๑๑๐.
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
“ท่านโภเชครับ ผมสงสัยเกี่ยวกับความหมายของคำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่พระพุทธเจ้าเพิ่งบอกไป ผมรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกับที่ผมเข้าใจเลย” ผมถามแทรก
“ที่เธอเคยเข้าใจนั้นคืออย่างไร” ท่านโภเชถามกลับ
“ผมถูกสอนมาตลอดชีวิตว่า 3 คำนี้หมายถึง 1.ให้ทุกคนนอบน้อมต่อพระพุทธ ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้า 2.ให้นอบน้อมต่อพระธรรมซึ่งหมายถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และ3.ให้นอบน้อมต่อพระสงฆ์ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผมดูแล้วไม่เห็นเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าพูดเมื่อสักครู่นี้เลยครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“ก็อย่างที่ฉันย้ำกับเธอเสมอว่า เรื่องราวต่างๆ เมื่อผ่านกาลเวลามาแล้ว ความจริงจะเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ และเรื่องสำคัญที่ทำให้ความจริงสูญหายไปอย่างมากมายขนาดนั้นคือการเริ่มต้นผิด เมื่อเริ่มต้นผิด ทุกอย่างก็จะพลอยผิดไปหมด” ท่านโภเชอธิบาย
“มันเริ่มต้นผิดตรงไหนครับ” ผมถาม
“เธอลองพิจารณาดูดีๆ นะ ถึงแม้ว่า 3 คำนี้จะเขียนเหมือนกันออกเสียงเหมือนกัน แต่กลับมีความหมายที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน การเริ่มต้นในที่นี้หมายถึง เริ่มจากพื้นฐานความเชื่อที่ต่างกัน จากแต่เดิมที่พระพุทธเจ้าส่งเสริมให้ผู้ที่กล่าว 3 คำนี้ พึ่งพาตนเอง แต่ตอนนี้กลับส่งเสริมให้พึ่งพาสิ่งภายนอก” ท่านโภเชอธิบาย
“มันเกี่ยวอะไร กับการพึ่งพาสิ่งภายนอกและภายในอีกครับ” ผมถาม
“นี่เธอผ่านเรื่องราวมาตั้งมากมายขนาดนี้ เธอยังแยกไม่ออกอีกหรือว่า อะไรคือจากภายนอก อะไรคือจากภายใน ที่พระพุทธเจ้าบอกให้ทุกคนระลึกไว้เสมอว่า ตนเองคือพุทธะหรือคือพระเจ้านั้น ตนเองในที่นี้หมายถึงจากภายใน เมื่อระลึกได้แล้ว หลังจากนั้นเขาก็จะค้นพบธรรมะ ค้นพบสัจธรรมหรือพูดง่ายๆ ว่า เขาสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง เห็นตามธรรมชาติ ตามสายตาของพระเจ้า และสุดท้ายเมื่อเขารู้ความจริงแล้ว เขาจะใช้ชีวิตอย่างผาสุกในสังคม โดยปราศจากความทุกข์หรือเรียกว่าผู้พ้นทุกข์ โดยไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด เธอสังเกตดูนะ กระบวนการทั้งสามข้อนี้ล้วนเกิดขึ้น หลังจากที่เธอรู้สึกถึงการเป็นพุทธะหรือจากภายในทั้งสิ้น”
“ส่วนแบบที่เธอรู้มา ที่เขาให้นอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า ให้นอบน้อมต่อพระธรรม ที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และให้นอบน้อมต่อพระสงฆ์ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้านั้น มันคือกระบวนการที่ทำให้เธอต้องพึ่งสิ่งภายนอก ที่ไม่ใช่ตัวเธอเอง ถึงแม้ว่าสิ่งที่เธอกำลังพึ่งพานั้นจะเป็นพระพุทธเจ้า หรือผลผลิตจากพระพุทธเจ้าก็ตาม ทั้งหมดล้วนถือว่าเป็นการพึ่งพาสิ่งภายนอกทั้งสิ้น” ท่านโภเชตอบ
“แล้วมันไม่เหมือนกันหรือครับ เพราะพระพุทธเจ้าก็มีจิตเป็นพุทธะ หรือมีจิตเป็นพระเจ้าเหมือนกัน” ผมถาม
“ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้ามายืนอยู่ตรงหน้า เธอก็ไม่สมควรพึ่งพาเขา วิธีการนี้ง่ายต่อการเข้าใจผิดอย่างมาก และในทางปฏิบัติผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องการพึ่งพานั้น มันมาจากพื้นฐานของมนุษย์ที่มีความอ่อนแอเป็นทุนอยู่แล้ว เพราะกายภาพของมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่ด้วยการดำเนินวิถีชีวิตแบบนี้ เขาจึงเอาหลักคิดนี้มาใช้กับเรื่องทางจิตวิญญาณ หรือเรื่องภายในด้วย ดังนั้นเมื่อไหร่ที่เขาเอาเรื่องการพึ่งพาสิ่งภายนอกมาใช้กับเรื่องภายใน เขาจะปิดโอกาสในการพึ่งพาตนเองทันที เธอลองนึกดูนะ ตอนที่เธอศรัทธาพระพุทธเจ้าอยู่นั้น เธอจะลืมศรัทธาตนเอง และพระเจ้าในตนเองไปเลยใช่ไหม” เขาถาม
“อืม” ผมทำท่าคิด
“แล้วมันก็ส่งผลเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่อื่นๆ อีกมากมาย” เขาเสริม
“ส่งผลเป็นอะไรอีกหรือครับ” ผมถาม
“เอาเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อนแล้วกัน ผู้ที่จงใจสร้างกระบวนการแห่งการพึ่งพานี้ขึ้นมา เขาจำเป็นต้องใช้กรรมวิธีนี้เพื่อทำให้เกิดความศรัทธา และเขาก็เอาพระพุทธเจ้ามาใช้เป็นเครื่องมือ ซึ่งนั่นเท่ากับเขาไม่ได้ให้ความเคารพในแนวทางของพระพุทธเจ้า เช่นทำให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นผู้วิเศษเหนือกว่ามนุษย์คนอื่นๆ ทำให้มีปาฏิหาริย์ต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย เพราะพระพุทธเจ้ามีปาฏิหาริย์ทางปัญญาที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว”
“กระบวนการถัดมาคือ การสร้างรูปเคารพเพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า เพื่อยกให้พระพุทธเจ้านั้นกลายเป็นผู้วิเศษ ซึ่งนั่นก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ทำเช่นนี้ยังไม่บรรลุสัจธรรม เพราะเขาไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วเราทุกคนคือพระเจ้า เราคือหนึ่งเดียวกัน มาจากที่เดียวกัน มีความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร แต่ด้วยแผนการที่ต้องการให้ทุกคนพึ่งพาพวกเขา เขาจึงทำเช่นนั้น การสร้างรูปเคารพคือการสร้างความศรัทธาจากภายนอก ด้วยการสัมผัส รู้ ดู เห็น ที่ง่ายที่สุด ยิ่งทำให้ใหญ่โต ยิ่งทำให้วิจิตรงดงามมากเท่าไหร่ ความศรัทธาจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เมื่อมีความศรัทธาต่อสิ่งภายนอกมากเท่าใด ความศรัทธาในตนเองจะยิ่งน้อยลง”
“ผมฟังไม่ผิดใช่ไหมครับ ที่ท่านพูดว่าไม่ให้ศรัทธาพระพุทธเจ้า ถ้าสิ่งที่ท่านพูดนี้รู้ไปถึงหูของผู้นำศาสนาของผมเมื่อไหร่ ผมว่าต้องเป็นประเด็นใหญ่แน่นอนเลยครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“ถ้าผู้นำศาสนาคนนั้นหมายถึงพระพุทธเจ้าละก็ ถ้าเขารู้ว่าตอนนี้มีคนศรัทธาในตัวเขา จนลืมที่จะศรัทธาตนเอง ฉันว่าเขาจะเสียใจมากกว่าดีใจนะ” ท่านโภเชตอบ
“ไม่ใช่ครับ ผู้นำในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีบทบาทในด้านการกำกับดูแลและเผยแผ่ศาสนาน่ะครับ” ผมแย้ง
“ขนาดพระพุทธเจ้าที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งศาสตร์การเป็นพุทธะ เขายังไม่ปรารถนาให้ใครมาศรัทธาตัวเขาเลย แล้วพวกเขาเป็นใครทำไมถึงต้องการให้คนมาศรัทธา ฉันขอบอกไว้เลยนะ ใครก็ตามที่บอกว่าให้มาศรัทธาตัวเขา หรือองค์กรของเขา แสดงว่าเขาไม่ได้ปรารถนาดีกับเธอ และนั่นแสดงว่าพวกเขายังไม่บรรลุสัจธรรมด้วย เพราะคนที่เขารู้ความจริงสูงสุด คนที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร, รู้ว่าคนอื่นๆ เป็นใคร, รู้ว่าทุกคนมาจากไหน และจะกลับไปที่ไหน เขาจะไม่ยอมให้คนอื่นมาศรัทธาตัวเขาอย่างเด็ดขาด เพราะเขารู้อย่างแจ่มแจ้งแล้วว่าทุกคนมาจากที่เดียวกันและมีความเท่าเทียมกัน
เมื่อคนเหล่านั้นมาศรัทธาตัวเขา ผู้คนก็จะขาดความศรัทธาในตนเองไปทันที ผู้ที่ทำเช่นนี้ถือว่าเป็นความผิดทางจิตวิญญาณอย่างมหันต์ ดังนั้นผู้ที่บรรลุสัจธรรมแล้วจะต้องทำหน้าที่บอกให้มนุษย์ศรัทธาตนเองเท่านั้น”