๙๒.
ดวงจิตที่ถูกย้าย
“พื้นที่หมายถึงโลกของเธอ ที่เปรียบเสมือนเป็นจุดศูนย์กลางของมหาจักรวาลหรือเอกภพ หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นจุดกำเนิดทางพลังงาน ในการขับเคลื่อนเอกภพให้หมุนรอบตัวเองและสามารถดำรงอยู่ได้ ซึ่งขณะนี้มันได้เข้าสู่ความเสื่อมสูงสุด ที่ไม่สามารถเสื่อมมากไปกว่านี้อีกแล้ว ประจวบเหมาะกับเวลาที่หมายถึงมหาจักรวาลหรือเอกภพนี้มันได้เคลื่อนมาถึงจุดจุดหนึ่ง ที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มันคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนทั้งระบบ หากไม่เปลี่ยนทั้งระบบ หรือเปลี่ยนเฉพาะเพียงแค่บางส่วน พลังงานอาจจะไม่เพียงพอต่อระดับพลังงานใหม่ โลกได้เดินทางมาถึงทางเลือกครั้งสำคัญ ที่จะมีแค่สองทางเท่านั้นคือ
หนึ่งเปลี่ยนระดับพลังงานของคนทั้งโลกให้สูงขึ้นไปทั้งหมดหรือ สองปล่อยให้ดับสูญกันไปทั้งระบบ ซึ่งแน่นอนต้องไม่ใช่ทางเลือกที่สองแน่นอน ดังนั้นภารกิจของเธอจึงเป็นภารกิจที่ท้าทาย เพราะการจะเปลี่ยนคนทั้งโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ท่านบอกว่าโลกจะไม่มีวันดับสูญ แล้วถ้าผมไม่สามารถยกระดับคนทั้งโลกให้สูงขึ้นได้ตามที่ถูกกำหนดไว้ จะเกิดอะไรขึ้นครับ” ผมถาม
“ฉันและเหล่ารูปธรรมชั้นสูงจากสมาพันธ์กาแลกติกทั้งหมด จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด ซึ่งหน้าที่ของพวกเธอตอนนี้เปรียบเสมือนเป็นผู้ที่จะพิสูจน์ให้จักรวาลเห็นว่า มนุษย์โลกทุกคนสามารถยกระดับได้ เธอต้องมาทำหน้าที่แก้ต่างให้มนุษย์ทุกคนว่า พวกเขาพร้อมที่จะเข้าสู่สนามพลังงานใหม่แล้ว เธอมาเพื่อขอโอกาสให้กับมนุษย์ทุกคน ถึงแม้ว่าเธอจะยังไม่เห็นความเป็นไปได้เลยก็ตาม”
“นั่นสิครับ” ผมพูด
“แต่ถ้าหากเกิดกรณีอย่างที่เธอว่าจริงๆ มันก็มีความจำเป็นจะต้องย้ายดวงจิต ของผู้ที่ไม่ยอมยกระดับนั้นไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับพวกเขา ซึ่งจะเป็นตำแหน่งปลายสุดของขอบมหาจักรวาล เพราะตำแหน่งนี้จะไม่ใช่จุดกำเนิดพลัง แต่จะเป็นส่วนท้ายสุดของเอกภพ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับอิทธิพลทางพลังงานจากจุดศูนย์กลางเท่านั้น โดยสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้นยังนิยมการแก่งแย่ง นิยมการเอาเปรียบ นิยมการเข่นฆ่าทำลายกัน ซึ่งเขาอาจจะรู้สึกแปลกใจในช่วงต้น เพราะจู่ๆ เขาก็ได้ไปเกิดบนโลกใหม่อีกโลกหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนว่าสภาพภูมิอากาศภูมิประเทศของโลกแห่งนั้น อาจจะไม่เหมือนกับโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้สักเท่าไหร่ เพราะที่นั่นในเวลากลางวันจะมีท้องฟ้าเป็นสีเหลืองส้ม และเป็นสีเแดงเข้มเหมือนเลือดในเวลากลางคืน เนื่องจากชั้นบรรยากาศที่นั่น เป็นกรดชนิดหนึ่งที่มีความหนาแน่นสูง มันจึงเปรียบเสมือนเป็นเกราะป้องกันรังสี ทั้งความร้อนและรังสีที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ จากห้วงอวกาศไม่ให้เข้ามาทำลายชีวิต อากาศที่พื้นผิวดาวที่เย็นที่สุด จะเริ่มต้นที่ประมาณ 50 องศาเซลเซียล และสูงสุดไปถึง 100 องศาเซลเซียล แต่คนที่ไปเกิดที่นั่นจะมีร่างกายใหม่ ที่ทนต่อความร้อนได้สูง และทนต่อความเป็นกรดได้ดี ผิวหนังเขาจะหนาและด้านคล้ายกับเกล็ดของสัตว์เลื้อยคลาน อาหารที่เขาใช้กินเพื่อประทังชีวิต จะมีลักษณะเป็นกึ่งพืชกึ่งสัตว์ มันจะเกาะติดอยู่ตามโขดหินที่ชื้นๆ มีลักษณะเป็นเหมือกเหนียวๆ มีกลิ่นค่อนข้างเหม็น สัตว์อื่นๆ ที่อยู่ที่นั่นแม้แต่นกตัวเล็กๆ ก็จะมีสัญชาตญาณแห่งการล่ามาตั้งแต่กำเนิด พวกมันจะล่าทุกอย่างที่กินได้ ดังนั้นมนุษย์ที่ไปอาศัยอยู่ที่นั่น จะต้องระวังตัวจากสัตว์ร้ายตลอดเวลา เพราะอาจจะถูกฆ่าเป็นอาหารได้ทุกวินาที”
“โห…ฟังดูแล้วไม่น่าอยู่เอาเสียเลยนะครับ”
“ที่จริงดวงจิตที่ถูกย้ายไปอยู่ที่นั่น จะไม่รู้สึกอะไรมากนัก เพราะพื้นฐานการใช้ชีวิตของพวกเขาก็เป็นแบบนั้นกันอยู่แล้วคือ ทุกวินาทีพวกเขาจะมีแต่ความระแวดระวัง วิตกกังวล ทุกชั่วโมงเขาจะคิดแผนการเข่นฆ่า เอารัดเอาเปรียบ เพื่อเอาตัวรอดกันอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงคุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมใหม่นี้ได้ไม่ยาก”
“แต่จะเป็นจิตมนุษย์แค่ส่วนน้อยที่ถูกย้ายไป เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ที่สามารถยกระดับจิตสำนึกได้ทันเวลา หากคิดเป็นอัตราส่วนจะต้องมากถึง 2 ใน 3 ของโลกหรือประมาณ 4-5 พันล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดบนโลกปัจจุบัน และนี่คือภารกิจของเธอ”
“5พันล้านคน..!!..ผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนั้นล่ะครับ” ผมทวนคำพูดด้วยความตกใจ
“ปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดคือตัวเธอ ปัจจัยที่สองคือเพื่อนๆของเธอ ปัจจัยที่สามคือความพร้อมทางด้านเทคนิค วิธีการ หรือที่เธอเรียกว่าเทคโนโลยี เมื่อไหร่ที่ปัจจัยทั้งสามประการมาบรรจบกันในจุดที่เหมาะสม เธอจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและกินพื้นที่ได้อย่างกว้างขวาง” ท่านโภเชพูด
“ท่านครับผมบอกตามตรงนะครับ สิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมดผมยังไม่เห็นความเป็นไปได้เลยแม้แต่น้อย และมันก็ทำให้ผมเกิดความกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก จากแต่เดิมที่เคยคิดว่าให้วางใจ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เป็นไงเป็นกัน จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่สมองและสองมือจะทำได้ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นความคาดหวัง เพราะเหมือนคนทั้งจักรวาลกำลังมาอยู่ในความรับผิดชอบของผม แล้วถ้าหากผมทำไม่สำเร็จ หรือหากผมไม่เป็นจุดเริ่มต้น ทุกอย่างบนโลกก็จะล่มสลายไป ท่านยังจะให้ผมวางใจได้อยู่อีกหรือครับ” ผมพูดระบายความรู้สึก
“เธอจงวางใจ ในศักยภาพของจิตวิญญาณที่แท้จริงของเธอ เพราะเขาได้สั่งสมทักษะและประสบการณ์ต่างๆ มากว่า 2,500 ปี เพื่อการนี้โดยเฉพาะ จิตวิญญาณของเธอ เขาตื่นเต้นที่จะได้ทำสิ่งนี้และดีใจที่จะได้พิสูจน์ความสามารถของเขาให้โลกได้รับรู้”
“นอกจากตัวเธอแล้วก็ยังมีเพื่อนๆ ของเธออีก 1,249 คน ซึ่งแต่ละคนก็ได้สั่งสมทักษะและประสบการณ์ ในแต่ละด้านไว้อย่างเต็มเปี่ยมเช่นกัน”
“เพื่อนของผมอย่างนั้นหรือครับ แล้วผมไปตกลงกับพวกเขาตอนไหน เรื่องราวเป็นอย่างไรท่านพอจะเล่าให้ฟังได้ไหมครับ” ผมถาม
“เธอจงไปสัมผัสมันด้วยตัวเองนับจากนี้เถอะ” ท่านโภเชเริ่ม