อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๙๗.

๙๗.

วชิรญาณ

“ไม่ใช่เทพ แต่เป็นวิญญาณ” เขาตอบ

“วิญญาณของใครหรือครับ” ผมถาม

“คน คนนี้เธอรู้จักเขาในชื่อว่าโมคคัลลานะ  เขาเปรียบเสมือนเป็นมือขวาของพระพุทธเจ้าเลย เพราะเมื่อเขาเข้าถึงการเป็นพุทธะได้แล้ว ทักษะพิเศษของจิตวิญญาณของเขา จึงถูกนำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดวงจิตเดิมของเขามีทักษะพิเศษ ที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิปาฏิหาริย์ได้ ซึ่งเป็นทักษะที่เขาสั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติ ประกอบกับดวงจิตเดิมของเขาเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถชี้ข้อธรรมยากๆ ให้ผู้คนได้ประจักษ์ ผ่านการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ด้วยการตั้งคำถามและชี้ชวนให้หาคำตอบด้วยตนเอง บางครั้งเป็นคำถามที่กระแทกใจสามารถกะเทาะเปลือกความยึดถือกับสิ่งที่เคยชิน หรือจากจิตที่คิดแบบมนุษย์ เขาสามารถทำลายกรอบความเชื่อเดิมๆ จนทำให้คนนั้นสามารถเข้าถึงการเป็นพุทธะได้โดยเฉียบพลัน

วิธีการนี้ปัจจุบันพวกเธอเรียกกันว่า ‘วชิระ’ หรือ ‘เซ็น’ ซึ่งเขาได้ไปตั้งสำนักอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง และเขาได้ส่งลูกศิษย์ที่ไว้ใจหลายร้อยคน ให้ออกเดินทางไปเผยแผ่ยังดินแดนอันไกลโพ้น หรือประเทศจีนในปัจจุบัน เขาจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้วางรากฐานแนวคิด พุทธแบบวชิรญาณหรือแบบเซ็นให้แก่ภูมิภาคแถบนี้ ผู้คนจึงยกย่องให้ท่านโมคคัลลานะเป็นปรมาจารย์ แห่งการเข้าถึงพุทธะแบบเฉียบพลัน” ท่านโภเชอธิบาย

“ท่านโมคคัลลานะเองหรือครับ ที่เป็นต้นกำเนิดพุทธแบบเซ็น แล้วทำไมไม่มีชื่อของท่านในประวัติศาสตร์ของเซ็นเลยล่ะครับ” ผมถาม

“ไม่มีหรอก เพราะวิธีการของเขาไม่ให้ยึดถือในตัวบุคคล ประกอบกับเขามีชีวิตสั้น เพราะท่านโมคคัลลานะเสียชีวิตก่อนพระพุทธเจ้า แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆ เขากลับสร้างบุคลากรที่เข้าถึงการเป็นพุทธะแบบเฉียบพลันนี้ได้อย่างมากมาย ซึ่งบุคคลเหล่านั้นได้กระจายตัวไปทางทิศตะวันออกและขึ้นไปทางเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศเวียดนาม จีน ไต้หวัน เกาหลีและญี่ปุ่นในปัจจุบัน ซึ่งศิษย์ของท่านโมคคัลลานะทุกคน ล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา และเป็นผู้ได้รับการยกย่องว่าเชี่ยวชาญศาสตร์แห่งเซ็น”

“ทำไมท่านโมคคัลลานะถึงเสียชีวิตก่อนพระพุทธเจ้าล่ะครับ ท่านแก่กว่าหรืออย่างไรครับ”

“เขาไม่ได้แก่กว่า แต่เขาถูกลอบทำร้าย เนื่องจากมีเหล่าพราหมณ์ที่เล็งเห็นว่าท่านโมคคัลลานะคือ ผู้ที่ทำให้ผู้คนเป็นอิสระจากความกลัว ซึ่งเป็นวิธีการที่พราหมณ์ใช้กันอย่างแพร่หลาย และแน่นอนว่า มันคือการขัดผลประโยชน์ของสถาบันพราหมณ์ พวกเขาจึงส่งคนมาลอบสังหาร แต่ด้วยทักษะพิเศษของท่านโมคคัลลานะ ที่สามารถดลใจให้เกิดสถานการณ์ต่างๆ อย่างน่าอัศจรรย์ จึงทำให้โจรรับจ้างเหล่านั้นเกิดความเกรงกลัวและไม่สามารถลอบทำร้ายท่านได้”

“แล้วทำไมท่านถึงตายล่ะครับ” ผมถาม

“ผู้ประสงค์ร้ายยังไม่ลดละความพยายาม พวกเขาก็ยังส่งโจรมาทำร้ายอยู่เรื่อยๆ เป็นครั้งที่สอง สาม สี่ ห้า จนในที่สุดท่านโมคคัลลานะเล็งเห็นว่า ป่วยการที่จะหลีกเลี่ยงเพราะนี่คือพันธสัญญาเดิม ที่เคยผูกมัดกันมาตั้งแต่อดีต ถึงอย่างไรท่านก็ต้องได้รับผลนั้น จึงยอมจำนนต่อคู่กรณี เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านบาดเจ็บสาหัส หากเป็นบุคคลธรรมดาก็ตายสถานเดียว แต่ด้วยฤทธิ์ที่เขามีจึงสามารถประคองและฟื้นฟูตนเอง ให้พอจะมีชีวิตอยู่ได้ จากนั้นก็เดินทางมุ่งหน้ากลับไปหาพระพุทธเจ้า แต่เนื่องจากท่านบาดเจ็บหนัก ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เมื่อไปถึงได้ไม่นานก็สิ้นลมหายใจต่อหน้าพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะมีการประชุมกันวันนี้เพียงไม่กี่เดือน ดังนั้นวันนี้ท่านโมคคัลลานะจึงเป็นคนเดียวที่มีสภาวะเหลือแต่จิต” ท่านโภเชอธิบาย

“เมื่อพูดถึงดินแดนอันไกลโพ้นหรือประเทศจีนในปัจจุบัน ก็ยังมีบุคคลสำคัญอีกหนึ่งคน ถ้าไม่พูดถึงคนคนนี้คงจะไม่ได้ เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาทเผยแผ่การเป็นพุทธะได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งหากเปรียบเทียบเป็นขนาดของพื้นที่แล้ว จะกินพื้นที่มากกว่าพระพุทธเจ้าหลายสิบเท่าเลยทีเดียว”

“เขาเป็นใครหรือครับ” ผมถาม

“ก่อนหน้าที่เขาจะออกเดินทางไปเผยแผ่การเป็นพุทธะยังดินแดนอันไกลโพ้นนั้น ตอนที่เขายังพำนักอยู่กับพระพุทธเจ้า เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม ผิวขาวผุดผ่อง ท่าทางสง่างาม จนบางครั้งผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าเขาคือพระพุทธเจ้า เวลาไปไหนจะมีผู้คนมาห้อมล้อมจำนวนมาก โดยเฉพาะสาวๆ และโยมอุปัฏฐากที่เป็นสตรี นอกจากจะเป็นคนหล่อ พูดจาไพเราะ อารมณ์ดีแล้ว ตัวเขายังมีทักษะในการอธิบายการเป็นพุทธะได้กระชับ เข้าใจง่าย เหมาะกับประชาชนทั่วไป ซึ่งผิดกับการอธิบายของพระพุทธเจ้า ที่มักจะอธิบายที่มาที่ไปอย่างเป็นเหตุเป็นผลโดยละเอียด ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่ร่ำเรียนมามาก และกำลังแสวงหาความลึกซึ้งทางด้านจิตวิญญาณ”

“เนื่องจากความหล่อของเขา จึงเป็นแรงดึงดูดให้สาวๆ เข้ามาหาเป็นจำนวนมาก แต่มาด้วยความปรารถนาอื่นที่ไม่ใช่ต้องการสนทนาธรรม บางคนมาเฝ้าทุกวันเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ คอยสังเกตคนอื่นๆที่มีทีท่าว่าจะมาชอบเขาเหมือนกัน หล่อนก็จะหาทางกีดกัน บางครั้งมีการพูดจาส่อเสียดให้ร้ายกัน จนเกิดการทะเลาะวิวาท เวลาที่เขาพูดถึงใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ก็จะเกิดการอิจฉาริษยากัน จนทำให้บรรยากาศในที่พำนักของเขาไม่สงบสุข เขาจึงตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่าง โดยไปขออนุญาตจากพระพุทธเจ้าว่า

“ข้าแต่พระผู้เป็นพระภาคของพระเจ้า ข้าฯจะขออนุญาตบริโภคอาหารให้มากขึ้น เพื่อให้ร่างกายของข้าฯอ้วน ซึ่งเป็นการละเมิดแนวทางปฏิบัติเรื่องการบริโภคอาหาร ที่พระองค์เคยวางไว้ว่า ภิกษุควรกินแต่พอดี ไม่ควรกินมากเกินไป” เขาพูดความประสงค์ทันทีเมื่อพบกับพระองค์

“ดูก่อน เพราะเหตุใดท่านถึงคิดทำเช่นนั้น” พระพุทธเจ้าถาม

“ผู้ที่เข้ามาฟังข้อธรรมจากข้าพระเจ้า เขาไม่ได้ยินสัจธรรมที่ออกจากปากของข้าฯ เขาไม่เห็นสัจธรรมที่ข้าฯกำลังแสดงให้เขาดู เขาไม่ซาบซึ้งในอมตะธรรมอันเป็นสภาวะธรรมอันประเสริฐที่ข้าฯกำลังถ่ายทอดให้เขารู้ เหตุเพราะรูปกายของข้าฯบดบังไว้จนมิดชิด” เขาตอบ

เมื่อพระพุทธเจ้าเข้าใจวัตถุประสงค์แล้ว พระองค์จึงอนุญาตตามที่เขาประสงค์ เขาใช้เวลาเกือบสองปี จากร่างกายที่ผอม หุ่นดี กลายเป็นคนอ้วนพุงพลุ้ย จากรูปหน้าเรียวงามกลายเป็นคนหน้ากลมแก้มยุ้ย”

“เขาคือใคร ชื่ออะไรครับ” ผมถาม

“เธอรู้จักเขาในชื่อว่าพระ ‘กัจจายนะ’ แต่คนทั่วไปในภูมิภาคจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นดินแดนที่เขาเดินทางไปนั้นเรียกเขาว่า ‘สังกัจจายน์’ ซึ่งเป็นภาพของพระอ้วน หน้าตาอิ่มเอิบ อารมณ์ดี และเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาเขาคือผู้เริ่มต้นการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบมหายานในประเทศจีน” เขาตอบ

“อ้อๆ…พระสังกัจจายน์นั่นเอง ผมเคยเห็นภาพของท่านมาตั้งแต่เด็กๆ ที่แท้ก็คือพระกัจจายนะ หนึ่งในอัครสาวกนี่เอง” ผมแสดงความเห็น

“หลังจากที่พุทธเจ้าได้อาสาสมัครทางจิตวิญญาณในวันนี้เสร็จแล้ว ทุกคนต่างออกเดินทางไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อเผยแผ่แนวคิดการเป็นพุทธะ หนึ่งในนั้นคือพระกัจจายนะที่เดินทางไปยังประเทศจีน และคำที่เธอมักจะได้ยินจนติดปากจากพระสังกัจจายน์ก็คือคำว่า ‘อมิตตาพุทธ’ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวกับเรื่องราวของเขาและของเธอ” ท่านโภเชขยายความ