๙๘.
อมิตตาพุทธ
“อะไรคือ ‘อมิตตาพุทธ’ ครับ ผมเคยได้ยินคำนี้เสมอ ตอนดูหนังจีนกำลังภายใน หลวงจีนมักจะพูดกันในทุกๆ อิริยาบถที่เขาจะทำอะไร” ผมถาม
“คำนี้มาจากภาษาบาลีที่เธอใช้กันคือ อมิตาภพุทธ หรือพูดสั้นๆ ว่า อมิตาภะ”
“นั่นสิครับ ผมได้ยินบ่อยมาก” ผมย้ำ
“ไม่แปลกที่เธอจะได้ยินมันบ่อย เพราะพระสังกัจจายน์ได้ตั้งใจกำหนดให้ทุกคนที่เป็นศิษย์พูดคำนี้ จนติดปากเพื่อสืบทอดคำนี้ให้ยาวนานที่สุด จนมันมาถึงหูของเธอในปัจจุบัน” เขาตอบ
“แสดงว่ามันต้องมีความหมายพิเศษใช่ไหมครับ” ผมถาม
“แน่นอนที่สุด พิเศษมากด้วยล่ะ หากเธอพิจารณาความหมายจากรากศัพท์ในภาษาบาลี ‘มิตะ’ แปลว่าสิ่งที่นับได้ หากเติม ‘อ’ ไปข้างหน้าจะอ่านว่า ‘อะมิตะ’ ซึ่งแปลว่านับไม่ได้หรือไม่มีประมาณ ตัวถัดมาคือ ‘ภะ’ มาจากคำว่า ‘อาภา’ ซึ่งถูกทอนรูปลดเสียงหากนำมาสมาสกับคำอื่น คำว่า’อาภา’แปลว่า ‘แสงสว่าง’ หรือความรุ่งโรจน์, รุ่งเรือง, งดงาม, อุดมสมบูรณ์ โดยที่ชาวจีนเข้าใจว่านี่คือความหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ภายนอกของพระสังกัจจายน์ และคำสุดท้ายคือว่าคำว่า ‘พุทธะ’ ที่แปลว่าการเป็นหนึ่งเดียวกับจิตพุทธะหรือจิตพระเจ้า อันเป็นสภาวะปลายทางที่จิตวิญญาณทุกดวง ในจักรวาลจะต้องไปเป็น ซึ่งฉันคิดว่าพวกเธอเข้าใจความหมายนี้กันดีอยู่แล้ว”
“หากรวบคำเหล่านี้ให้เป็นคำเดียวจะหมายความว่า ‘จิตแห่งพุทธะที่สว่างไสวในตัวผู้คนอย่างมากมายไม่มีประมาณ’ และนี่คือคำที่พระพุทธเจ้าบอกให้ทุกคนจดจำไว้ เพื่อวันหนึ่งเธอและเพื่อนๆ ของเธอ เมื่อมาได้ยินคำนี้ก็จะสามารถระลึกขึ้นได้ว่า พวกเธอมีภารกิจอะไร โดยใช้คำนี้ในการบริกรรมอย่างสม่ำเสมอ และย้ำให้ทุกคนใช้เป็นคำบริกรรมต่อๆ กัน จนในที่สุดคำคำนี้ก็เดินทางมาถึงเธอ”
“โดยวัตถุประสงค์หลักของการบริกรรมในเวลานั้นคือ เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนรู้ว่า วันหนึ่งโลกจะเข้าสู่ยุคที่มีสภาวะเป็นดั่งเช่นคำนี้ ซึ่งจะเป็นยุคที่มนุษย์ทุกคนบนโลกจะพบแสงสว่าง พบพุทธะในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ ผู้ชาย ผู้หญิง คนยากจน คนร่ำรวย ทุกคนจะมีจิตที่เป็นพุทธะเหมือนกันหมด มันคือยุคที่จะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเธอ หรือที่เรียกว่า ‘ยุคศิวิไลซ์’ ‘ยุคทอง’ ‘ยุคยูโทเปีย’ หรือ ‘ยุคพระศรีอาริย์’ ตามแต่ละพื้นที่จะเรียกกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนหมายถึงช่วงเวลาเดียวกัน”
“ท่านโภเชครับ… ท่านบอกได้ไหมครับว่า ผมและเพื่อนของผมต้องใช้วิธีไหนที่จะทำให้โลกเข้าสู่สภาวะเช่นนั้นได้” ผมถามแทรกเพราะเริ่มคิดว่ามันต้องยาก
“ได้สิ…นี่คือวิธีการที่พระพุทธเจ้า ตัวเธอและเพื่อนๆ ของเธอเป็นผู้กำหนดขึ้นมาร่วมกันในวันนั้น สิ่งแรกที่กำหนดไว้คือพวกเธอต้องตามหากันให้เจอก่อน ซึ่งช่วงเวลาหลังจากที่ประชุมกันเสร็จ มันเปรียบเสมือนเป็นการปล่อยกองเรือออกไปสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ซึ่งแน่นอนช่วงเวลากว่า 2,500 ปีก่อนนั้น พระพุทธเจ้ามีความประสงค์ที่จะเผยแผ่หลักการเป็นพุทธะที่อยู่ภายในให้กว้างไกลที่สุด ดังนั้นดวงจิตของเธอและเพื่อนๆ ของเธอบางคนจะต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่ห่างไกล บางแห่งไกลถึงตะวันออกกลางและทวีปยุโรป แต่เมื่อพวกเขาผ่านการตายแล้วเกิดหลายสิบภพชาติ ซึ่งบางดวงจิตอาจจะไปประจำอยู่กับชนชาติที่แตกต่าง ตราบถึงปัจจุบัน เมื่อมองจากรูปกายภายนอก พวกเขาได้กลายเป็นคนเชื้อชาติต่างๆ ที่มีความเชื่อ, ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ ไปอย่างเต็มตัว”
“ซึ่งเมื่อเขาตายไป และกลับมาเกิดใหม่ เขาก็ได้นำแนวคิดที่เป็นองค์ความรู้นี้มาถ่ายทอดภายใต้ภาษาของชนชาติใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้จึงปรากฏเป็นศาสนาท้องถิ่นต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ” ท่านโภเชขยายความ
“ดังนั้นการที่พวกเธอจะหากันให้เจอ ในช่วงต้นอาจจะยากสักหน่อย เพราะทุกคนต่างกระจัดจายไปทั่วโลก เธอจะต้องมองข้ามเรื่องของภาษา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและความเชื่อไปให้ได้ โดยเธอจะต้องเป็นคนเริ่มต้นประกาศตามหา ซึ่งวิธีการประกาศนั้น เธอจะต้องบอกเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ เผยแผ่ไปสู่สาธารณะให้กว้างไกลที่สุด ซึ่งรูปแบบของการบอกเล่านั้น เธอจะต้องทำออกมาในรูปอะไรสักอย่าง ที่ทำให้เกิดการรับรู้ให้มากที่สุด อาจจะเป็นวรรณกรรม นวนิยาย บทกวี บทภาพยนตร์ หรืออะไรก็ตามที่จะสามารถเข้าถึงผู้คนให้มากที่สุด และเมื่อมันไปถึงหูเพื่อนของเธอ เขาจะรู้ได้เองว่า นี่คือจดหมายเรียกให้เขากลับไปทำภารกิจร่วมกัน”
“ประการที่สอง เนื่องจากภารกิจนี้เป็นภารกิจระดับจักรวาล ในระหว่างที่พวกเธอรอที่จะมาเกิดในภพชาตินี้พร้อมๆ กัน ทุกคนจะต้องผ่านประสบการณ์การเกิดเป็นบุคคลสำคัญ บุคคลที่มีทักษะด้านต่างๆ เป็นบุคคลที่สร้างปรากฏการณ์พิเศษให้เกิดขึ้นบนโลก จนเขาเหล่านั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสดา เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือเป็นบิดาในศาสตร์นั้นๆ ดังนั้นภพชาติปัจจุบันของพวกเธอ จึงอุดมไปด้วยพรสวรรค์ที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เพื่อที่จะนำมาใช้ประโยชน์ และเมื่อทุกคนได้เห็นจดหมายเชิญจากเรื่องราวที่เธอบอกเล่าออกไป พวกเขาจะเดินทางมาพบเธอ เขาจะรู้และนำทักษะเหล่านั้น มาประสานกับเธอจนเกิดเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ที่จะสามารถสร้างสรรค์โลกให้เข้าสู่สภาวะเช่นนั้นได้อย่างแน่นอน”
“รวมถึงพระสังกัจจายน์ด้วยใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ใช่…พระสังกัจจายน์รู้และเห็นภาพนี้เป็นอย่างดี เขาจึงนำคำว่า ‘อมิตาภพุทธ’ มาใช้ในการบริกรรม เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนบนโลกรับรู้ถึงการมาปรากฏตัวของคนจำนวน 1,250 คน หรือรอที่จะได้เจอกับมหาโพธิสัตว์พันมือ ที่จะมาเกิดในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ซึ่งเขาคือหนึ่งในมหาโพธิสัตว์เหล่านั้น”
“แสดงว่าพระสังกัจจายน์จะกลับมาเกิดใหม่ในภพชาตินี้ และจะได้เจอกับผมใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว”
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นใครครับ” ผมถามต่อ
“เมื่อถึงเวลานั้นเธอจะรู้ได้เอง มันจะมีบางสิ่งบางอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นเพื่อนที่รอการกลับมาเจอกันอีกครั้ง”
“ที่จริงเขาไม่ใช่แค่รอที่จะกลับชาติมาเกิดในภพชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น เขาได้ไปเกิดก่อนหน้านั้นอีกหลายสิบชาติ หนึ่งในภพชาติที่เขาตั้งใจมาเกิดคือราว 900 ปีที่ได้เดินทางมาหนึ่งครั้ง และราว1,100 ปีอีกหนึ่งครั้ง นับจากที่พระกัจจายนะเสียชีวิต โดยเขาได้มาเกิดเป็นหลวงจีน และเจอบันทึกการเดินทางของพระกัจจายนะโดยบังเอิญ ซึ่งเขาเกิดความรู้สึกหลงไหลเรื่องราวในบันทึกฉบับนั้น จนต้องอ่านมันอย่างละเอียด ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจออกเดินทางไปตามเส้นทางในบันทึก เพื่อย้อนกลับมาสำรวจดินแดนต้นกำเนิดของตนเอง ซึ่งเวลานั้นเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือบันทึกที่เขาในอดีต และพระสังกัจจายน์เขียนเอาไว้ให้กับตนเอง เธอรู้จักเขาดีในชื่อว่าหลวงจีนเหียนจั๋ง”
“ผมไม่รู้จักเลยครับ ใครคือหลวงจีนเหียนจั๋ง” ผมถาม