จากผู้เขียน
นานพอสมควรที่ผู้เขียนได้รู้จักกับเสียงเงียบๆ ที่อยู่ภายใน ซึ่งเสียงนั้นได้โน้มน้าวให้ผู้เขียนถ่ายทอดบางสิ่งบางอย่างที่เป็นคุณสมบัติของเขา โดยมีความจงใจให้มันออกมาในรูปของนวนิยายที่มีชื่อว่า อาริยาเมตตายา เล่มที่ 1 “สู่การเป็นอาริยาเมตตายา” หลังจากนั้นผู้เขียนก็ถูกปลุกเร้าให้เขียนเล่มที่ 2 ผู้เขียนจึงตั้งคำถามกลับไปว่า อะไรคือวัตถุประสงค์ของสิ่งนี้ คำตอบคือ เขาปรารถนาจะให้ผู้เขียนเข้าใจหลักการ “การเป็น” ให้ถ่องแท้ เพราะเรื่องนี้เคยเป็นจุดเริ่มต้นของศาสตร์ทางจิตวิญญาณต่างๆ ที่มีอยู่บนโลก ซึ่งบางศาสตร์ก็ถูกพัฒนามาเป็น “ศาสนา” แต่เนื่องจากกาลเวลาได้ทำให้หลักการเหล่านั้นเลือนหายไปหรือเกิดความคลาดเคลื่อนไปจากวัตถุประสงค์เดิม เหลือแต่ความรู้ที่ถูกบันทึกไว้ กับวิถีปฏิบัติแบบไม่เข้าใจที่มาและโครงสร้างความเป็นสถาบัน
จุดเริ่มต้นหรือหลักการที่ว่านั้นเป็นอย่างไร นวนิยายอาริยาเมตตายา เล่มที่ 2 “จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ” เล่มนี้จะเปรียบเสมือนเป็นประตูที่เปิดไปสู่หลักการดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เปิดประตูบานนั้นให้ ส่วนผู้อ่านจะเห็นหรือไม่ก็จะขึ้นอยู่กับการเปิดใจของท่าน ขอย้ำอีกครั้งว่าผู้เขียนเป็นเพียงสื่อกลางไม่ใช่เจ้าของหลักการดังกล่าว
ไม่ว่านวนิยายเล่มนี้จะถูกจัดให้อยู่ประเภทไหน แนวปรัชญา แนวจิตวิญญาณ แนวแฟนตาซี แนวลี้ลับเหนือธรรมชาติ หรือจะเป็นแนวอิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏเป็นตัวละคร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้เขียนเกิดความสนใจ และรู้สึกตื่นเต้นระคนประหลาดใจอย่างมาก เพราะมันคือประวัติศาสตร์ที่อยู่นอกเหนือตำรา และเป็นเรื่องที่ผู้เขียนไม่เคยมีความรู้มาก่อน
เมื่อผู้เขียนร้อยเรียงมันจนจบ มันได้ทำให้ผู้เขียนสนุกที่จะสืบค้นข้อมูลให้ลึกยิ่งขึ้น มันทำให้ผู้เขียนกลายเป็นผู้ที่หลงใหลเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่ผู้เขียนได้ยินตำนานเรื่องเล่าหรือข้อความที่จารึกไว้จากอดีต มันทำให้ผู้เขียน “เห็น” ภาพในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บ่อยครั้งที่ภาพเหล่านั้นนำไปสู่ความน่าจะเป็นได้อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันกลับเต็มไปด้วยหลักฐาน, วัตถุพยานหรือสถานสถานที่ที่สอดคล้องกันบนโลกแห่งความเป็นจริง จนทำให้ผู้เขียนปรารถนาจะค้นหาความจริงต่อไปอีก แต่เนื่องจากเสียงเงียบๆ ที่อยู่ภายในได้ปรามเอาไว้ว่า นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผู้เขียน วันหนึ่งสิ่งนี้มันจะทำหน้าที่ด้วยตัวของมันเอง
ผู้เขียนเห็นด้วยกับเสียงนั้นเพราะมันคงจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หน้าที่ของผู้เขียนจึงทำแค่การถ่ายทอดหลักการที่เป็นวัตถุประสงค์หลักของเรื่องนี้เท่านั้น แต่ก่อนที่จะเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป ผู้เขียนจำเป็นจะต้องพิสูจน์ว่ามันมีประโยชน์กับชีวิตจริงเสียก่อน และเมื่อผู้เขียนได้นำไปปฏิบัติ ผู้เขียนก็พบว่าผลลัพธ์ที่ได้มันช่างยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าจนไม่สามารถจะเก็บเอาไว้คนเดียว มันทำให้ผู้เขียนมีสายตาคู่ใหม่ มีหูคู่ใหม่และที่สำคัญที่สุดคือ มันได้ขับเคลื่อนให้ผู้เขียนลงมือทำอะไรบางอย่างด้วยความรู้สึกใหม่ซึ่งไม่ใช่การทำเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร แต่เป็นการทำเพราะมันคือคุณสมบัติเดิมของตัวเอง เป็นคุณสมบัติของจุดเริ่มต้นที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด
สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อท่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ ท่านจะเห็นแบบเดียวกัน จนนำไปสู่การลงมือทำอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อท่านได้ทำสิ่งเหล่านั้นด้วยสายตาของจุดเริ่มต้น มันก็จะเท่ากับเราได้ไปยืนอยู่ ณ จุดเดียวกัน แล้วสุดท้ายเราก็จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
ด้วยรักจากใจ ธาตรี โภควนิช