๑๐๘.
เพื่อนช่วยเพื่อน
“มหาโพธิสัตว์ทั้งหลายโปรดนั่งลงเถิด” พระพุทธเจ้าพูดพร้อมกับนั่งลงในท่าเดิม
“เพราะเหตุใดพระองค์จึงตัดสินใจเช่นนั้นหรือเจ้าคะ” พระนางปชาบดีถามพระพุทธเจ้าเป็นคนแรก เกี่ยวกับเรื่องที่พระองค์ตัดสินใจที่จะไปเกิดในโลกอนาคต
“นั่นสิเจ้าคะ ข้าฯ รู้สึกแปลกใจจนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเช่นกัน” นางวิสาขาพูดสนับสนุน
“ดูก่อนมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย ครั้งนี้ฉันไม่ได้ไปในฐานะครู แต่ฉันจะไปในฐานะเพื่อน เพื่อนที่เคยสัญญาว่าจะช่วยเหลือกัน ในเมื่อเพื่อนของฉันอุตส่าห์ไปช่วยฉันในสถานการณ์แห่งความเสื่อมช่วงกึ่งสมัยของฉัน การที่ฉันจะไปช่วยเพื่อนของฉัน ในช่วงเริ่มต้นสมัยของเขาในกาลอนาคต คงไม่ผิดใช่ไหม และอีกอย่างฉันปรารถนาที่จะไปสำรวจบ้านของฉันว่า ขณะนั้นมีสภาพเป็นเช่นไร หากมีสิ่งใดชำรุด จะได้ถือโอกาสซ่อมแซมให้มันสวยงามน่าอยู่ตามเดิม สำหรับฉัน การนี้มันคืออภิมหาสถานการณ์ครั้งสำคัญที่สุด ฉันรู้สึกภาคภูมิใจที่สุดที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจอันทรงเกียรติครั้งนี้” พระพุทธเจ้าพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความปิติยินดี
“ข้าแต่พระผู้เป็นพระภาคของพระเจ้า ข้าฯ สงสัยว่าในเมื่อจิตของท่านและของพวกข้าฯ ทั้งหลาย พ้นจากอิทธิพลของกรรมแล้ว หมดสิ้นพันธะที่จะทำให้ต้องกลับไปเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว เราต้องทำอย่างไรจึงจะกลับไปเกิดเป็นภพเป็นชาติอีกเจ้าคะ” พระนางมัลลิกาถาม
“จริงอยู่ ที่เธอทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นผู้พ้นจากกองทุกข์ พ้นจากเครื่องรัดตรึงทั้งปวง เป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ปราศจากความยึดถือและอยู่เหนือผลกรรม เป็นผู้มีจิตผ่องใสเบิกบานในทุกขณะจิตแล้ว แต่จิตของพวกเธอก็มีอานุภาพเหนือสิ่งอื่นใด การตั้งเจตจำนงอย่างแน่วแน่คืออานุภาพที่มีความคล้ายกับอานุภาพของกิเลส คือมีการจดจำแต่มิใช่การจองจำ มันจะเป็นการตั้งจุดมุ่งหมายที่บันทึกไว้กับจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเจตจำนงที่จะนำพาให้เธอทุกคนไปเจอกันในอนาคต อย่าได้กังวลใจไปเลย น้ำย่อมไหลลงสู่เบื้องต่ำง่ายกว่าไหลขึ้นเบื้องสูง จิตของเธอก็เช่นกันเพียงแค่เธอปล่อยให้มันไหลไปตามธรรมชาติ มันก็จะลงสู่เบื้องต่ำได้โดยไม่ต้องพยายาม” พระพุทธเจ้าอธิบาย
“พระองค์พูดเช่นนี้หมายความว่า ให้เราปล่อยกิเลสนำพาเรากลับไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดอีก อย่างนั้นใช่ไหมเจ้าคะ” นางอุบลวรรณาถาม
“ฉันถือว่ามันเป็นกระแสเดียวกันแต่ไม่เหมือนกัน ผู้ที่รู้จักกิเลสและมองเห็นการมีอยู่ของกิเลส ย่อมประเสริฐกว่าผู้ที่ไม่รู้จักกิเลสและมองไม่เห็นการมีอยู่ของกิเลส ผู้ที่ยอมรับการมีอยู่ของมันด้วยการตระหนักรู้ โดยไม่ทำให้เกิดความเศร้าหมองทั้งต่อตนเองและผู้อื่น มันจะกลายเป็นความงดงาม ที่เต็มเปี่ยมด้วยความสร้างสรรค์ การสัมผัสรับรู้สิ่งต่างๆที่เปี่ยมไปด้วยการสำนึกขอบคุณต่อผู้ที่รังสรรค์ให้มันปรากฏขึ้นบนโลก การยอมรับว่าทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัย ล้วนมีหน้าที่และวัตถุประสงค์ของมัน ผีเสื้อตัวน้อยมิได้ดอมดมดอกไม้ด้วยกิเลสฉันใด มนุษย์ผู้รู้ก็จะรับรสสัมผัสทุกอย่างได้อย่างเข้าใจฉันนั้น ขอเพียงจิตของเธอรู้เหตุผลและหน้าที่ ที่แท้จริงโดยไม่เอาจิตเข้าไปก่อเป็นความเศร้าหมองเป็นสำคัญ” พระพุทธเจ้าอธิบาย
“หมายความว่าเราจะต้องกลับไปเป็นคนธรรมดา ที่ใช้ชีวิตเกลือกกลั้วกับกิเลสและกองทุกข์อีกอย่างนั้นหรือขอรับ” พระยสะถาม
“คำพูดที่เธอพูดออกมานี้มันแสดงออกถึงการจำแนกบุคคลด้วยวิถีการดำเนินชีวิต ภิกษุมีหน้าที่ออกเดินทางเพื่อเผยแผ่หลักการเป็นพุทธะให้กว้างไกลที่สุด ดังนั้นหากพวกเธอมีภาระที่จะต้องดูแลครอบครัว มันจึงเป็นอุปสรรคต่อวิถีของการเป็นภิกษุ การที่เธอเลือกมีเพียงผ้าสองผืน มีบาตรหนึ่งใบ มันคือเครื่องแสดงออกถึงวิถีชีวิตที่ไร้ความกังวลต่อความเป็นอยู่ การที่เธอละวางกิเลส กินอะไรก็ได้ที่คนบริจาคทาน นอนอย่างไรก็ได้โดยไม่ยึดถือความสุขสบาย มันมิได้เป็นเครื่องหมายว่าเธอวิเศษหรือสูงส่งกว่าใคร ปัจจัยเดียว ที่บ่งบอกว่าใครคือผู้ที่เข้าถึงสัจธรรมแล้วคือ การเป็นหัวใจแห่งพุทธะ หัวใจที่มีแต่ความรักที่บริสุทธิ์ ดุจเดียวกับหัวใจของแม่ที่เอ็นดูลูกน้อย ดังนั้นใครก็ตามที่มีหัวใจเช่นนี้ จะเป็นสามีภรรยา เป็นคนเฒ่าหรือเด็กน้อย เป็นคนยากหรือมหาเศรษฐี เขาผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้พ้นจากทุกข์ได้อย่างเสมอภาคกัน เธอจงระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก อย่าให้สถานภาพที่เธอเลือก ณ ปัจจุบันนี้ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกพวกเธอออกจากกัน” พระพุทธเจ้าตอบ
“ข้าแต่บรมครู แล้วนับจากนี้พวกข้าฯ จะต้องทำเช่นไร” จิตตคฤหบดีถาม
“นับจากนี้ขอให้เธอทั้งหลายดำเนินการเผยแผ่วิธีการ‘เป็น’ พุทธะกับผู้คนให้มากที่สุด ถึงแม้เธอจะรู้ทั้งรู้ว่า ไม่สามารถทำให้คนทั้งโลกรู้ได้ ก็ขอให้เธอทำมันจนลมหายใจสุดท้าย เพื่อเพิ่มปริมาณคนที่เข้าใจให้มากที่สุด ผู้ที่เป็นภิกษุ ขอให้ออกเดินทางไปยังทุกสารทิศ ไปให้ไกลที่สุด เมื่อเธอบอกกับผู้คนจนแน่ใจแล้วว่า เขารู้เรื่องนี้อย่างแท้จริง เธอจงออกเดินทางต่อไป ส่วนคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน จงทำกิจวัตรต่างๆ ให้ส่งเสริมการดำรงอยู่ตามวิถีการเป็นพุทธะ จงบอกทุกคนว่าเขาคือพุทธะ เขาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เมื่อเขาสามารถรู้สึกถึงการเป็นพระเจ้าได้แล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ เขาจะค้นพบสัจธรรมด้วยตัวเขาเอง เธอไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สอนสัจธรรมให้กับใคร” พระพุทธเจ้าตอบ
“ไม่ต้องสอนสัจธรรมอย่างนั้นหรือเจ้าคะ มันจะเป็นไปได้หรือเจ้าคะ” โกลิยราชธิดาถาม
“หากเธอเป็นนักเป่าขลุ่ย และเธอต้องการสอนให้ทุกคนเป็นนักเป่าขลุ่ย เธอจงสอนให้เขารู้จักเพียงว่าขลุ่ยนั้นมีกี่เสียง ปิดรูไหน เปิดรูไหน แต่ละรูให้เสียงอะไร และสอนให้เขาฝึกทักษะการเป่านั้นจนชำนาญ ส่วนหน้าที่การประพันธ์เพลงขลุ่ยใหม่ๆ นั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา เขาจะต้องรังสรรค์มันด้วยตัวเอง หน้าที่ของเธอสิ้นสุดแค่การสอนให้เขามีทักษะการเป่าขลุ่ย ที่สำคัญคือการเป็นพุทธะนั้นง่ายกว่าการเป็นนักเป่าขลุ่ย เพราะการเป่าขลุ่ยยังต้องใช้การฝึกฝน แต่การเป็นพุทธะสามารถใช้จิตตัดสินใจว่าเขา ‘เป็น’ โดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝนใดๆ ” พระพุทธเจ้าตอบด้วยการเปรียบเทียบ
“เมื่อไหร่ที่เธอเผลอไปสอนสัจธรรม นั่นเท่ากับเธอกำลังปิดโอกาสไม่ให้เขาค้นพบสัจธรรม” พระพุทธเจ้าย้ำ
“ทำไมถึงเป็นการปิดโอกาสได้ขอรับ ผมเห็นใครๆ เขาก็สอนสัจธรรมกันทั้งนั้น” พระอุปติสสะถาม
“หากลูกศิษย์ที่เรียนเป่าขลุ่ยกับเธอถามว่าเพลงเศร้าเป็นเช่นไร แล้วเธอก็สอนเพลงเศร้าที่เธอเคยประพันธ์ไว้ให้เขาเล่นตาม เขาอาจจะเป็นนักเรียนที่เก่ง สามารถจดจำท่วงทำนองได้อย่างแม่นยำ และสามารถเป่าแสดงความรู้สึกเศร้าออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เขาไม่รู้จักการสร้างสรรค์ความรู้สึกเศร้า ให้ปรากฏออกมาเป็นท่วงทำนองในแบบของตัวเองและด้วยตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่ที่เขานึกถึงเพลงเศร้าเขาจะนึกถึงแต่เพลงของเธอ จนลืมไปว่ายังมีเพลงที่แสดงถึงความเศร้าอีกเป็นล้านๆเพลง ที่รอให้เขาเป็นผู้ประพันธ์มันออกมา”
“หน้าที่ที่แท้จริงของเธอคือ เพียงแค่สอนให้รู้จักขลุ่ย สอนให้รู้จักวิธีการเป่าขลุ่ย สอนวิธีการแต่งท่วงทำนองเพลง ส่งเสริมให้เขาได้ประพันธ์เพลงขลุ่ยออกมาด้วยตนเอง ชี้ชวนให้จินตนาการถึงท่วงทำนองที่จะปรากฏขึ้นจากความรู้สึกต่างๆ โดยไม่เอาความรู้ของเธอไปชี้นำใดๆ และถ้าเมื่อไหร่ที่เขามีความสามารถในการจินตนาการนั้น และสามารถถ่ายทอดมันออกมาเป็นท่วงทำนองได้เองแล้ว ต่อไปไม่ว่าเขาจะต้องการประพันธ์เพลงที่แสดงความรู้สึกแบบไหน เขาก็จะสามารถประพันธ์มันขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาเธอเลย” พระพุทธเจ้าอธิบาย
“ข้าแต่พระองค์ หากพวกเราต้องไปเกิดผ่านภพชาติต่างๆ มากขึ้น ดวงจิตอาจจะไปเกิดในพื้นที่อื่น เพราะต้องเดินทางไปยังที่ห่างไกล พวกเราอาจจะพลัดหลงกัน พวกเราอาจจะลืมกันและกัน และเมื่อถึงเวลานั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่า จะต้องมาทำอะไร ที่ไหนอย่างไร” พระติสสเมตเตยถาม