๑๐๙.
มหาจักรพรรดิ
“เมื่อถึงเวลานั้นเธอจะรู้ด้วยตัวเอง ในทุกภพชาติของการไปเกิดนับจากนี้ เธอจะระลึกรู้จากเบื้องลึกของจิตวิญญาณของเธออยู่เสมอว่า เธอจะต้องกลับมาอีกครั้ง และเมื่อเธอได้ไปเกิดในช่วงเวลานั้นแล้ว เธอจงสังเกตสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มักจะมาปรากฏกับเธอ บางครั้งมันอาจจะเกิดซ้ำไปซ้ำมา จนเธอต้องแปลกใจ บางครั้งอาจจะมีการยืนยันจากผู้อื่นที่ไม่น่าจะรู้เรื่องราวนี้ของเธอ ซึ่งมีแต่เธอเท่านั้นที่รู้ บางครั้งเขาอาจจะถามเธอว่า มันหมายความว่าอย่างไร ที่จริงเธอรู้ความหมายนั้นดี รู้ว่าเธอต้องมาทำอะไร ซึ่งจะเป็นการมาย้ำเตือนให้เธอแน่ใจว่า เธอคือใคร”
“และที่สำคัญเธอจะได้รับคำเชิญจากอชิตะ เขาจะเป็นผู้ส่งคำเชิญนี้ออกไปทั่วโลก เมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างต่อคำเชิญนั้น ขอให้เธอจงซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก จงไปตามคำเชิญนั้นอย่าได้ลังเล เธอจงรู้ไว้เถิด ไม่ว่าเธอกำลังอยู่ที่ไหนในโลก คำเชิญของเขาจะถูกส่งตรงไปถึงเธออย่างแน่นอน มันจะถูกส่งไปซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเธอต้องแปลกใจ” พระพุทธเจ้าอธิบายเสริม
“ข้าแต่เจ้าแห่งพุทธะ แล้วข้าฯ จะสามารถทำสิ่งใดได้ ในเมื่อข้าฯ เป็นเพียงสตรี” นางนันทมารดาถาม
“ดูก่อนมหาโพธิสัตว์สตรีทั้งหลาย ถึงแม้ว่ายุคสมัยนี้เธอจะไม่สามารถปฏิบัติกิจได้อย่างภิกษุที่เป็นบุรุษ เหตุเพราะเธอไม่สามารถออกเดินทางรอนแรมตามลำพังได้ เธอไม่สามารถครองเพียงผ้าสองผืน ถือบาตรหนึ่งใบ ค่ำไหนนอนนั่นได้ แต่ในยุคแห่งความเสื่อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น จะกลับกัน สตรีจะกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ เธอทั้งหลายจะเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสถาบันศาสตร์แห่งการเป็นพุทธะ ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถนำพาผู้คนให้เข้าสู่การเป็นพุทธะได้อย่างมากมาย ผ่านเครื่องกลที่ไร้รูป เธอจะก้าวข้ามข้อจำกัดทั้งหมดด้วยเครื่องกลเหล่านั้น ช่วงเวลานั้นเธอจะเป็นเสมือนดั่งราชินี ที่นำกองทัพธรรมเข้าสู่สมรภูมิ เธอจะเป็นดั่งวีรสตรีผู้กอบกู้สถานการณ์ ให้คนทั้งโลกได้เจริญในธรรม”
“ข้าแต่พระพุทธเจ้า แล้วภิกษุอย่างพวกข้าฯล่ะ จะมีสถานภาพเป็นเช่นไร ข้าฯ จะยังคงเป็นภิกษุอย่างที่ข้าฯ เป็นนี้อยู่อีกหรือไม่” พระอุปติสสะถาม
“เป็นหรือไม่เป็นไม่ใช่สาระสำคัญ ความหมายของคำว่าภิกษุของฉันคือ เธอจะต้องทำทุกวิถีทางให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการเป็นพุทธะ ไม่ว่าเธอจะทำด้วยวิธีการไหน จะด้วยการพูด การเขียน หรือการแสดงออกให้เป็นแบบอย่าง หากผลลัพธ์ปลายทางคือสามารถทำให้ทุกคนค้นพบการเป็นพุทธะหรือวิญญาณพระเจ้าที่อยู่ในตน โดยตัวเธอไม่ได้คำนึงถึงเรื่องปากท้อง ไม่คำนึงถึงสถานะทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ฉันก็จะถือว่าเธอคือภิกษุ หากดวงจิตของเธอไปเกิดเป็นชนชาติอื่นอันไกลโพ้น เธออาจจะมีสถานภาพอย่างอื่นตามขนบจารีตของชนชาตินั้นๆ แต่ในห้วงคำนึงที่ปรากฏให้เธอได้สัมพันธ์กับจิตพระเจ้าในตัวเธอ เธอสามารถสื่อสารกับพุทธะในตัวเธอ และเธอมีความปรารถนาที่จะบอกเรื่องราวนี้กับทุกคน เธอก็จะยังเป็นภิกษุในสายตาของฉัน ในทางกลับกันหากเธออยู่ในคราบของภิกษุ แต่เธอไม่ได้ปฏิบัติกิจเหล่านี้ ฉันจะไม่ถือว่าเธอคือภิกษุ” พระพุทธเจ้าตอบ
“ในช่วงเวลาแห่งการเดินทาง ผ่านภพชาตินับจากนี้เป็นต้นไป สิ่งที่เธอต้องทำคือ การไปเกิดเพื่อสั่งสมพรสวรรค์ประจำตัวให้มากที่สุด มันจะเปรียบเสมือนอาวุธประจำกาย ที่เธอจะต้องนำติดตัวไปใช้ในอนาคต ซึ่งแต่ละคนจะมีหน้าที่และทักษะไม่เหมือนกัน เธอจะต้องนำไปประสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อทำให้เกิดพลานุภาพสูงสุด เธอทั้งหมดคือมหาจักรพรรดิ เธอทั้งหมดคือมหาโพธิสัตว์ที่จะไปอุบัติขึ้น ถึงแม้เธอจะมีกันเป็นพันคน แต่เธอจะมีหัวใจดวงเดียวกัน นั้นคือหัวใจของอริยเมตไตรย”
“เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลาไหนคือช่วงที่มหาโพธิสัตว์จะไปอุบัติขึ้น” พระกิมพิละถาม
“การอุบัติของพวกเธอในเวลานั้นจะไม่เรียกว่าโพธิสัตว์อีกแล้ว เพราะพวกเธอจะเป็นมหาบุรุษที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และเมื่อมหาบุรุษรวมตัวกันได้โดยสมบูรณ์แล้ว พวกเธอจะถูกขนานนามใหม่ว่า ‘มหาจักรพรรดิ’
สิ่งที่เธอต้องทำประการแรกคือ เธอจงตามหาอชิตะให้เจอ เมื่อไหร่ที่เธอเจอเขา เธอก็จะได้เจอเพื่อนของเธอ
ประการที่สอง เธอจงระลึกให้ได้ว่าเธอคือใคร ระลึกให้ได้ว่าเธอคือ ‘อมิตตาภพุทธ’ เธอคือ ‘จิตวิญญาณของพระเจ้าที่สว่างไสวเป็นอนันต์’
ประการที่สาม เธอต้องนำคุณสมบัติความเป็นพระเจ้าของเธอนั้นออกมาแสดง ทุกคนจะมีธรรมพิเศษที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะเติมเต็มซึ่งกันและกัน เธอจงเอาทักษะที่ต่างกันนั้นมาส่งเสริมกัน ไม่เอามาดูแคลนกัน เพราะถึงแม้ว่าบางคนจะมีบทบาทที่ไม่สำคัญในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับมหาจักรพรรดิ จะไม่สามารถขาดใครได้แม้สักคนเดียว”
“ประการสุดท้าย เธอจงระลึกให้ได้ว่า เธอเคยตั้งเจตจำนงเอาไว้อย่างไร เธออาจจะระลึกได้เองหรือระลึกได้จากที่เธอเจอกับอชิตะ แต่ทันทีที่เธอรับรู้ถึงเจตจำนงของเธอ จิตวิญญาณของเธอจะแสดงสัญญาณออกมาเพื่อยืนยันในการรับรู้นั้น เธอจงสังเกตมันให้ดี มันจะเป็นการแสดงออกทางความรู้สึก ที่ทำให้เธอต้องแปลกใจ รู้สึกดีใจเหมือนได้สิ้นสุดการเดินทางอันแสนยาวไกล รู้สึกเหมือนการเฉลิมฉลอง รู้สึกถึงความปรารถนาที่จะสร้างสรรค์สังคมแห่งพุทธะ สังคมบริบูรณ์ธรรม สังคมที่เป็นดั่งแดนสุขาวดี ดินแดนฟ้าสีทอง อันเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมแห่งความเมตตา หลังจากที่พากเพียรผ่านภพ ผ่านชาติ ผ่านความเจ็บปวด มาอย่างยาวนาน”
“ข้าแต่พุทธเจ้า เราจะทำให้เรื่องราวการอุบัติขึ้นของมหาโพธิสัตว์นี้สืบทอดไปจนถึงเวลานั้นได้อย่างไรเจ้าคะ” นางอุบลวรรณาถาม
“ขอให้พวกเธอนำข้อความนี้ไปใช้เป็นคำบริกรรมสืบต่อกัน ข้อที่หนึ่งขอให้ระลึกถึง ‘การเป็น’ จิตพุทธะที่เป็นอนันต์หรือจิต ‘อมิตตาภพุทธ’ ไว้เสมอ เพราะสิ่งนี้คือประตูที่จะพามนุษย์ทุกคนไปสู่สัจธรรมสูงสุด โดยผลลัพธ์หลังจาก ‘การเป็น’ จิตพุทธะนี้จะปรากฏออกมาเป็นลำดับที่สองคือ ทุกคนจะเกิดสภาวะการรู้ธรรม ทุกคนจะประจักษ์ในสัจธรรมด้วยตนเอง และเมื่อเกิดการประจักษ์แจ้งแล้ว ทุกคนจะนำคุณสมบัตินั้นไปสู่ข้อที่สามคือ พวกเธอจะสร้างสังคมที่อุดมด้วยธรรม สังคมที่เป็นดั่งดินแดนพุทธมารดา แดนพุทธเกษตร เป็นสังคมที่มนุษย์ทุกผู้ ทุกนามจะบรรลุสัจธรรมสูงสุด สังคมที่มีแต่สันติสุขและเป็นอิสระ โดยให้เธอกล่าวสั้นๆ ว่า จงเป็นจิตอันประเสริฐดั่งพุทโธ จงแสดงออกอันประเสริฐเป็นธัมโม จงสร้างสรรค์สิ่งประเสริฐเป็นสังโฆ” พระพุทธเจ้าตอบ
“ดูก่อนมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย ขอให้กล่าวคำปวารณานี้พร้อมกัน ณ บัดนี้เถิด” พระพุทธเจ้าพูดพร้อมกับยกมือขึ้นประนม จากนั้นทุกคนก็ยกมือพนมตาม
“ข้าฯ ขอรำลึกถึงมหาอมิตตาภพุทธ อันเป็นต้นธารแห่งความประเสริฐสามประการอันได้แก่ การตระหนักรู้ในจิตอันเป็นพุทธะ การเข้าใจความจริงอันเป็นธรรมะ การรังสรรค์อารยธรรมอันเป็นสังฆะ บัดนี้ข้าฯ ได้กำเนิดเป็นมหาบุรุษผู้มีแก้วสารพัดนึก กำเนิดเป็นมหาบุรุษผู้ทรงธรรม กำเนิดเป็นโพธิสัตว์พันมือพันศีรษะ กำเนิดเป็นมหาจักรพรรดิ ผู้มีชัยต่อพญามารทั้งปวง กำเนิดเป็นผู้เลิศด้วยลาภบารมี กำเนิดเป็นผู้อุดมด้วยเมตตาบารมี กำเนิดเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยปัญญาบารมี บัดนี้ข้าฯ ขอตั้งจิตอธิษฐานที่จะไปเป็นมหาจักรพรรดิ ผู้ทรงพลานุภาพในโลกธาตุ ณ บัดนี้เถิด” พระพุทธเจ้านำกล่าวให้ทุกคนได้ตั้งสัจจาธิษฐานไปพร้อมกัน
“ฉันขอประกาศว่า นับจากนี้การเดินทางของมหาโพธิสัตว์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เธอทั้งหลายจะได้ไปอุบัติขึ้นตามคำปวารณาของเธอ ภิกษุทั้งหลายจงออกเดินทางไปยังแคว้นที่ห่างไกล เดินทางไปยังทวีปที่ไม่รู้จัก ไปเพื่อประกาศการเป็นพุทธะให้กับมวลมนุษย์ เพื่อให้เขาได้พบสัจธรรมจากภายใน เพื่อรังสรรค์สังคมแห่งสันติสุข ให้บังเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก ไปเถิดท่านทั้งหลาย วันนี้ฉันจะถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่เรามาร่ำลาทางจิตวิญญาณกัน เพื่อจะได้ไปเจอกันอีกครั้งในอนาคต” พระพุทธเจ้าพูด
สิ้นเสียงของพระพุทธเจ้า เสียงร้องไห้โฮ ก็ดังขึ้นมาจากผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ทางขวา เธอคือพระนางมัลลิกา มเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล