๓๗.
ศึกสายเลือด
“อ้าว…ผมตายด้วยสาเหตุอะไรครับ” ผมถาม
“เรื่องราวทั้งหมด เกิดขึ้นจากราชโอรสสามองค์ ของพระราชาผู้ชรา ที่ถูกส่งไปปกครองหัวเมืองต่างๆ โดยพวกเขาถูกเรียกตัวให้มาร่วมในงานสมโภชพระพุทธรูปที่เขาดำริให้สร้างขึ้นนี้ และนี่จึงเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ ลูกชายคนโตและคนกลางซึ่งปรกติเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่แล้ว เกิดความรู้สึกว่า อีกไม่นานพ่อผู้ชราภาพก็จะจากโลกนี้ไป ซึ่งสิทธิโดยชอบธรรมในการสืบทอดสมบัติที่เมืองหลวงจะต้องตกเป็นของลูกชายคนโต แต่เนื่องจากแต่ละคนมีที่ปรึกษาที่ชาญฉลาดคอยหนุนหลัง คอยวางแผนการต่างๆ เพื่อชิงไหวชิงพริบกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรึกษาของลูกชายคนกลางที่รู้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรฝ่ายของตนก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ขึ้นครองราชย์ แผนการแห่งความโลภของคนนอกคือพวกอำมาตย์ลิ่วล้อในแต่ละฝ่ายที่มีความกระหายจะได้ขึ้นเป็นใหญ่หากเป็นฝ่ายชนะ มันจึงส่งผลให้เกิดศึกสายเลือดในช่วงเวลาดังกล่าว” ท่านโภเชเริ่มอธิบาย
“ฟังดูไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลยนี่ครับ” ผมถาม
“ใช่แล้วไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเลย มันเป็นเพียงการผสมโรงกับเรื่องราวของเธอเท่านั้น มันเป็นเรื่องของความโลภที่ไม่สิ้นสุดและเป็นเรื่องของการต้องการมีอำนาจของเหล่าอำมาตย์ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งอำมาตย์ของฝ่ายลูกชายคนรองก็มีสายสัมพันธ์โดยตรงกับฝ่ายพ่อของนางอุษาวดี ส่วนฝ่ายของลูกชายคนโตก็ล่วงรู้แผนการของฝ่ายลูกชายคนรองว่าพวกเขาจะทำอะไรในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นต่างฝ่ายต่างวางแผนที่จะกำจัดซึ่งกันและกัน ฝ่ายที่มีความชอบธรรมในการครองราชสมบัติต่อจากพ่อก็รู้ตัวว่า หากไม่ชิงกำจัดน้องคนรองก่อน เขาจะต้องกลายเป็นฝ่ายผิดและถูกกำจัดแทน เวลานั้นจึงเกิดการแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่ายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะฝ่ายของลูกชายคนรอง ที่มีอำมาตย์ผู้เป็นพ่อของนางอุษาสนับสนุนอยู่เบื้องหลังและเห็นโอกาสที่จะทำให้ฝ่ายของตัวเองได้ขึ้นเป็นใหญ่”
“งานสมโภชพระพุทธรูปในครั้งนั้นจึงเป็นชนวนให้เกิดศึกภายในระหว่างลูกชายทั้งสอง ที่ต่างฝ่ายต่างวางแผนจะลอบสังหารซึ่งกันและกัน แต่จะมีความพิเศษคือฝ่ายของลูกชายคนรอง ได้วางแผนลอบสังหารพระราชาเฒ่า เพื่อโยนความผิดให้กับฝ่ายลูกชายคนโต และให้ฝ่ายของตัวเองมีเหตุผลที่จะจัดการกับฝ่ายลูกชายคนโต การศึกครั้งนี้จึงเป็นการศึกที่ยากยิ่ง เพราะศัตรูของของพระราชาคือคนที่อยู่ใกล้ตัวและเข้ามาอยู่ในพระราชฐาน เข้ามาได้แม้กระทั่งในห้องนอนของเขา” เขาอธิบาย
“น่าสงสารพระราชาท่านนี้นะครับ” ผมพูด
“ใช่…พระองค์ไม่รู้เลยว่างานสมโภชพระพูทธรูปที่จัดขึ้นนี้จะกลายเป็นการศึกระหว่างสายเลือด เหตุการณ์ครั้งนั้นมีความสับสนอลหม่าน เกิดศึกที่บุคคลภายนอกไม่สามารถล่วงรู้ เกิดการสร้างสถานการณ์เพื่อป้ายสีให้อีกฝ่ายตกเป็นจำเลย โดยเฉพาะกับกรณีการลอบปลงพระชนม์พระราชา หากมองจากคนภายนอกจะเข้าใจว่าฝ่ายของลูกชายคนโตเป็นคนทำเพราะต้องการขึ้นครองราชย์ต่อ แต่แท้ที่จริงเป็นการสวมรอยของอีกฝ่าย และแล้วทั้งคู่ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะแผนการลักลอบสังหารของทั้งคู่ถูกเปิดเผย กลายเป็นสงครามภายในระหว่างพี่น้อง ทหารทั้งสองฝ่ายถูกส่งเข้ามา ลูกชายทั้งคนโตและคนรองถูกทหารของอีกฝ่ายฆ่าตาย ฝ่ายอำมาตย์ผู้เป็นพ่อของนางอุษา เป็นผู้ลอบปลงพระชนม์พระราชาด้วยตัวเอง และถือโอกาสนี้สังหารตัวเธอด้วย เพราะเธอคือเสี้ยนหนามสำคัญ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า เขาได้ฆ่าคนที่เป็นผู้ให้กำเนิดหลานแท้ๆ ของตัวเอง”
“เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงด้วยพระราชาตาย ราชโอรสคนโตและคนรองตาย ตัวเธอเองก็ตาย ฝ่ายอำมาตย์พ่อของนางอุษาก็ตาย ส่วนนางอุษาถูกส่งลงเรือหนีไปอยู่ที่เมืองทางเหนือ ซึ่งเป็นเมืองที่ลูกชายคนรองเคยไปปกครองอยู่ โดยต่อมาลูกของเธอที่ไปคลอดที่นั่นแต่อยู่ในฐานะสายเลือดกษัตริย์ก็ได้กลายเป็นผู้ครองนครแห่งนั้น ผลสุดท้ายก็เหลือราชโอรสคนสุดท้อง ซึ่งไม่ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการศึกครั้งนี้ แต่ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระอินทราชา งานสมโภชพระพุทธรูปศรีอริยเมตไตรยนี้ จึงกลายเป็นงานศพของพระราชาและราชโอรสสององค์ และสถานที่จัดพิธีศพก็คือบริเวณลานด้านหน้าของวัดที่เธอสร้างขึ้น ชาวบ้านจึงพากันเรียกวัดแห่งนี้ว่า วัดหน้าพระเมรุ นับจากนั้นเป็นต้นมา” เขาอธิบาย
“น่าเศร้าจังเลยนะครับ” ผมแสดงความเห็น
“ไม่มีเรื่องราวใดๆ ในจักรวาลจะน่าเศร้าและน่าหดหู่ใจเท่ากับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นบนโลกไกอาแห่งนี้อีกแล้ว ประสบการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหน มันไม่ใช่ความผิดพลาด และไม่ใช่ความจงใจ ประสบการณ์เหล่านี้เกิดจากความอิสระ ที่พระเจ้าจงใจใส่มันไว้ในตัวมนุษย์ทุกคน เพื่อให้มนุษย์ได้เลือกทำสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งชั่วร้ายเพียงใด นี่เป็นเพียงภพชาติหนึ่งที่เป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นประสบการณ์ทั้งหมดของเธอ เธอยังมีเรื่องราวอีกมากมาย และถือว่าเป็นเรื่องราวสำคัญ ที่ฉันต้องการให้เธอได้รับรู้ ในฐานะที่เธอคือหนึ่งในบุคคล ที่ได้รับความไว้วางใจจากฉัน” เขาอธิบาย
“แค่นี้ผมยังรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า และเบื่อหน่ายมากพอดูแล้วละครับ ผมรู้สึกลังเลขึ้นมาทันทีว่าจะเข้าไปรับรู้อดีตชาติต่อดีไหม” ผมตอบ
“ตามใจเธอนะ เธอมีความอิสระอยู่แล้ว” เขาตอบ
“ไม่หรอกครับ ความกระหายใคร่รู้ของผมยังแรงกว่าความเบื่อหน่ายครับ” ผมตอบ