้องมีพราหมณ์จำนวน 8 ใน 16 คนจากกลุ่มของผม ไปประจำการอยู่ในวัง เพื่อเป็นที่ปรึกษาหากมีธุรกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ในวังต้องการ ก็สามารถให้คำปรึกษาได้ทันที พวกเราจะสลับสับเปลี่ยนกันอย่างนี้ทุกวัน หากวันนี้ผมเข้าไปพร้อมกับอีกเจ็ดคน พรุ่งนี้จะมีสองคนที่ไปวันนี้แล้วไม่ต้องไป เราจะสลับหมุนเวียนกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ดังนั้นในหนึ่งสัปดาห์ผมจะได้หยุดสามวัน แต่หากพระราชามีเรื่องสำคัญ พระองค์จะฝากสาส์นมาเชิญให้ภาวรียพราหมณ์เข้าเฝ้า ส่วนพราหมณ์ที่เหลือทั้งหมดในสำนักที่มีเป็นพันคน ก็มีภารกิจตามแต่ที่ชาวเมืองจะประสงค์ เช่นการประกอบพิธีกรรมต่างๆ พิธีฉลองบ้านใหม่ พิธีทำขวัญลูก ตั้งชื่อผูกดวงชะตา เป็นครูสอนวิชาต่างๆ ทำขวัญสัตว์เลี้ยงที่ใช้เป็นพาหนะพวกช้าง ม้า วัว ควาย เพื่อให้อาชีพของเขาเจริญรุ่งเรือง
หน้าที่ของพราหมณ์อีกหน้าที่หนึ่งคือการประกอบพิธีศพ เมื่อมีคนตาย ศพจะถูกเก็บไว้ที่บ้านของตนเองเพื่อประกอบพิธี โดยในแต่ละวันพราหมณ์จะได้รับเชิญไปสวดส่งดวงวิญญาณผู้ตาย พิธีกรรมนี้จะมีทุกวันนับตั้งแต่วันที่เขาตาย จนถึงวันสุดท้ายพราหมณ์จะทำหน้าที่อัญเชิญดวงวิญญาณของคนตายไปสู่สุคติด้วยการสวดมนต์ ซึ่งเป็นบทสวดส่งดวงวิญญาณโดยเฉพาะ และจะนำศพไปประกอบพิธีเผา ณ สถานที่ที่จัดไว้ เรียกว่า ‘เมรุสถาน’ ที่นั่นจะมีศาลาขนาดใหญ่เพื่อรับรองแขกและมีแท่นยกพื้นสูงขึ้นมาเพื่อวางศพ ด้านล่างของแท่นนี้จะมีช่องใส่ฟืน ถ้าเป็นที่เมืองนี้หรือเมืองที่อยู่ทางเหนือ ที่แวดล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้ สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่จะใช้ไม้เป็นหลัก แต่ถ้าเป็นเมืองที่อยู่ทางใต้ ที่เป็นที่ราบส่วนใหญ่สิ่งปลูกสร้างเกี่ยวกับพิธีกรรมเหล่านี้จะสร้างด้วยหิน