อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๑๔.

๑๑๔.

ความเชื่อมั่น

ผมกลับถึงห้องพักตอนสามทุ่มกว่า ด้วยสภาพร่างกายที่อิดโรยจากสภาพการจราจร และจากงานที่ติดพันจนไม่เหลือสมองให้คิดอย่างอื่นได้อีก ผมถอดรองเท้า วางกระเป๋า ถอดเสื้อ ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายเพื่อเอาโทรศัพท์มาวางไว้บนโต๊ะ และล้วงข้างขวาเพื่อเอากระเป๋าสตางค์ออกมา แต่ทันทีที่ผมล้วงลงไปก็พบว่ามีของชิ้นเล็กๆ ค้างอยู่ที่ก้นกระเป๋า และเมื่อเอามันออกมา ปรากฏว่ามันคือถุงผ้าไหมหูรูดเล็กๆ สีส้ม ที่ท่านโภเชมอบให้เมื่อเช้า

“พระเจ้า… นี่มันถุงผ้าที่เราได้รับมาจากท่านโภเชนี่นา…!! แสดงว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ไม่ใช่การคิดฝันไปเองใช่ไหม มันคือเรื่องจริงใช่ไหม” ผมพูดกับตัวเอง

“เธอเอ่ยนามของฉัน แสดงว่าเธอต้องการถามฉันใช่ไหม” มีเสียงหนึ่งตอบกลับมาในความคิด

“อ้อๆ ๆ…ใช่ครับ เพราะผมมีสิ่งของที่เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่ใช่การมโนอยู่ในมือ แสดงว่าเหตุการณ์เมื่อเช้าเป็นเรื่องจริงใช่ไหมครับ” ผมถาม

“ฉันว่าตอนนี้คำถามของเธอไม่น่าจะถามว่าจริงหรือไม่จริง เธอน่าจะถามว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญเธอจะไขปริศนาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรมากกว่า เพราะมันเกี่ยวกับภารกิจของเธอโดยตรง” เสียงพระเจ้าตอบกลับ

“นั่นสิครับ ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ผมเดินทางไปกับท่านโภเช มันคือการดำเนินไปในแบบที่มีเวลาจริงๆ มันคือการเดินทางจากหนึ่งไปสองไปสามจริงๆ แต่ทำไมเรื่องราวทั้งหมดมันถึงบรรจุอยู่ในเวลาแค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น” ผมถาม

“ก่อนที่เธอจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ เธอจำเป็นต้องรู้ความจริงบางเรื่องก่อน ถ้าเธอไม่ยอมรับเรื่องนี้ เรื่องอื่นๆ ก็อาจจะขัดแย้งต่อความเข้าใจของเธอได้ ” พระเจ้าตอบ

“ทำความเข้าใจเรื่องอะไรหรือครับ” ผมถาม

“มนุษย์เกือบทั้งโลก นั้นรู้และสนใจเฉพาะเรื่องทางกายภาพ โดยที่ไม่สนใจเลยว่า มีอะไรอยู่เบื้องหลังกายภาพนั้น ทั้งๆ ที่ทุกคนสามารถรับรู้ได้ว่ามันมีอยู่ และมีกระบวนการทำงานบางอย่างอยู่ นั่นคือเรื่องของจิตวิญญาณ” พระเจ้าตอบ

“ผมก็ให้ความสนใจอยู่นะครับ และตระหนักรู้ด้วยว่าผมมีจิตวิญญาณอยู่เบื้องหลัง” ผมแย้งเพราะพระเจ้าพูดไม่ถูก

“ใช่…ทุกคนรู้เรื่องนี้ รู้ว่ามีจิตวิญญาณ แต่เนื่องจากพวกเธอใช้ระบบคิดจากบรรทัดฐานการสัมผัสกับโลกทางกายภาพ มาอธิบายปรากฏการณ์ทางจิต มันจึงทำให้แม้แต่เธอที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุดและมีประสบการณ์ที่ชัดเจนมากกว่าคนอื่น ยังไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอได้”

“เออ ท่านบอกมาตรงๆ เลยดีกว่าครับ” ผมเสนอ

“งั้นฉันขอสรุปง่ายๆ ว่า โลกทางกายภาพนั้นอยู่ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย ซึ่งเป็นข้อจำกัดทั้งด้านพื้นที่และเวลาเช่น ผลไม้หนึ่งผลเกิดขึ้นที่ไหนและเมื่อไหร่ หากเธอต้องการจะลิ้มรสผลไม้ผลนั้น เธอต้องเดินทางไปหามันหรือนำมันมาหาเธอ เพื่อที่จะชิมมันด้วยประสาทรับรสของเธอในเวลาที่เหมาะสม หากไปก่อนเวลาหรือหลังจากที่มันเน่าเสียไปแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ใช่เนื้อแท้หรือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของมัน ส่วนโลกของจิตวิญญาณนั้นไร้ข้อจำกัดเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านไหน ซึ่งความไร้ข้อจำกัดนี่เอง ที่มนุษย์นึกภาพไม่ออกว่ามันเป็นแบบไหน มันกว้างไกลไร้ขอบเขตของพื้นที่มากขนาดไหน มันไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตของกาลเวลาอย่างไร เขาจึงไม่รู้และไม่มีแบบจำลองของความไร้ข้อจำกัดที่ว่านี้ เมื่อเขาไม่เข้าใจและไม่มีตัวอย่าง เขาจึงเอาบรรทัดฐานจากประสบการณ์ทางกายภาพที่มีข้อจำกัด มาใช้กับเรื่องของจิตวิญญาณโดยไม่รู้ตัว”

“ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะถอดถอนเอาบรรทัดฐานทางความคิดตรงนี้ออกไป มันได้หยั่งรากไปอยู่ในความทรงจำส่วนที่ลึกที่สุด มันทับถมกันอยู่ภายใต้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับจิตใต้สำนึกและส่งผลต่อการทำงานของจิตสำนึกในโลกกายภาพ ฉันเคยได้ยินว่าพวกเธอเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ความยึดมั่นถือมั่น’ นะ” พระเจ้าขยายความ

“ครับ เอาเป็นว่า…ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมไปเจอมาทั้งหมดนั้นมันคือเรื่องจริงก็แล้วกันครับ เพราะมันมีวัตถุพยานเป็นเครื่องยืนยัน และมันเกี่ยวข้องกับภารกิจที่ผมและเพื่อนๆ ของผมจะต้องทำ แต่ปัญหาคือ ผมต้องเริ่มต้นจากตรงไหนและอย่างไรครับ” ผมพูด

“มันจะเริ่มต้นจากวัตถุพยานที่อยู่ในมือของเธอนั่นแหละ” พระเจ้าตอบ

เมื่อได้ยินดังนั้น ผมจึงก้มมองดูถุงหูรูดเล็กๆ ที่อยู่ในมือแล้วก็ไม่ลังเลที่จะเปิดปากถุงและเทสิ่งของที่อยู่ข้างในออกมา ทันทีที่ผมสัมผัสกับของชิ้นนี้ หัวใจผมก็เกิดการตอบสนองอย่างแรง ผมรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าเล็กๆ แผ่ซ่านออกมาจากตัวมัน จนทำให้ขนลุกตั้งแต่แขนไปถึงหัว ผมรู้สึกว่ามันคือปรากฏการณ์ทางพลังงาน ประกอบกับมันเป็นเหรียญทองคำที่มีความหนากว่าเหรียญทั่วไป ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามันคือทองคำบริสุทธิ์เพราะเนื้อของมันยังคงสุกปลั่ง ถึงแม้จะมีความเก่าเพราะปรากฏคราบไคลสีส้มปนน้ำตาล ฝังอยู่ตามร่องลึกของลวดลาย ทำให้มองเห็นภาพบนเหรียญทั้งสองด้านได้อย่างชัดเจน

“ว้าว…เหรียญทองคำ มิน่ามันถึงได้หนักกว่าปรกติ” ผมอุทานเมื่อได้เห็นมัน

เมื่อพลิกดูก็ต้องสะดุดกับด้านแรกทันทีเพราะมันเป็นภาพสัญลักษณ์ที่คุ้นตา นั่นคือภาพของวงกลมหลายๆ วงทับซ้อนกันจนเกิดเป็นลวดลายภายใน แต่ละวงคล้ายกับกลีบดอกไม้จำนวนหกกลีบ กระจายอยู่ทั่วทั้งวงกลม มันคือภาพที่เรียกว่าดอกไม้แห่งชีวิต วงกลมแต่ละวงทับซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบและสมมาตร  ทำให้นึกถึงรูปแบบการจัดวางของแท่งคริสตัลตอนที่ผมเข้าไปยังแกนโลก แต่ตอนนั้นผมเห็นภาพของวงกลมทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในกรอบรูปทรง 6 เหลี่ยม

ส่วนด้านที่สอง เป็นรูปวงกลมหลายขนาดเรียงตัวขดกันเป็นรูปก้นหอยจากเล็กไปหาใหญ่ และจากใหญ่กลับไปหาเล็กอีกครั้ง แต่มันสลับด้านกันคล้ายกับตัวเอสในภาษาอังกฤษ

“พระเจ้าครับ ผมจะต้องเริ่มต้นจากภาพที่ปรากฏบนเหรียญนี้จริงๆ หรือครับ จะให้ผมเริ่มต้นอย่างไรครับ” ผมถามกับพระเจ้าในใจ

“คำถามแรกที่ฉันจะถามเธอคือ เธอรู้หรือยังว่าภารกิจที่เธอต้องมาทำนั้นคืออะไร”

“เออ… มาทำให้โลกใบนี้กลายเป็นแดนสุขาวดีครับ” ผมตอบตามข้อมูลที่เคยได้รับมา

“แล้วเธอเชื่ออย่างสนิทใจหรือไม่ว่า เธอสามารถทำให้โลกใบนี้กลายเป็นเช่นนั้นได้” พระเจ้าถามต่อ

“ถ้าผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร อย่างไรและเริ่มจากตรงไหน ผมจะเชื่ออย่างสนิทใจได้อย่างไรล่ะครับ” ผมถามกลับ

“นั่นเป็นวิธีการของมนุษย์ที่อยู่ในข้อกำจัด ซึ่งมนุษย์ทั้งโลกก็เป็นแบบนี้ ฉันจึงต้องถามเธอให้แน่ใจก่อน ว่าเธอไม่ใช่คนประเภทนั้น”

“อืม… ผมเชื่อว่าผมทำได้ก็ได้ครับ” ผมตอบ

“ที่เธอพูดนี้ แสดงว่าเธอยังไม่เชื่อว่าเธอทำได้” พระเจ้าแสดงความเห็น

“แล้วผมต้องพูดอย่างไร ท่านถึงจะเชื่อว่าผมเชื่อล่ะครับ” ผมถาม

“พูดเหมือนที่เธอกำลังพูดนั่นแหละ แต่มันต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น”

“โอ้ย… ยากจัง” ผมตอบ

“ฉันมีคำถามจะถามเธอ ลองค่อยๆ ตอบดูนะ” พระเจ้าเสนอ

“ได้ครับ”

“วันแรกที่มนุษย์เริ่มต้นสร้างเครื่องบิน เธอคิดว่าเขาคนนั้นรู้ขั้นตอนทุกอย่างแล้วหรือยัง ถ้าหากผลลัพธ์ปลายทางคือเครื่องบินแบบที่ปรากฏในปัจจุบัน เธอคิดว่าเขาจะรู้ไหมว่ามันจะทำจากโลหะที่หนักหลายร้อยตัน เขาจะรู้ไหมว่าต้องมีเครื่องยนต์เจ็ตที่สามารถขับดันให้ลำตัวเครื่องบินเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วสูง จนเกิดเป็นปัจจัยระหว่างความเร็วกับมวลของอากาศที่นำไปสู่การยกตัว” พระเจ้าถาม

“อืม… ไม่รู้แน่นอนครับ”

“เธอคิดว่าสิ่งที่เขารู้ตอนนั้นคืออะไร” พระเจ้าถามต่อ

“ผมคิดว่าเขาต้องรู้หลักการของอากาศพลศาสตร์ครับ” ผมตอบ

“การที่เขารู้หลักอากาศพลศาตร์นั้นเธอคิดว่าเขารู้มาจากไหน”

“อืม… น่าจะมาจากการสังเกตการบินของนกมั้งครับ” ผมตอบ

“หากสมมุติฐานของเธอถูกต้อง ถึงแม้ว่าเขาจะพอรู้หลักการแล้ว แต่ถ้าเขาหยุดตนเองไว้ที่ข้อจำกัดว่า ตนเองไม่มีทางจะบินได้เหมือนนก  เขาจะไม่ตัดสินใจเริ่มต้นสร้างปีกที่ทำจากโครงไม้และผ้าใบ เพราะเขารู้ทั้งรู้ว่า ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีแรงมากพอที่จะขยับปีกนั้นให้มันบินได้เป็นระยะทางไกลๆ  เธอคิดว่าอะไรทำให้เขายังคงมุ่งมั่นทำสิ่งนั้นต่อไป”

“อืม… ความปรารถนาอย่างแรงกล้ามั้งครับ”

“ในยุคที่ทุกคนยังใช้ม้าลากเกวียน ผู้คนยังถีบจักรยานด้วยสองขา ยังใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำ อยู่ดีๆ มีคนคนหนึ่งมาบอกกับคนข้างบ้านว่า ‘เขาจะขึ้นไปบินบนท้องฟ้า’ เธอคิดว่าทุกคนจะมองเขาว่าอย่างไร”

“ผมว่าชาวบ้านต้องมองว่า เขาเพี้ยนแน่นอนครับ”ผมตอบ

“ฉันว่าคนทั่วๆ ไป ถึงแม้ว่าจะรู้เรื่องหลักอากาศพลศาสตร์ และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า แต่เมื่อเขาต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากสังคม ต้องเจอกับการติฉินนินทา และเจอกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร เธอคิดว่าอะไรคือปัจจัย ที่ทำให้เขายังคงมุ่งมั่นทำตามเจตจำนงค์นั้นต่อไป”

“อือ… ผมพอจะรู้นะครับว่า คำตอบที่ท่านต้องการนี้คืออะไร แต่ผมไม่สามารถอธิบายความหมายออกมาเป็นคำพูดได้” ผมตอบ

“ถ้าฉันจะเรียกมันว่า ‘ความเชื่อมั่น’ เธอคิดว่าอย่างไร” พระเจ้าถาม

“ความเชื่อมั่น พอได้นะครับ แต่ดูเหมือนมันจะยังขาดอะไรบางอย่างไป” ผมตอบ

“เธอคิดว่าความเชื่อมั่นนี้ต้องสร้างจากอะไร” พระเจ้าถามต่อ

“ไม่รู้เหมือนกันครับ” ผมตอบ

“เรื่องนี้มันจะอยู่เหนือตรรกะเหตุผล เพราะเหตุผลคือข้อจำกัดที่เกิดจากประสบการณ์ของการคิดแบบจิตมนุษย์ ตราบใดที่เขายังใช้จิตมนุษย์ในการเริ่มต้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ข้อจำกัดด้านต่างๆ จะเกิดขึ้นทันที”

“แต่ถ้าบุคคลนั้นรู้จักวิธีใช้จิตของฉัน รู้และเชื่อมั่นว่าจิตของฉันนั้นไร้ข้อจำกัด และเขาก็วางใจด้วยว่า ข้อจำกัดเหล่านั้นจะถูกคลี่คลายได้ในที่สุด ถึงแม้ว่าขณะนั้นเขาจะยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลยก็ตาม เขาจะเชื่อมั่นอย่างสุดจิตสุดใจ ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดเขาจะรู้ว่า ไม่มีวันถึงทางตัน เธอคิดว่าจะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร”

“หากเป็นเช่นนี้ ดูเหมือนว่ามนุษย์ต้อง ‘วางใจ’ ว่าจะสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ หากเขารู้ว่าเขามีพระเจ้าคอยช่วยชี้ทาง ใช่ไหมครับ” ผมตอบ

“ใช่แล้ว… ใครก็ตามที่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ เขาคนนั้นจะก้าวข้ามขีดจำกัด เขาจะกลายเป็นอัจฉริยะในสายตาของคนทั่วๆ ไป เขาจะทำทุกสิ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์”

“ผมเชื่อมั่นและวางใจแล้วว่าผมจะทำให้โลกนี้กลายเป็นโลกยุคศิวิไลซ์ได้ เพราะผมมีท่านอยู่ข้างๆ ” ผมพูดย้ำอีกครั้ง