๑๐๓.
ถวายผ้า
“ในปีถัดมา หลังจากที่เธอสนทนากับพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องการสลับดอกบัวกันในอดีตชาติ เหล่าอัครสาวกทุกคนและพระพุทธเจ้าก็มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมบ้านเกิดที่กรุงกบิลพัสดุ์ โดยพระพุทธเจ้าได้ไปประทับอยู่ที่วิหารนิโครธาราม ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองกบิลพัสดุ์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 4 กิโลเมตร ณเวลานั้นวิหารนิโครธารามที่แต่เดิมเคยเป็นเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นศาสนสถานของพุทธศาสนาไปแล้ว เทวรูปต่างๆ ถูกทุบทำลายไปหมดแล้ว ในบ่ายวันหนึ่งหลังจากที่มีการถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและเหล่าอัครสาวกทุกรูปแล้ว นางปชาบดีซึ่งมีศักดิ์เป็นพระมาตุฉา ที่เคยทำหน้าที่เป็นแม่เลี้ยงของพระพุทธเจ้าและเป็นแม่แท้ๆ ของพระนันทะ ก็นำผ้าที่เธออุตส่าห์ตั้งใจให้ข้าทาสบรรจงทอด้วยใยไหมชั้นดี มีความบางเบา นุ่มนวล เงางามจำนวนสองผืน ผืนหนึ่งเป็นผ้าสำหรับนุ่งด้านใน อีกผืนหนึ่งใช้สำหรับห่มคลุมทั้งตัว นางตั้งใจที่จะถวายผ้าสองผืนนี้แด่พระพุทธเจ้าเพราะเห็นว่าผืนเดิมที่พระองค์ใช้อยู่นั้น เป็นเพียงผ้าฝ้ายธรรมดาๆ ย้อมด้วยขมิ้นชันที่ดูซีดจาง และบางจุดก็มีการปะชุนซ่อมแซมแล้ว นางเห็นว่าหากนางได้มอบผ้าสองผืนนี้แด่พระพุทธเจ้า จะทำให้พระองค์ดูมีสง่าราศี ดูสมเกียรติแห่งการเป็นพระพุทธเจ้า และเป็นเครื่องแสดงออกถึงความเคารพศรัทธาที่นางมีต่อพระองค์ ดั่งที่เคยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ กับครูบาอาจารย์ในศาสนาพราหมณ์”
“เมื่อนางนำผ้าสองผืนนั้นมาถวายแด่พระพุทธเจ้า พระองค์รู้ได้ทันทีว่าไม่สมควรรับผ้านั้นไว้ เหตุผลสำคัญคือพระองค์ไม่ต้องการให้ภาพของพระองค์ดูเหนือกว่าใครๆ โดยเฉพาะกับบรรดาอัครสาวก พระองค์จึงไม่ยอมรับการประเคนจากนาง และขอให้นางนำไปมอบแด่อัครสาวกของพระองค์แทน เบื้องต้นนางรู้สึกเสียใจแต่ด้วยเป็นความประสงค์ของพระพุทธเจ้า นางจึงไม่อาจขัด จากนั้นนางจึงหันไปยังพระสารีบุตรซึ่งเป็นมหาอัครสาวกลำดับต้น ๆ เพื่อถวายผ้านั้น แต่พระสารีบุตรก็คิดเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าว่า หากห่มผ้าสองผืนนี้เมื่อไหร่จะทำให้ตนดูเหนือกว่าใครๆ จึงไม่ยอมรับการประเคนผ้าสองผืนนั้นเช่นกัน นางจึงหันไปมอบแด่พระอานนท์ พระมหากัสสปะเรื่อยไปจนครบเกือบทุกคน แต่ไม่มีใครยอมรับผ้าสองผืนนี้เหมือนกันหมด เหลือแค่คนเดียวคือเธอ ซึ่งเวลานั้นเธอเพิ่งจะมาใหม่ยังไม่มีใครรู้จักและไม่ปรากฏความสามารถพิเศษใดๆ ที่โดดเด่น”
“ถึงแม้ว่านางจะไม่ค่อยเต็มใจนัก ที่ต้องถวายผ้าสองผืนนี้แด่เธอ และเธอเองก็รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมไม่มีใครยอมรับผ้าสองผืนนี้เลย ซึ่งเธอคือคนสุดท้ายที่จะต้องรับเนื่องจากไม่เหลือใครอีกแล้ว เธอจึงหันไปสบตากับพระพุทธเจ้า เพื่อให้พระองค์ยืนยันการรับผ้านั้น พระพุทธเจ้าจึงพยักหน้าให้เธอเป็นผู้รับ ดังนั้นผ้าสองผืนนั้นจึงตกมาเป็นของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้”
“ทันทีที่เธอรับประเคนผ้านั้น นางปชาบดีก็เกิดความเสียใจถึงกับหลั่งน้ำตา ที่นางอุตส่าห์ตั้งใจจะถวายผ้าเนื้อดี ราคาแพงนี้แด่พระพุทธเจ้า แต่เหตุการณ์มันกลับกลายเป็นว่าต้องถวายแด่พระใหม่ที่อยู่ท้ายแถวไปเสีย นางรู้สึกว่าปริมาณบุญกุศลที่จะได้รับในครั้งนี้เหลือเพียงแค่ปลายนิ้วก้อย”
“พระพุทธเจ้าเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า ‘ดูก่อนพระแม่เจ้า…หากความเศร้าโศกที่บังเกิดขึ้นกับพระแม่เจ้านี้ เนื่องมาจากไม่สมความปรารถนาในมหากุศลที่จะได้รับ ข้าขอชี้แจงดังนี้ ขอให้พระแม่เจ้าจงบังเกิดความปิติยิ่งนับจากนี้เถิด เพราะผ้าที่พระแม่เจ้านำมาถวายนั้นได้ตกอยู่ในมือของ ‘จอมพระชินสีห์ ที่จะมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในกาลอนาคตแล้ว’ เมื่อนางปชาบดีได้ยินดังนั้นจึงคลายความเศร้าใจและเปลี่ยนเป็นความปิติทันที” ท่านโภเชอธิบาย
“แสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงประกาศการเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตของอชิตะ ตั้งแต่เวลานั้นแล้วใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว… เอาละไปดูเหตุการณ์ในวันประชุมใหญ่ของเธอต่อเถอะนะ” ท่านโภเชพูด
“ดีครับ” ผมตอบรับ
“ดูก่อนท่านทั้งหลาย…” พระพุทธเจ้าพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ก่อนที่ฉันจะให้อชิตะบอกเล่าเรื่องราวในอนาคตให้ท่านทั้งหลายได้รับฟัง ฉันมีบางสิ่งจะชี้แจง ในภายภาคหน้าก่อนที่มหาโลกธาตุนี้จะหมุนเข้าสู่ด้านสว่าง ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะทำให้โลกธาตุของเรานี้เข้าสู่ ‘ยุคฟ้าสีทอง’ และกลายเป็นแดน ‘สุขาวดี’ ผู้คนเวลานั้นจะเรียกตัวเองว่า ‘ชาววิไล’ คนทั้งโลกจะมีความเจริญในธรรม จะรุ่งโรจน์ทางปัญญา บ้านเมืองจะผาสุก ผู้คนในสังคมจะเปี่ยมด้วยความเอื้ออาทรและปรารถนาดีต่อกัน ฐานะความเป็นอยู่จะเท่าเทียมกัน มีแต่เศรษฐีผู้มั่งคั่ง มีทุกอย่างมากมายจนเหลือกินเหลือใช้ ประชาชนจะมีเวลาเหลือเฟือ ผู้คนจะสนใจเรื่องจิตใจของตนเอง มีเวลาดูแลร่างกายและประทินผิวพรรณด้วยเครื่องหอม มีเวลาประดิษฐ์ประดอยเครื่องประดับและเสื้อผ้าอาภรณ์ให้สวยงาม ซึ่งทอจากผ้าเนื้อดีอย่างพิถีพิถัน มีความงดงามวิจิตรเหมือนกันหมด จนแทบจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ตราบเมื่อเดินเข้าบ้านแล้ว จึงจะรู้ว่านี่สามี นี่ภรรยาฉัน ถนนหนทางจะเป็นระเบียบเรียบร้อยมีแต่ความปลอดภัย เวลาจะไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องกลัวอันตราย ออกจากบ้านก็ไม่ต้องปิดประตูลงกลอน ทรัพย์สินมีค่าแก้วแหวนเงินทองวางไว้ก็ไม่มีใครลักขโมย”
“ดูก่อนท่านทั้งหลาย…ก่อนกาลนั้นจะมาถึง โลกธาตุนี้จะต้องเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมสูงสุดเสียก่อน เปรียบเสมือนกงล้อที่ไหลดิ่งลงจากที่สูงจนมาถึงจุดต่ำสุด ก่อนจะทะยานขึ้นอีกด้านหนึ่งอย่างง่ายดาย เมื่อกาลแห่งความมืดมิดนั้นมาถึง โลกธาตุจะมัวหมอง จิตของมนุษย์จะตกต่ำไร้ศีลธรรม ผู้คนจะมีแต่การเบียดเบียน อาฆาต พยาบาท มีแต่ความรังเกียจเดียดฉันท์ บ้านเมืองจะโกลาหลวุ่นวาย โจรผู้ร้ายจะครองเมือง ฐานะความเป็นอยู่จะย่ำแย่ ยาจกขอทาน คนไร้บ้าน คนอดอยาก จะปรากฏทุกหย่อมหญ้า ผู้ปกครองจะไม่มีคุณธรรม บริหารบ้านเมืองด้วยความทุจริต คิดฉ้อ เศรษฐีและคนมีอำนาจจะรวมหัวกันเบียดเบียนผู้อื่นอย่างไร้ยางอาย ความอดอยากยากแค้นจะทำให้เกิดการแย่งชิงปล้นฆ่าเพื่อความอยู่รอด ไพร่ฟ้าประชาชีจะดิ้นรนหนีตายจนไร้ความสงบสุข ผู้คนจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะหุงหาอาหารยามที่ท้องหิว ประชาชนจะขาดแคลนแม้กระทั่งปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี ร่างกายจะทรุดโทรม มองไปทางไหนมีแต่คนอมทุกข์ อมโรค หน้าตาผิวพรรณจะหยาบกร้าน บ่งบอกถึงการตรากตรำ โรคภัยไข้เจ็บจะรุมเร้า แม้กระทั่งกับคนที่มีเงินมีทองมากมาย บ้านช่องห้องหอจะไร้ความปลอดภัย อยู่กันด้วยความวิตกกังวล ผู้คนจะหวาดระแวงแม้กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกัน พ่อจะฆ่าลูก ลูกจะฆ่าแม่ พี่จะฆ่าน้อง ทุกคนจะตื่นตระหนก หวั่นเกรงเรื่องความปลอดภัยของตนเองและทรัพย์สิน ต่อให้เก็บซ่อนอย่างมิดชิดขนาดไหนก็จะมีคนมาลักขโมยมันไปจนได้”
“ดูก่อนท่านทั้งหลาย…เมื่อความเสื่อมในยุคนั้นปรากฏ มนุษย์จะมีสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้พวกเขาสามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้มากและง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นล้วนจะส่งเสริมให้เกิดความเสื่อมได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์”
“นับจากนี้เป็นต้นไปฉันจะมอบหน้าที่ให้อชิตะ มาเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปของโลกอนาคตในช่วงเวลานั้นให้แก่ท่านทั้งหลายได้รับรู้” พระพุทธเจ้าอธิบายพร้อมกับหันไปบอกสิ่งที่อชิตะปฏิเสธไว้ในตอนต้น
“เอ่อๆ…” อชิตะเกิดความลังเลเพราะไม่มั่นใจว่าจะเอาเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าพูดนั้นมาจากไหน
“เธอจงตั้งคำถามกับตนเองเกี่ยวกับโลกอนาคตว่า มีลักษณะเป็นเช่นไร โดยไม่ต้องกังวลในสถานภาพของตัวเอง ไม่ต้องสนใจอดีต ไม่ต้องสนใจอนาคต ขอให้รู้เพียงว่าขณะนี้เธอกำลังมีดวงจิตดวงหนึ่ง รอที่จะบอกคำตอบนั้นกับเธอ” พระพุทธเจ้าแนะนำอชิตะ
“ตั้งคำถามเกี่ยวกับโลกอนาคตหรือขอรับ” จากนั้นอชิตะก็ลองกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ และตั้งคำถามตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำ