๕๔.
คุณสมบัติของการเป็น
“เอาละ…เดี๋ยวรายละเอียดต่างๆ เธอจะได้รู้ได้เห็นอย่างชัดเจนผ่านการเดินทางของเธอ แต่ตอนนี้ฉันขอย้ำถึงใจความสำคัญ ในเรื่องที่เรากำลังคุยกันก่อนหน้านี้เสียก่อน เพราะมันเปรียบเสมือนเป็นสภาวะที่ถูกมองข้ามมากว่าสองพันปีแล้ว” เขาพูด
“เรื่องอะไรหรือครับ”
“ก็เรื่องสภาวะที่พระพุทธเจ้าค้นพบการ “เป็น” พุทธะที่อยู่ในตนเองนะสิ ซึ่งตรงนี้เป็นกระบวนการที่ลัดสั้น ตัดตรงมากที่สุด และกระบวนการนี้เองที่ทำให้เกิดพระอริยสงฆ์ หรือพระอรหันต์ได้เป็นแสนๆคนในช่วงชีวิตของเขา บางคนสามารถเข้าใจได้เลยจากการฟังพระพุทธเจ้าพูดเพียงแค่ครั้งเดียว” เขาเสนอ
“ดีครับๆ ” ผมตอบ
“สรุปเมื่อพระพุทธเจ้า ตระหนักรู้ถึงการ “เป็น” พุทธะได้อย่างสมบูรณ์แล้ว สภาวะที่เกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นอัตโนมัติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการไต่ลำดับขั้นเหมือนกับกระบวนการ “เรียนรู้” ทั่วๆ ไป คือ
1.) เขาจะเป็นเนื้อเดียวกับความรักความเมตตาได้ทันที เพราะตัวจิตพุทธะหรือจิตพระเจ้านั้นมีสภาวะการ ‘เป็น’ ความรักความเมตตาอยู่แล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องพยายามที่จะ ‘มี’ ความรัก เพราะเขาได้ ‘เป็น’ ความรักไปแล้ว สิ่งนี้จะเกิดขึ้นนับตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาตัดสินใจ ‘เป็น’ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ไม่ว่าเขาจะคิด พูดหรือทำสิ่งใด มันจะประกอบไปด้วยความรัก ความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีสิ่งใดแอบแฝง
2.) เขาจะเป็นความอิสระ ความอิสระตรงนี้หมายถึงความกล้าหาญ ที่เขาจะไม่ยอมพึ่งพาใครอีกต่อไป เขาจะไม่สะทกสะท้านต่อความเชื่อใดๆ ถ้าหากความเชื่อนั้นทำให้เขาต้องพึ่งพา เขาจะปฏิเสธสิ่งนั้นเพราะเขารู้ว่าเขา ‘เป็น’ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว มันจึงไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าสิ่งที่เขาเป็นอีกแล้ว
3.) เขาจะอยู่เหนือกาลเวลา สิ่งนี้หมายถึงเมื่อเขารู้ว่าตนเอง ‘เป็น’ พุทธะแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องรอสภาวะหนึ่งสภาวะใด หรือใช้กรรมวิธีหนึ่งกรรมวิธีใดเพื่อที่จะนำพาให้เขาเข้าไปสู่สภาวะนั้นอีก เพราะเขา ‘เป็น’ สิ่งนั้นอยู่แล้ว
4.) เขาจะมีความเป็นหนึ่งเดียว ความเป็นหนึ่งเดียวนี้หมายถึงเพราะเขารู้ว่าเขา ‘เป็น’ พุทธะ และเขาก็รู้ว่าทุกๆ คนบนโลกก็เป็นพุทธะเช่นเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถแบ่งแยกใครออกจากใคร ไม่สามารถแสดงออกว่าตนเองสูงกว่าใคร ขณะเดียวกันเขาก็ไม่สามารถจะแสดงออกว่าตนเองด้อยกว่าใคร
5.) เขาจะประจักษ์รู้ด้วยตนเอง คำว่าประจักษ์รู้ตรงนี้ มันจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างการรู้แบบได้ยินได้ฟังมา เปรียบเสมือนการรู้ในภาคทฤษฎีกับการรู้ในภาคปฏิบัติ หรือการลงมือทำ และเมื่อเขารู้ตรงนี้แล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องสอนความรู้ให้กับใคร เพราะเขาได้ประจักษ์แล้วว่า ความรู้ไม่ได้ทำให้คนประจักษ์ แต่สิ่งที่เขาสมควรจะสอนคือ วิธีการทำให้คนสามารถประจักษ์รู้ได้ด้วยตัวเอง
6.) เขาจะเตือนตนได้อย่างเป็นธรรมชาติ หมายถึงเมื่อเขามีสภาวะการเป็นพุทธะแล้ว สภาวะนั้นจะย้ำเตือนให้เขาใช้ชีวิตร่วมกับจิตสำนึก ร่วมกับความรู้สึก นึก คิด ใช้ชีวิตอยู่บนโลกกายภาพ ได้อย่างสมบูรณ์ ปรากฏการณ์ที่แสดงออกมาคือ เขาจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีงาม เขาจะมีแต่ความสงบสุขที่เกิดจากภายใน เขาจะมีแต่ความเบิกบาน และเขาจะมั่นคงอยู่กับสภาวะนี้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับใดๆ ”
“ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของผู้คนส่วนใหญ่คือ พวกเขามักจะอ่อนไหวไม่มั่นคงต่อแนวทางนี้ โดยมีสาเหตุมาจากพื้นฐานความอ่อนแอและความกลัวข้างต้น ถึงแม้ว่าเขาจะรู้แล้วว่าต้องพึ่งพาตนเอง แต่เขาก็มักจะไม่หนักแน่น และมักจะหลุดจากการพึ่งพาตนเองได้ง่าย เมื่อถูกชักจูงด้วยความกลัวต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในสังคม
ดังนั้นคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งที่ทุกคนต้องมี ฉันขอนิยามรวม ๆ ว่า ความไม่ลังเล, ความเชื่อมั่น, ความมุ่งมั่นหรือ ‘ความกล้าหาญ’ ที่จะดำเนินแนวทางพึ่งพาตนเองนี้อย่างแน่วแน่ ถึงแม้ว่าระหว่างทางอาจจะมีความผิดพลาดไปบ้าง ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่ทั้งหมดมันคือทักษะที่จะทำให้เขาก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด ไม่มีกรรมวิธีใดจะสำคัญไปกว่าการ ‘พึ่งพาตัวเอง’ อีกแล้ว เพียงแต่จะต้องมุ่งมั่นและทำอย่างต่อเนื่องเท่านั้น” เขาอธิบาย
“เอาละ การเดินทางนับจากนี้ของพระพุทธเจ้า ที่เป็นเหมือนการสมรู้ร่วมคิดกับเธอจึงได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเวลานั้นแนวคิดเรื่องการเป็นพุทธะยังไม่มีความเป็นศาสนา เป็นเพียงหลักการที่ทำให้ผู้คนเป็นอิสระจากความกลัว การเป็นพุทธะ เพิ่งจะเริ่มต้นท่ามกลางศาสนาหลักที่มีความแข็งแรง และผูกพันกับทุกกิจกรรมตั้งแต่เกิดจนตายของประชาชนในสมัยนั้น และเกิดขึ้นท่ามกลางนักพรต นักบวช ฤาษีชีไพร เจ้าสำนักเจ้าลัทธิมากมาย ซึ่งวิถีปฏิบัติของเจ้าแห่งการเป็นพุทธะของเธอนั้น เปรียบเสมือนเป็นพวกกบฎ ไม่ทำตามขนบดั้งเดิม โดยเน้นไปที่แนวทางการเป็นพุทธะ เพียงอย่างเดียว” ท่านโภเชเริ่มอธิบาย
“เท่าที่ฟังท่านมานะครับ ผมรู้สึกว่า เหล่านักพรตนักบวชรวมถึงเหล่าพราหมณ์ปุโรหิต เขาก็ดูเป็นผู้มีปัญญาสามารถเป็นที่ปรึกษาแก้ไขปัญหาให้กับผู้คนได้ เราจะมีเครื่องบ่งชี้ไหมครับว่า ใครคือผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นพุทธะ หรือถามตรงๆ ก็คือพระพุทธเจ้าแตกต่างกับคนอื่นๆ ในเวลานั้นอย่างไรครับ” ผมถาม
“นอกจากทุกคุณสมบัติที่ฉันได้สรุปให้เธอฟังไปแล้ว ฉันจะให้เธอใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้จำแนกคนบนโลกออกเป็นห้ากลุ่ม
กลุ่มแรกคือ ‘คนที่ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้’
กลุ่มที่สอง ‘คนที่ไม่รู้ว่าตนเองรู้”
กลุ่มที่สาม ‘คนที่รู้ว่าตนเองไม่รู้’
กลุ่มที่สี่ ‘คนที่รู้ว่าตนเองรู้’
และกลุ่มสุดท้ายคือ ‘คนที่รู้แล้วบอกให้รู้’…” เขาตอบ
“ท่านกำลังเล่นคำ เพียงแค่ให้มันดูสนุกใช่ไหมครับ แต่ขอบอกนะครับว่า มันไม่ได้ช่วยให้ผมเข้าใจอะไรมากขึ้นเลย” ผมแสดงความเห็น
“ถึงแม้จะดูเหมือนว่าฉันเล่นคำ แต่มันมีความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอประเมินไว้นะ”เขาตอบ
“ไหน…ผมขอดูหน่อยสิว่า คำที่ท่านประดิษฐ์มานี้ จะสามารถอธิบายอะไรที่ลึกซึ้งให้ผมเข้าใจได้บ้าง” ผมท้าทาย
“ไม่ว่าเธอจะพูดอย่างไรกับฉัน ฉันก็ยังซื่อตรงต่อเธอเสมอ เธอปรารถนาสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมปรากฏกับเธอเพราะฉันอยู่กับเธอ” เขาพูดนอกเรื่องเหมือนกำลังจะสื่อความหมาย ที่มีนัยสำคัญอะไรสักอย่าง
“คนกลุ่มแรกที่ฉันเรียกว่า ‘คนที่ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้’ ความไม่รู้ตัวแรก นั่นคือไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร จะไปที่ไหนและไปอย่างไร เนื่องจากความไม่รู้ตัวแรก จึงทำให้เขาแสดงออกมาเป็นความไม่รู้ตัวที่สองคือ เขาคิดว่า ตนเองเป็นเอกเทศ จิตสำนึกของเขาเป็นเอกเทศ เขาจึงดำเนินชีวิตภายใต้ความเป็นเอกเทศนั้นๆ เช่น ตัดสินทุกสิ่งด้วยการสัมผัส รู้ ดู เห็น ทำทุกอย่างด้วยตรรกะที่จับต้องได้พิสูจน์ได้ แสดงพฤติกรรมตามสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบ ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวขับเคลื่อนร่างกาย เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เศร้าหมองเขาก็พร้อมจะเศร้าหมอง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เขาโกรธเขาก็พร้อมที่จะโกรธ เขาจึงเป็นผู้ที่ถูกเรียกขานว่า อยู่ในวงจรของความไม่รู้อย่างสมบูรณ์แบบ และก็ตกอยู่ภายใต้วัฏจักรแห่งการเริ่มต้น, ดำรงอยู่, เสื่อมสลาย แล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเอาตนเองออกจากความไม่รู้ตรงนี้ได้อย่างไร” เขาเริ่มต้นอธิบาย
“โอ้โฮ ! ถ้าท่านพูดอย่างนี้ ผมคิดว่าปริมาณของคนกลุ่มนี้น่าจะเกือบทั้งโลกเลยล่ะครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“เธอลองประเมินเอาเองก็แล้วกันว่า กว่าเจ็ดพันล้านคนบนโลกของเธอขณะนี้ จะมีคนที่ถูกจัดว่า ‘ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้’ นี้มากน้อยขนาดไหน” เขาเสริมสิ่งที่ผมพูด
“อืม… นั่นสิ ผมแค่กำลังคิดว่า ยังจะเหลือคนพอสำหรับอีกสี่กลุ่มที่ท่านตั้งขึ้นมาไหม” ผมถาม
“มันไม่ใช่เรื่องของปริมาณ เพราะบางกลุ่มที่ฉันจำแนกนี้อาจจะมีเพียงแค่คนไม่กี่คนก็ได้” เขาตอบ
“ผมชักอยากรู้คุณสมบัติ ของคนกลุ่มที่เหลือแล้วสิว่าเป็นอย่างไร” ผมพูด