๕๙.
พระปฐมเจดีย์
“ท่านโภเชครับ มีเหตุการณ์สำคัญๆ อะไรเกิดขึ้นระหว่างทางอีกไหมครับ” ผมถาม
“มีแน่นอน การเดินทางรอนแรมของนักบวชชุดเหลืองพร้อมผู้ติดตามที่เป็นระดับเจ้าเมืองอย่างนี้ ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน โดยเฉพาะกรณีที่พระพุทธเจ้ากับพระยาอโศกได้เดินทางไปทำสัญลักษณ์ เพื่อพุทธศาสนาจะได้ไปลงหลักปักฐาน ในดินแดนชาติพันธุ์แถบไทลื้อ ไทใหญ่ ล้านนา และล้านช้างในอนาคต ทุกที่ ที่พระพุทธเจ้าได้ไปฝังพระเกศาธาตุลงในแผ่นดินนั้นๆ ภายหลังก็กลายเป็นตำแหน่งที่ตั้งของวัดที่บรรจุพระสารีริกธาตุทั้งหมด การเดินทางในช่วงครึ่งแรกนี้ พระยาอโศกได้สร้างเสาหินไปกว่าร้อยแห่ง และเกือบทั้งหมดเป็นดินแดนอันไกลโพ้น โดยเริ่มต้นจาก อาณาจักรปัญจนครที่บอกเธอไปแล้ว ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆตั้งแต่เชียงคำเหนือ เชียงคำใต้ เชียงม่วน เชียงราย เชียงแสน อาณาจักรล้านช้าง ไปจนถึงสิบสองปันนา และวกไปทางตะวันตกหรือทางตอนเหนือของประเทศพม่าในปัจจุบันทั้งหมด มัณฑาเลย์ เนปิดอว์ โมนยวา มะทิลา ตองกะละ พุกาม ตองยี วกกลับมาที่ เชียงตุง เชียงรุ้ง เวียงแหง แม่ฮ่องสอน เชียงดาว เชียงใหม่ ซึ่งเวลานั้นเชียงใหม่ยังไม่ได้เป็นเมือง ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี กำแพงแสน จนมาพักครึ่งทางใหญ่ ที่เมืองโกสินารายณ์ซึ่งเป็นเมืองของพระยาอโศกเอง อยู่ในเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดกาญจนบุรีกับนครปฐมในปัจจุบัน” ท่านโภเชอธิบาย
“โอ้โฮ !…พระพุทธเจ้าเดินทางทรหดมากเลยนะครับ ซึ่งก็รวมถึงกองคาราวานของอชิตดาบสด้วย แต่ เอ๊ะ!…เมืองโกสินารายณ์นี่คือเมืองกุสินาราที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ใช่”
“แล้วทำไมมันอยู่แค่จังหวัดนครปฐมนี่เองล่ะครับ” ผมแสดงความเห็นพร้อมกับตั้งคำถาม
“ก็ฉันบอกเธอไปแล้วไงว่าเรื่องราวประวัติทั้งหมดของพุทธศาสนานั้นล้วนเกิดขึ้นในประเทศของเธอ และประเทศใกล้เคียงนี้ทั้งสิ้น” ท่านโภเชตอบ
“ว้าว!…ผมขอรับรู้เรื่องราวตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานนี้ได้ไหมครับ แล้วตัวอชิตะได้ร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้นไหมครับ” ผมถาม
“เธอไม่ได้อยู่ด้วย เพราะตอนนั้นเธอได้เลือกไปประจำการอยู่ที่เมืองๆ หนึ่งในแถบล้านนา ใกล้เมืองหริภุญชัย เมืองนั้นปัจจุบันจะรู้จักกันในชื่อว่า ‘เวียงท่ากาน’ แต่ในสมัยนั้นมีชื่อว่าเมืองเชียงคาหรือเมืองเสี้ยว ตั้งอยู่ในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ แต่หลังจากที่เธอรู้ข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าแล้ว เธอก็รีบเดินทางมายังเมืองโกสินารายณ์ทันที แต่เธอมาถึงในช่วงของการแบ่งพระธาตุของพระพุทธเจ้าให้กับแคว้นต่างๆ พอดี เธอจึงมีส่วนในการก่อสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้าเป็นองค์แรกร่วมกับพราหมณ์คนหนึ่ง” เขาตอบ
“เจดีย์องค์แรกหรือครับ อยู่ที่ไหนครับ” ผมถาม
“เป็นเจดีย์องค์แรกที่บรรจุพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าอย่างเป็นทางการ จึงถือเอาช่วงเวลานั้นเป็นการเริ่มต้นพุทธศักราชที่หนึ่งไปในตัว เจดีย์นั้นก็คือพระปฐมเจดีย์” เขาตอบ
“จริงหรือครับ นี่คือที่มาของพระปฐมเจดีย์หรือครับ…เรื่องราวมันเป็นอย่างไรท่านสามารถเล่ารายละเอียดให้ฟังได้ไหมครับ” ผมถาม
“ได้สิ.. ในช่วงสุดท้ายของชีวิต พระพุทธเจ้าได้ตั้งใจจะไปละสังขารที่เมืองโกสินารายณ์ เนื่องจากเป็นเมืองของพระยาอโศกซึ่งเคยเป็นเหมือนสหายธรรมเก่าที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมเดินทางไปวางรากฐานศาสนาของพระพุทธเจ้าในดินแดนต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคมาแล้วกว่ายี่สิบปี และพระองค์ก็รู้ล่วงหน้าด้วยว่าจะเกิดปัญหาการครอบครองพระธาตุ หากพระองค์ไปปรินิพพานที่เมืองอื่น พระยาอโศกอาจจะได้รับส่วนแบ่งพระธาตุเพียงน้อยนิด หรืออาจจะไม่ได้เลย เพราะเมืองของพระยาอโศกในเวลานั้นเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่อยู่ชายแดน พระองค์ต้องการให้พระยาอโศกเป็นผู้ครอบครองพระธาตุทั้งหมด เพื่อจะได้นำไปบรรจุไว้ตามจุดต่างๆ ที่พระองค์เคยอธิษฐานร่วมกัน ซึ่งเวลานั้นพระพุทธเจ้าได้ส่งสาวกไปประจำการ และเผยแผ่แนวทางของพุทธศาสนาตามจุดต่างๆ ที่เคยทำไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว”
“ในบ่ายวันหนึ่งกลางเดือนพฤษภาคมก่อนพุทธศักราชประมาณ 1 ปี หลังจากที่พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ผู้ติดตามกว่ายี่สิบคน โดยมีพระอานนท์ที่เป็นเหมือนพระเลขาฯ ส่วนตัว ได้เดินทางมาจากเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าเมืองปาวา ตำแหน่งปัจจุบันของเมืองนี้คือเมืองกำแพงแสน พระองค์เดินทางมาถึงป่ารังก่อนจะเข้าเขตเมืองโกสินารายณ์เพียง 11 กิโลเมตร ด้วยความอ่อนเพลียทั้งจากการเดินทางและจากอาการป่วยเนื่องจากฉันอาหารที่เป็นพิษ ซึ่งชาวบ้านคนหนึ่งในเมืองปาวา จัดถวายที่บ้านตนเองในตอนเช้า
พระองค์จึงสั่งให้หยุดพักเนื่องจากอาการกำเริบหนัก ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ สถานที่แห่งนั้นมีแท่นหินขนาดใหญ่มีลักษณะราบและลาดเอียงเล็กน้อย เหมาะสำหรับใช้เป็นที่นอนพัก พระพุทธเจ้าจึงบอกให้ผู้ติดตามปูผ้าบนหินก้อนนั้นแล้วล้มตัวลงนอน และในคืนวันนั้นเอง พระพุทธเจ้าก็เสด็จดับขันธปรินิพพานอย่างสงบในเวลาราวเที่ยงคืน ปัจจุบันเราจะรู้จักสถานที่แห่งนั้นในชื่อว่า พระแท่นดงรัง”
“พระแท่นดงรัง…!!” ผมอุทานด้วยความแปลกใจ เพราะเคยได้ยินชื่อสถานที่แห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร
“ท่านครับ นี่คือหนึ่งในสังเวชนียสถานที่สำคัญของชาวพุทธเลยนะครับ ผมคิดว่า เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องราวที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ใหญ่โตแน่นอนหากถูกเผยแพร่ เพราะมันต่างจากความรู้และความเชื่อของชาวพุทธทั่วไป” ผมแสดงความเห็น
“ฉันไม่สนใจหรอกว่าใครจะพูด จะว่าอะไร หรือจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องราวนี้อย่างไร เพราะมันไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันแค่ทำหน้าที่บอกเล่าความจริงตามที่เธอต้องรู้เท่านั้น” ท่านโภเชพูด
“ท่านคงไม่บังคับให้ผมนำเรื่องพวกนี้ไปเปิดเผยใช่ไหมครับ” ผมพูด
“มันเป็นสิทธิ์ของเธอ เธอจะพูดหรือไม่มันก็เป็นเรื่องของเธอ แต่ที่แน่ๆ ฉันรู้ว่านี่คือภารกิจของเธอ” เขาพูดแบบมีความหมายแอบแฝง
“ท่านรู้ไหม คำพูดของท่านกำลังทำให้ผมรู้สึกกลัวนะครับ” ผมแสดงความรู้สึก
“ฉันรู้ว่าเธอและตัวตนที่แท้จริงของเธอ จะร่วมมือกันสื่อสารเรื่องนี้อย่างชาญฉลาด เพราะเขามาเพื่อที่จะพูดเรื่องนี้โดยเฉพาะ” ท่านโภเชพูด
“ท่านหมายถึงใครนะครับ ผมเริ่มงงแล้ว” ผมถาม
“ฉันหมายถึงจิตวิญญาณที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ” เขาตอบ
“อือ..ช่างเถอะครับ ท่านไม่ต้องอธิบายแล้วก็ได้ ที่ผมสนใจคือต่อจากนี้มันจะมีเรื่องราวอะไรให้ประหลาดใจอีกหรือเปล่า ท่านช่วยเล่าต่อได้ไหมครับ” ผมเสนอ