๑๓.
ข้อจำกัดในการสื่อสาร
“เมื่อเธอมีอำนาจทางจิต มีอิสระที่จะไปที่ไหนก็ได้ เธอก็สามารถไปสู่โลกที่มีค่าพลังงาน 12 ได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะมีค่าพลังงานแค่ 6 ติดตัวไปก็ตาม แต่ด้วยค่าพลังงานของพื้นที่ที่เอื้ออำนวย เขาก็จะถูกเติมเต็มในภายหลัง ค่าพลังงาน 6 จะมีปัจจัยที่พร้อมสำหรับค่าทางพลังงาน 12 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสามารถที่เพิ่มขึ้น เช่นสามารถสื่อสารกันด้วยจิต และจะมีทักษะอื่นๆอีกมากมายที่เกิดจากปัจจัยนี้ ที่จริงมันยังมีคุณสมบัติอีกชุดหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เธอเข้าสู่ระดับ 6 ได้แล้ว นั่นคือค่าพลังงาน 7, 8, และ 9 ซึ่งหมายความว่า เธอจะสามารถเข้าใจเรื่องราวของตนเองทั้งหมด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เธอเกิดมากี่ภพชาติ ทำอะไรไว้บ้าง ใครบ้างที่เป็นสายสัมพันธ์ของเธอ ซึ่งเมื่อเธอรู้อย่างนั้นแล้ว ก็จะเกิดความห่วงใยต่อทุกๆ ดวงจิตที่ยังตกค้างอยู่บนโลก เพราะเธอจะรู้ว่า แท้ที่จริงดวงจิตทุกดวงล้วนเป็นสายสัมพันธ์เดียวกัน มีพ่อแม่คนเดียวกัน หลายคนเมื่อตายแล้วจึงเลือกที่จะไม่ไปไหน แต่จะกลับไปเกิดบนโลกเหมือนเดิมด้วยความห่วงใยพี่น้องของเขา ดวงจิตกลุ่มนี้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ แต่ในวัฒนธรรมของเธอจะเรียกว่า โพธิสัตว์ คือหมายถึงกลุ่มดวงจิตที่สามารถรู้แล้วหรือพ้นแล้ว แต่ยอมสละตนเองเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ บางดวงจิตถึงกับตั้งปณิธานว่า พวกเขาจะเป็นดวงจิตดวงสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไป” เขาตอบ
“แต่เมื่อดวงจิตเหล่านั้นกลับมาเกิดใหม่ในโลกที่มีค่าพลังไม่เกิน 3 เขาจึงกลับมาสู่ข้อจำกัดที่ทำให้ไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่นับจากนี้จะไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว โลกของเธอจะมีค่าพลังงานที่เอื้ออำนวย และความลับหลายอย่างจะถูกเปิดเผย โดยเฉพาะเรื่องของทักษะการเข้าถึงองค์ความรู้จากจักรวาล พวกเธอจะทำได้ง่ายมากกว่าเดิม แต่เธอก็ยังมีข้อจำกัดทางกายภาพของเธออยู่ดี นั่นคือการนำความรู้ที่ได้มานั้นไปสื่อสารกับผู้อื่น และข้อจำกัดในการสื่อสารกับพระเจ้า เหมือนที่ฉันกำลังสื่อสารกับเธออยู่นี้ นี่ถ้าเป็นที่ดาวทีงร่าฉันแค่กำหนดจะให้เธอรู้เรื่องอะไรเธอก็สามารถรู้ตามที่ฉันรู้ทั้งหมดได้ทันที ไม่ต้องมานั่งอธิบายแบบนี้”
“ท่านครับ…เรื่องข้อจำกัดในการสื่อสารกับผู้อื่นนั้นผมพอจะเข้าใจอยู่ครับว่าเป็นอย่างไร แต่ข้อจำกัดในการสื่อสารกับพระเจ้าที่ท่านพูดเมื่อกี้นี้ ท่านหมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถาม
“ฉันจะอธิบายอย่างนี้แล้วกัน สมมติว่าตอนนี้เธอคือเด็กน้อยคนหนึ่งที่ยังไม่ประสีประสา เธอเพิ่งจะเริ่มสื่อสารกับพ่อแม่ของเธอได้ เธอสามารถบอกความต้องการได้ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพ่อแม่ของเธอได้ แต่สมมติว่าพ่อแม่ของเธอเป็นนักฟิสิกส์ นักเคมีที่เก่งที่สุดในโลก พ่อแม่ของเธอเขามีสูตรลับที่เขาไม่เคยบอกใคร เขาต้องการเก็บไว้บอกกับลูกของเขาคนเดียว ซึ่งถ้าหากพ่อแม่ของเธอต้องการจะถ่ายทอดสูตรนี้ให้กับเธอ อยู่ดีๆ พวกเขาคงจะไม่เล่าทุกอย่างให้เธอฟังในตอนนี้หรอก เพราะเขารู้ดีว่าเธอยังเป็นแค่เด็กน้อย พูดอย่างไรเธอก็ไม่เข้าใจ สิ่งที่เขาต้องทำอันดับแรกคือสอนเรื่องสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ต่างๆ ให้เธอรู้ก่อนว่า เครื่องหมายนี้เรียกว่าอะไร มันแทนค่าอะไร และเมื่อนำสัญลักษณ์พวกนี้มาบวกลบคูณหารกับอีกสัญลักษณ์หนึ่งจะได้ค่าอะไร
ดังนั้น ความรู้เบื้องต้นที่เธอต้องเรียนรู้มันจึงไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง แต่มันเป็นเพียงแค่ความรู้เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่เข้าใจตรงกันเท่านั้น และนี่คือคำตอบที่ว่า พวกเธอยังมีข้อจำกัดในการสื่อสารกับพระเจ้า เพราะพวกเธอไม่ได้มีทักษะครบทุกด้าน เธอจะมีกันคนละด้านสองด้านเท่านั้น หากเธอเป็นนักดนตรี เธอก็จะรู้แค่ทักษะด้านดนตรี เธอจะรู้แค่ว่า สัญลักษณ์นี้แทนค่าด้วยเสียงอะไร เธอจะรู้แค่ เมื่อนำมันไปประสานกับอีกเสียงหนึ่งแล้วมันจะได้ท่วงทำนองอย่างไร เธอจะไม่มีทางได้รับหน้าที่เปิดเผยเรื่องสูตรฟิสิกส์เคมีต่างๆ อย่างเด็ดขาด ต่อให้เธอมีโอกาสรับรู้มันมาจากพระเจ้า เธอก็ไม่มีความสามารถที่จะถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจ เพราะแม้แต่เธอเองก็ยังไม่เข้าใจ
ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งคือทักษะ ‘การเรียบเรียงออกมาเป็นรูปธรรม’ ถึงแม้ว่าเธอจะมีความสามารถดึงเอาองค์ความรู้ใหม่ๆ มาจากจักรวาลได้ แต่ปัญหาถัดมาคือความสามารถในการเรียบเรียงให้ปรากฏออกมาจนเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้ มีผู้คนมากมายบนโลกที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้สากล แต่ติดปัญหาเรื่องการเรียบเรียง ความรู้ต่างๆ มันจึงวนเวียนอยู่ในหัวของคนเหล่านั้น หากไม่รู้จักการเรียบเรียงให้ออกมาเป็นรูปธรรม
สภาวะเช่นนี้เขาจะถูกมองว่าวิกลจริต เพราะเขาอาจจะไม่รู้กาลเทศะ ไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรพูดกับใคร สิ่งไหนควรจะสื่อสารด้วยกรรมวิธีแบบไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่สามารถลงมือปฏิบัติเพื่อที่จะพิสูจน์ว่า สิ่งที่เป็นความรู้ใหม่ของเขานั้น สามารถเป็นจริงได้ คนเหล่านั้นมักจะพรั่งพรูความรู้ออกมาโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ ไม่รู้จุดเริ่มต้น ไม่รู้ขั้นตอนที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจ จนดูสับสน ข้อจำกัดนี้พวกเราเรียกว่าข้อจำกัดทางเวลา เพราะเวลาและสมองของพวกเธอจะสามารถรับรู้อะไรได้แบบเป็นเส้นตรง จะต้องมีการเรียงลำดับจาก 1 ไป 2 ไป 3 เท่านั้น เธอจึงไม่เข้าใจระบบเวลาที่เป็นหนึ่งอย่างที่พวกเราเข้าใจ”
“ท่านครับ… ผมเคยได้ยินบ่อยมากเกี่ยวกับเจ้าเวลาที่เป็น ‘หนึ่ง’ นี่ แต่ผมก็ไม่เคยเข้าใจมันสักที ท่านช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับ” ผมถามแทรก
“ที่ฉันพูดว่าเวลาที่เป็นหนึ่งนั้น ที่จริงมันก็ยังไม่ใช่คำที่ฉันพอใจนัก เอาอย่างนี้นะ สมมุติว่ามีแท็งก์บรรจุน้ำขนาดใหญ่มากหนึ่งใบ ในนั้นบรรจุน้ำอยู่เต็ม และที่ก้นแท็งก์ก็มีก๊อกเล็กๆ เพื่อไขเอาน้ำในนั้นออกมาใช้งาน เวลาที่เธอเปิดก๊อก น้ำทั้งหมดที่อยู่ในแท็งก์มันสามารถไหลออกมาพร้อมกันจนหมดภายในเสี้ยววินาทีไหม…” เขากึ่งถามกึ่งอธิบาย
“ไม่ครับ” ผมตอบเบาๆ
“เพราะอะไรมันถึงไหลออกมาไม่หมดแท็งก์ทันที” เขาถามต่อ
“เพราะรูก๊อกมันเล็ก น้ำมันจึงค่อยๆ ไหลออกมาครับ” ผมตอบ
“นี่คือสิ่งที่อธิบายรูปแบบเวลาที่อยู่บนโลกของเธอ ต่อให้เธอใจร้อน เธอต้องการน้ำจำนวนมากๆ ต่อให้เธอเอาถังใบใหญ่ขนาดไหนมารอง น้ำก็ไหลออกมาให้เธอทีละน้อย เธอก็ต้องรอจนกว่าจะได้น้ำตามที่เธอต้องการ เธอไม่มีทางที่จะเอามันไปใช้ได้ทีเดียวทั้งหมดหรือจำนวนมากเท่าที่เธอต้องการได้โดยไม่ต้องรอเลย ทุกคนบนโลกของเธอกำลังอยู่ในข้อจำกัดของเวลาเช่นนี้เหมือนกันหมด” เขาผู้อธิบาย
“แต่สำหรับรูปธรรมทางพลังงานหรือมนุษย์กายภาพ ที่ผ่านการยกระดับจิตสำนึกจนเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของพระเจ้าหรือที่เรียกว่าลำดับที่ 12 แล้ว เขาจะไม่เป็นแบบนั้น หากเปรียบเทียบความรู้ในจักรวาลเป็นเหมือนน้ำที่อยู่ในแท็งก์ เพราะฉันคือความรู้นั้นอยู่แล้ว เพราะฉันเป็นแท็งก์น้ำนั้นอยู่แล้ว ฉันจึงไม่จำเป็นต้องเอามันออกมา หากพวกเราต้องการความรู้ด้านไหนเราก็ใช้ความรู้ที่สมบูรณ์แบบสูงสุดได้เลย ไม่ต้องผ่านการเรียบเรียงจาก 1 เป็น 2 เป็น 3 เหมือนที่พวกเธอทำกัน”
“อะไรคือความรู้ที่สมบูรณ์แบบสูงสุดครับ” ผมถาม
“ยกตัวอย่างความรู้ในเรื่องการบิน มนุษย์อาจจะคิดว่าตอนนี้เขาสามารถประดิษฐ์ยานที่บินออกไปนอกโลกได้ สามารถบินไปดาวดวงอื่นได้คือความสมบูรณ์แบบสูงสุดแล้ว แต่ที่จริงมันยังไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบในสายตาของฉันหรือสายตาของพระเจ้า เพราะเธอยังใช้หลักการคิดแบบมีข้อจำกัดอยู่ เช่นยังต้องพึ่งเชื้อเพลิงที่มันหมดได้ ถ้าเธอต้องเดินทางไปในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล เธอจะไม่สามารถขนเชื้อเพลิงจำนวนมากไปได้หรอก หรือเธอจะไปหาที่เติมในอวกาศก็ไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเธอยังใช้หลักคิดแบบเอาชนะข้อจำกัด ซึ่งแท้ที่จริงเธอไม่มีวันเอาชนะมันได้ แทนที่จะใช้หลักคิดที่สอดคล้องและเป็นหนึ่งเดียวกับข้อจำกัด ถ้าเธอเข้าใจข้อจำกัดว่ามันคืออะไรเธอก็แค่ใช้มันให้เป็นประโยชน์ ดังนั้นในสายตาของฉันประดิษฐกรรมด้านการบินของพวกเธอยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบมาก” เขาตอบ
“ความสมบูรณ์แบบอยู่ตรงไหนครับ” ผมถามต่อ
“เอาง่ายๆ เลยนะ ในสายตาของฉัน ประดิษฐกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวกับยานพาหนะที่ฉันคิดว่าสมบูรณ์แบบที่สุด…เธอลองเดาสิคืออะไร” เขาถามแบบไม่ทันตั้งตัว
“เออ… พอท่านอธิบายหลักการมาอย่างนี้ผมเลยคิดไม่ออกเลยว่า มนุษย์จะมียานพาหนะไหนสมบูรณ์แบบที่สุดครับ” ผมตอบ
“มีสิ จักรยานที่พวกเธอใช้กันอยู่นั่นไง ในสายตาของฉันมันคือยานพาหนะที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้วในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ” เขาตอบ
“จักรยาน เนี่ยนะ…” ผมแสดงความแปลกใจ
“ใช่… ที่ฉันเห็นนะ มนุษย์พัฒนาจักรยานได้ถึงจุดที่สมบูรณ์แบบแล้ว ความสมบูรณ์ประการแรกคือเธอพัฒนามันได้เร็วที่สุดในความเป็นจักรยานแล้ว เพราะถ้าเธอใช้พลังงานอย่างอื่นที่นอกเหนือจากแรงกายของมนุษย์ มันจะไม่ใช่จักรยานอีกต่อไป ความสมบูรณ์แบบประการที่สองคือ เธอไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงระหว่างการเดินทาง เธอสามารถไปได้ทั่วโลกตราบใดที่เจ้าของยังมีแรง ในทางกลับกัน ยิ่งใช้งานยิ่งทำให้ต้นกำเนิดพลังงานมีสมรรถนะมากขึ้นๆ ประการที่สาม ยานพาหนะนี้มีผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ น้อยที่สุด เพราะมันไม่ต้องใช้พลังงานที่เกิดจากการเผาไหม้จนเกิดเป็นมลภาวะ ไม่ทำให้เกิดฝุ่นละอองที่เป็นมลพิษ ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินหากเกิดอุบัติเหตุ นอกจากเขาจะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์” เขาตอบ
“ผิดวัตถุประสงค์อย่างไรหรือครับ” ผมถามอีก
“ก็เธอประดิษฐ์จักรยานมาไว้เพื่อเดินทาง แต่ถ้าเอามาใช้เพื่อการอื่นเช่นการแข่งขัน อัตราความเร็วอาจจะเกินความพอดี ซึ่งความเร็วขนาดนั้นก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตได้” เขาตอบ
“เอาล่ะ… ก่อนที่จะนอกเรื่องไปไกล…ฉันขอสรุปสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องทำคือ นอกจากจะเป็นความรักระดับสูงสุดแบบเดียวกับพระเจ้าแล้ว นอกจากจะสามารถค้นหาอัตลักษณ์ ที่เป็นความหมายที่เธอเคยตั้งใจจะมาทำแล้ว และนอกจากต้องมีทักษะการเข้าใจความรู้จากต้นกำเนิดหรือจากแหล่งความรู้ที่เป็นสากลแล้ว เธอยังต้องมีความสามารถในการ ‘เรียบเรียงให้ออกมาเป็นรูปธรรม’ โดยพิจารณาจากสถานการณ์ ว่าจะพูดหรือยังไม่พูด จะทำหรือยังไม่ทำ หากยังไม่เหมาะสม ทั้งต่อเพศและวัย ทั้งต่อสถานการณ์และเวลา และทั้งต่อวุฒิภาวะหรือค่าทางพลังงานที่คนคนนั้นจะรับได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เธอต้องมีทักษะ หากเธอต้องการจะสื่อสารกับคนทั่วๆ ไปหรือกับคนที่ยังอยู่ในค่าพลังงานที่ 3 ซึ่งเธอรู้ดีว่า พวกเขาคือประชากรส่วนใหญ่ของโลก เธอจำเป็นต้องลดทอนบางสิ่งบางอย่างให้เหมาะสมกับความสามารถของพวกเขา มิเช่นนั้นเธอเองนั่นแหละที่จะถูกพวกเขาล่วงเกินโดยไม่ใช่ความผิดของเขา”
“ฟังดูยากจังเลยนะครับ” ผมพูดแทรก
“ฉันรู้ว่ามันอาจจะยากสำหรับเธอ แต่เธอรู้ไหมว่าความรู้สึก ‘ยาก’ นั้นมาจากที่เธอยังไม่เคยรู้และยังไม่เคยทำ หากเธอเห็นคนที่ทำอะไรสักอย่างเก่งมากๆ วินาทีแรกที่เธอรู้สึกคือ ถ้าจะทำให้ได้แบบเขามันคงจะยากน่าดู เพราะเวลานั้นเธอยังไม่เคยลองทำ และก็ยังไม่เคยให้เวลากับมันอย่างจริงจัง แต่ถ้าเธอเข้าไปเรียนรู้และทดลองทำซ้ำๆ จนมีทักษะ วันหนึ่งที่เธอทำได้แล้วสิ่งนั้นก็จะไม่ยากสำหรับเธออีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนโลกหรือแม้แต่ทั่วทั้งจักรวาล ไม่มีสิ่งไหนที่มนุษย์ทำไม่ได้” เขาเสนอแนะเพิ่มเติม
“ตอนนี้ก็มาถึงเรื่องที่ฉันจะต้องตอบคำถามของเธอเสียที” เขาพูด
“ได้เลยครับ ว่าแต่เรื่องอะไรหรือครับ” ผมถามทวน