อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๐๖.

๑๐๖.

จิตวิญญาณอาสา

“ดูก่อนแม่นาง… เรื่องราวทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับทุกๆ คนที่อยู่ ณ  ที่แห่งนี้” พระพุทธเจ้าพูดกับนางวิสาขา

“เกี่ยวข้องอย่างไรหรือเจ้าคะ” เจ้าหญิงสุปปวาสาที่นั่งอยู่รอบนอกอีกฟากหนึ่งพูดด้วยการออกเสียง แต่เราทั้งหมดก็ได้ยินอย่างชัดเจน เนื่องจากผสมการสื่อสารทางจิต

“ประการแรกในช่วงกึ่งสมัยของฉันหรือประมาณอีก 2,500 ปีนับจากนี้ เวลานั้นโลกจะหมุนเข้าสู่ ‘กลียุค’ ซึ่งเป็นยุคแห่งความเสื่อมสูงสุดในทุกๆ ทาง อันได้แก่ ความเสื่อมด้านสภาพแวดล้อมเกิดเป็นความวิปริตแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ความเสื่อมทางด้านสุขภาพของมนุษย์และสรรพสัตว์ อันเป็นผลพวงมาจากความเสื่อมทางสภาพแวดล้อม ความเสื่อมทางด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ที่เป็นผลพวงมาจากความเสื่อมด้านสุขภาพ และประการสุดท้ายคือความเสื่อมทางด้านศีลธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสื่อมทั้งหมดดังที่กล่าวมา ผู้คนสมัยนั้นจะมีแต่ความเกลียดชัง มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ เต็มไปด้วยกลลวงและหลุมพราง ผู้คนจะใช้อารมณ์กำหนดชะตาชีวิตและสังคม โดยเฉพาะกับผู้ปกครองบ้านเมือง หากไร้สติไร้คุณธรรม มันจะเป็นยุคที่มีความเปราะบางมากที่สุด เพราะโลกพร้อมจะเกิดความหายนะครั้งใหญ่ได้ทุกเมื่อ เนื่องจากในสมัยนั้นจะปรากฏอาวุธมหาประลัยที่ทรงอานุภาพ  มันคือลูกไฟบรรลัยกัลป์ ที่พร้อมจะฆ่าทุกสรรพชีวิตบนโลก ซึ่งขณะนั้นเหล่าผู้นำของแคว้นมหาอำนาจ ต่างฝ่ายต่างครอบครองลูกไฟบรรลัยกัลป์ไว้เป็นจำนวนมากพอ ที่จะทำลายโลกทั้งใบให้ดับสูญในพริบตา มันจึงเป็นความเสี่อมที่มีความเสี่ยงสูงสุด เพราะเมื่อใดที่แต่ละแคว้นรบพุ่งกัน เมื่อนั้นโลกจะเข้าสู่ความหายนะทันที” พระพุทธเจ้าเริ่มต้นอธิบาย

“ประการที่สองในเวลานั้น โลกกำลังต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน โลกกำลังต้องการมหาบุรุษที่จะมาช่วยแก้ไขจากความเสื่อมสูงสุดให้กลายเป็นความเจริญสูงสุด มาช่วยชำระล้างจิตใจมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ให้สามารถเข้าสู่สภาวะจิตอรหันต์ จิตพุทธะ หรือจิตอันประเสริฐที่อุดมด้วยความรักความเมตตาที่บริสุทธิ์ใจปราศจากเงื่อนไขใดๆ มันคือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโลกมนุษย์”

“เมื่อเหตุการณ์ทั้งสองมาบรรจบกัน ระหว่าง ความเสื่อมสูงสุดของโลกกับความจำเป็นจะต้องปรับแก้ไข ให้โลกมีความเจริญในธรรมสูงสุด เปรียบเสมือนการพยายามเปลี่ยนปีศาจร้ายให้กลายเป็นอริยบุคคลโดยฉับพลัน และไม่ใช่การเปลี่ยนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือแคว้นใดแคว้นหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนคนทั้งหมด เพื่อให้โลกพร้อมที่จะเข้าสู่ยุคฟ้าสีทอง”

“ซึ่งขณะนี้ มีบุคคลบุคคลหนึ่งอาสาทางจิตวิญญาณที่จะไปกอบกู้สถานการณ์นั้นแล้ว เขาได้ตั้งเจตจำนงนี้มาตั้งแต่อดีตชาติว่า จะไปเป็นผู้แก้ไขความเข้าใจผิดที่มีต่อศาสนาของฉัน ให้ถูกต้องต่อไปจนครบ 5,000 ปี และเขายังตั้งปณิธานว่าจะไปรังสรรค์โลก ณ เวลานั้นให้กลายเป็นดินแดนสุขาวดี ดินแดนแห่งสันติสุข”

“บุคคลนั้นคือใครหรือเจ้าคะ” พระนางมหาปชาบดีถาม

“เดิมทีบุคคลผู้นั้นจะต้องมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าก่อนฉัน แต่เนื่องจากฉันได้จงใจสร้างสัญลักษณ์ที่ทำให้เขาเข้าใจว่า ฉันจะได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าก่อนเขา จากบุพกรรมในครั้งนั้นจึงส่งผลให้การอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าของเขา มาคาบเกี่ยวกับยุคสมัยของฉัน ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลา ซึ่งการไปอุบัติในครั้งนี้ เป็นแผนการที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่แรกแล้วว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงอะไร จนบุคคลผู้นี้ ต้องมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ จากร้ายให้กลายเป็นดี และช่วงเวลานั้นจะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นยุคสมัยของเขา จะเป็นช่วงเวลาของการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปพร้อมๆ กัน หรือที่พวกเธอรู้จักเขาในนามว่าพระศรีอริยเมตไตรย” พระพุทธเจ้าอธิบาย

“นี่เป็นเรื่องเดียวกันกับที่พระองค์เคยบอกไว้ในครั้งก่อนไหมเจ้าคะ ครั้งที่พระองค์ไม่ยอมรับการถวายผ้าสองผืนจากฉัน แต่กลับให้ฉันไปถวายกับพระบวชใหม่ และพระองค์ก็บอกว่าคนที่ฉันถวายผ้าไปนั้นคือพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป ที่จะมาอุบัติขึ้นในอนาคตแห่งภัทรกัปนี้” พระนางมหาปชาบดีถามต่อ

“ถูกต้องแล้วพระแม่เจ้า…อชิตะคือผู้ที่จะไปเกิดเป็นพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคต” พระพุทธเจ้าพูด

หลังจากที่พระพุทธเจ้าเอ่ยถึงชื่อพระอชิตะว่า คือผู้ที่จะไปอุบัติเป็นพระศรีอริยเมตไตรย เสียงของทุกคนก็ดังเซ็งแซ่ราวกับอยู่ท่ามกลางฝูงนกกระจาบที่กำลังแตกรัง

“ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอให้ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ หากไม่เข้าใจสิ่งใดโปรดไขข้อข้องใจนั้นกับเจ้าตัวเสียบัดนี้เถิด” พระพุทธเจ้าเสนอ

สิ้นเสียงของพระพุทธเจ้าความเงียบก็เข้าปกคลุมทันที เสียงของจิ้งหรีดเรไรก็ปรากฏขึ้น มันเงียบจนผมสามารถได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง และเวลานี้ผมก็รู้สึกถึงความคิดของอชิตะที่ถามขึ้นในใจ ซึ่งผมรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังตั้งใจถามผม

“ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เป็นวิญญาณที่สูงส่งหรืออะไรก็ตามขอได้โปรดบอกข้าด้วยเถิดว่า ข้าต้องทำสิ่งใด” เขาถามในใจ

“ฉันคือตัวท่านในอนาคต ที่จริงฉันก็ไม่รู้อะไรมากนัก ฉันมาเพื่อจะรู้เรื่องราวของตนเอง และฉันเพิ่งจะรู้ว่า ท่านคือฉันในอดีต วันนี้เราต่างมาเพื่อรู้เรื่องราวที่เราไม่รู้ และฉันก็ไม่มีความสามารถใดๆ ที่จะไปแก้ไขโลกอนาคตจากความเสื่อม ให้เจริญดั่งกับแดนสุขาวดีหรอก ฉันรู้เพียงอย่างเดียวว่า ภารกิจครั้งนี้ฉันต้องอาศัยเพื่อนที่เคยสัญญากันไว้ว่าจะมาทำภารกิจนี้ร่วมกัน” ผมตอบกลับไปในความคิด

“ข้าก็รู้สึกเช่นกันว่า ข้าจะมีสหายจำนวนมาก พวกเขากำลังรอข้าอยู่ในอนาคต เพราะข้าเคยเห็นพวกเขาในนิมิต” อชิตะตอบกลับในความคิดเช่นกัน

“แล้วสหายเหล่านั้นคือใครกัน ท่านลองถามพระพุทธเจ้าดูดีไหม” ผมเสนอแนวทาง

“ได้สิ” อชิตะตอบ

“ข้าแต่พระผู้เป็นภาคของพระเจ้า…บัดนี้ข้าฯ ยอมรับโดยดุษฎีว่าได้เคยตั้งเจตจำนงที่จะไปเป็นพุทธเจ้าในอนาคต มาตั้งแต่โบราณกาล โดยมีนามว่าศรีอริยเมตไตรย แต่ข้าฯ จะขอถามเกี่ยวกับเรื่องสหายในนิมิตของข้าฯ ว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นใครมาจากไหน และมีที่มาที่ไปอย่างไรได้ไหมขอรับ” อชิตะตั้งคำถามกับพระพุทธเจ้า

“อชิตะเอ๋ย…ก่อนที่ฉันจะตอบคำถามของเธอ ฉันมีอะไรบางอย่างจะบอก โดยมากผู้ที่บรรลุอรหัตผลได้แล้ว เขาจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เขาจะได้ชื่อว่าพ้นจากทุกข์ พ้นจากสังสารวัฏ สามารถตัดขาดจากความเศร้าหมองทั้งปวงได้อย่างสิ้นเชิง”

“และเมื่อเขาบรรลุสัมโพธิญาณแล้ว ขณะที่เขายังมีชีวิตเหลืออยู่ เขาจึงตั้งใจที่จะทำทุกวิถีทาง เพื่อจะช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นจากพันธนาการนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เฉกเช่นเดียวกับที่เขาได้รับโอกาสนั้นจากพระพุทธเจ้า”

“และในห่วงเวลาแห่งการดำรงอยู่อันยาวไกลของโลกธาตุแห่งนี้ แต่ละยุคแต่ละสมัย จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้โลกต้องเดินทางเข้าสู่ความเสื่อมเป็นครั้งคราเสมอ จนบางครั้งถึงกับร้างราจากธรรมอันประเสริฐไปชั่วขณะ ซึ่งในช่วงเวลาแห่งความเสื่อมนั้น จะปรากฏอริยบุคคล เพื่อไปเป็นผู้เริ่มต้นชี้ทางสว่างให้กับมนุษย์ ซึ่งอริยบุคคลนั้นๆ เราจะเรียกเขาว่า ‘ผู้ที่รู้ว่าตนเองเป็นพุทธะ’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘พุทธเจ้า’ แต่การจะไปเป็นพุทธเจ้าได้นั้น เขาจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษกว่าทั่วๆ ไปคือ เขาจะต้องเสียสละตนเองอย่างมหาศาล โดยยอมให้ดวงจิตของเขากลับมาเวียนว่ายตายเกิด ในโลกแห่งความไม่รู้นี้ไปอีกหลายร้อยหลายพันชาติ จนกว่าจะได้ไปเกิดในช่วงเวลาแห่งความเสื่อม ตามที่ตนเองได้ตั้งเจตจำนงเอาไว้”

“ในช่วงเวลาตั้งแต่ที่เขาเริ่มตั้งเจตจำนง จนไปถึงยุคที่เขาจะได้ไปเกิดเป็นพุทธเจ้านั้น ฉันจะเรียกดวงจิตวิญญาณที่อาสาไปเกิดนี้ว่า ‘โพธิสัตว์’

สภาวะการเป็นโพธิสัตว์นั้น มีคุณสมบัติที่สำคัญคือการเป็นผู้เสียสละหรือเป็นผู้ให้ และนับจากนี้เป็นต้นไปดวงจิตของเธอจะได้ชื่อว่าเป็นโพธิสัตว์ไปอีก 2,500 ปี เธอจงยอมรับเงื่อนไขนี้ด้วยความเต็มใจเถิด” พระพุทธเจ้าย้ำเตือนคุณสมบัติที่สำคัญนี้ต่ออชิตะ

“ข้าพระเจ้ายอมรับด้วยความเต็มใจขอรับ… แต่สิ่งที่ข้าฯสงสัยคือเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของสหาย ที่พวกเขารอข้าฯ อยู่ในอนาคต” อชิตะถามต่อ

“ดูก่อนอชิตะ พวกเขาไม่ได้รอเธออยู่ที่อนาคตดอก พวกเขาจะไปพร้อมกับเธอ เพียงแต่เวลานี้พวกเขายังไม่ได้ตั้งเจตจำนงที่จะไปเท่านั้น”

“พวกเขาเป็นใครและอยู่ที่ไหนหรือขอรับ” อชิตะถาม

“นี่คือเหตุที่เรามาประชุมกันในวันนี้…” พระพุทธเจ้าพูดก่อนที่จะนิ่งเงียบไป พระองค์ปล่อยให้บรรยากาศแห่งความสงัดปรากฏชัด ท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ที่เริ่มตั้งฉากกับท้องฟ้า