๘๗.
กำหนดความรู้สึก
“เธออย่าเพิ่งดูแคลนเรื่องความรู้สึกนะ เธอรู้ไหม ต่อให้เธอสามารถคิดค้นหุ่นยนต์ หรือซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่มีความสามารถในการประมวลผล สามารถวิเคราะห์ข้อมูล หรือตรวจจับพลังงานจากสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเที่ยงตรง แม่นยำขนาดไหน เธออาจจะสร้างหุ่นยนต์ ที่มีกลไกการจับภาพที่ละเอียดและคมชัดกว่าสายตาของมนุษย์เป็นพันเท่า มีกลไกการรับรู้วัดค่าทั้งอุณหภูมิ วัดความชื้น มีเซ็นเซอร์สำหรับตรวจจับความเคลื่อนไหว ตรวจจับแม้กระทั่งคลื่นความถี่ ที่มนุษย์สัมผัสไม่ได้ เครื่องยนต์อันนั้นก็ยังไม่สามารถมีความรู้สึกได้”
“แล้วสัตว์มีความรู้สึกไหมครับ”ผมถาม
“เธอคิดว่ามันมีหรือเปล่าล่ะ” ท่านโภเชถามกลับ
“เออ… น่าจะมีนะครับ เพราะมันก็มีประสาทสัมผัสใช่ไหมครับ” ผมตอบ
“เนื่องจากสัตว์ไม่มี ‘การคิด’ ความรู้สึกตรงนี้มันจึงเป็นความรู้สึกที่เกิดจากการสัมผัส สิ่งที่เขามีคือประสาทสัมผัสเพื่อการรับรู้ แต่เมื่อรับรู้แล้ว รหัสหรือที่เรียกว่าสัญชาตญาณจะเป็นตัวสั่งการให้เขาทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ซึ่งการตอบสนองต่อการรับรู้นั้นก็จะมีพื้นฐานมาจากรหัสที่ถูกใส่เอาไว้ตั้งแต่แรกเท่านั้น หรือที่ฉันพูดเสมอว่า ไม่ได้เป็นจิตอิสระเหมือนกับมนุษย์”
“การคิดและความรู้สึก ของมนุษย์นี่เองที่ทำให้มนุษย์มีความอิสระ ฉันจึงเรียกความสามารถตรงนี้ว่า ‘การกำหนดความรู้สึก’ ซึ่งเหนือกว่าความรู้สึกจากการสัมผัสรู้ทั่วๆ ไป เมื่อมนุษย์มีสิ่งนี้ การจะเปลี่ยนแปลงหรือยกระดับ เขาจึงต้องเป็นผู้ต้องตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง”
“ความมหัศจรรย์ของความรู้สึก ที่ไม่ใช่ความรู้สึกแบบพื้นฐานที่พวกเธอใช้กันอยู่ มันจะอยู่เหนือกฎ เหนือสมการที่เป็นเงื่อนไขทุกอย่างในจักรวาล มันจะอยู่เหนือกาลเวลา อยู่เหนือระยะทาง ดังนั้นใครก็ตามที่สามารถเข้าถึงทักษะการใช้ความรู้สึก เขาผู้นั้นก็จะมีความอิสระเหนือความอิสระอีกชั้นหนึ่ง อำนาจของสนามพลังงานใดๆ ไม่อาจจะมีอิทธิพลต่อเขาได้ และเวลานี้ก็เป็นโอกาสที่พอเหมาะพอเจาะอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้โลกกำลังย้ายเข้าไปสู่ดินแดนที่มีท้องฟ้าสีใหม่แล้ว”
“แล้วภารกิจของผมคืออะไรครับ” ผมถาม
“ภารกิจของเธอจะประกอบด้วยสองอย่าง
คือ หนึ่งพาผู้คนให้รู้จักและใช้ความรู้สึกให้ถูกต้อง ซึ่งเวลานี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดเพราะมันจะง่ายดายเพียงลัดนิ้วมือ เพียงแค่เธอบอกให้พวกเขาตัดสินใจที่จะรู้สึกถึงการเป็นสิ่งที่สูงส่งที่สุด หรือตัดสินใจที่จะเป็นจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์นั้นเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรออะไรอีกแล้ว ทันทีที่ตัดสินใจเขาก็จะสามารถเป็นสิ่งนั้น หรือกลับไปเป็นสิ่งนั้นได้ทันที ไม่ต้องผ่านการเรียนรู้ ไม่ต้องผ่านการสั่งสมใดๆ สรุปง่ายๆ ว่าภารกิจแรกของเธอคือ จะต้องพาจิตวิญญาณของคนทั้งโลกให้กลับคืนสู่ต้นกำเนิด หรือเป็นหนึ่งเดียวกับจิตพระเจ้าให้ได้”
“ภารกิจที่สองคือ เธอจะต้องสร้างสรรค์ปัจจัยให้อารยธรรมของโลก เกิดการยกระดับทางกายภาพให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้คนและสิ่งแวดล้อมเกิดการยกระดับไปสู่จุดที่สมบูรณ์แบบ สรุปคือเธอจะต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการรังสรรค์อารยธรรมใหม่ เธอคือผู้จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ที่กำลังอยู่ในความเสื่อมสูงสุดนี้ให้กลายเป็นโลกยุคใหม่ที่เธอเรียกว่ายุคศิวิไลซ์”
“ท่านครับผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่า ผมจะทำสิ่งที่ท่านบอกมานี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะภารกิจประการที่สอง”
“นี่คือความอิสระของเธอ หากเธอเลือก เธอก็จะ ‘เป็น’ หากเธอไม่เลือกเธอก็จะไม่เป็น” ท่านโภเชตอบ
“เอาอีกแล้วท่านพูดจาให้สับสนอีกแล้ว บอกมาเลยได้ไหมว่า ผมจะต้องทำอะไร” ผมถาม
“ฉันจะอธิบายอย่างนี้ก็แล้วกัน บัดนี้เปรียบเสมือนเธอกำลังจะต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนสักแห่ง ซึ่งตอนนี้เธออยู่ในเกณฑ์ที่เธอจะต้องไปสอบแล้ว เพราะเธอเพิ่งจะจบมัธยมปลาย และเนื่องจากผลการเรียนในระดับมัธยมของเธอมีคะแนนเฉลี่ยที่ดี ทางมหาวิทยาลัยจึงมีโควต้าสำหรับนักเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยตามที่เขากำหนด ซึ่งขณะนี้เธอคือคนที่มีคะแนนเฉลี่ยตรงตามหลักเกณฑ์ ที่ฉันยกเรื่องนี้ขึ้นมาเปรียบเทียบเพราะขณะนี้เธอมีทั้งสองปัจจัยนี้อย่างครบถ้วน”
“ปัจจัยที่หนึ่ง บัดนี้ถึงเวลาที่เธอจะต้องมาทำภารกิจนั้นแล้ว มันคือช่วงเวลาที่มีการประเมินไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากปัจจัยแห่งการเกิดนั้นมันเดินมาสุดทางแล้ว มันคือช่วงเวลาปลายสุดของรอยต่อระหว่างสีดำกับสีขาว มันคือช่วงเวลาที่เคยมีการทำนายไว้ว่า โลกจะเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุด หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป โลกอาจจะอยู่ในสภาวะที่สิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไป นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์ที่รู้ข้อมูลเชิงลึก เขาถึงวางแผนจะเดินทางไปอยู่ที่ดาวอื่นกัน เพราะเขาคำนวณความหายนะไว้ล่วงหน้าแล้วว่า มันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาสิ้นดี ไม่มีทางที่มนุษย์จะไปดำรงอยู่ยังพิกัดอื่นได้ เพราะมนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่ออยู่กับโลกใบนี้เท่านั้น ดังนั้นฉันจึงเปรียบเทียบว่า เวลานี้เธอถึงเกณฑ์ที่จะต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”
“และประการที่สองคือ การที่เธอได้รับโควตาพิเศษ โดยไม่ต้องผ่านการทดสอบใดๆ เลย นั่นคือ ในอดีตเธอเคยตั้งเจตจำนงไว้ว่าจะมาทำงานนี้ในเวลานี้ แล้วตอนนี้เหลือเพียงแค่เธอตัดสินใจที่จะทำ เธอก็จะเข้าสู่กระบวนการนั้นทันที ตอนนี้เธอยังมีอิสระที่จะเลือกอยู่ หมายความว่า ถึงแม้ปัจจัยทุกอย่างจะพร้อม เวลาและเงื่อนไขต่างๆ ก็พร้อม แต่เธอไม่เลือกที่จะทำ เธอไม่เลือกที่จะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้น ทุกอย่างก็จะไม่เกิดขึ้น อารียาเมตายาก็จะไม่อุบัติขึ้น และที่สำคัญที่สุด หากอารียาเมตายาไม่อุบัติขึ้น โลกก็จะเดินทางไปตามเหตุปัจจัยของมัน ซึ่งสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหากปล่อยให้มันดำเนินต่อไป โลกของเธอจะเดินทางสู่หายนะอย่างแน่นอน เนื่องจากระดับพลังความรัก ไม่เพียงพอต่อการคงรูปของแผ่นเปลือกโลก การเคลื่อนตัว การยุบตัว การยกตัวของแผ่นเปลือกโลก จะเกิดขึ้นอย่างไร้การควบคุม เพราะคลื่นความถี่ ที่มาจากจิตสำนึกของมนุษย์ที่อยู่บนผิวโลกไม่เพียงพอ ผลลัพธ์คือความหายนะครั้งใหญ่ ก็จะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
หากปล่อยให้เกิด โลกอาจจะไม่กลับมาเป็นดังเดิมได้อีก ความหายนะครั้งนี้อาจจะลุกลามไปถึงขั้นทำให้โลกเสียสมดุล จนหลุดออกจากวงโคจรของระบบสุริยจักรวาล สิ่งที่ตามมาคืออุณหภูมิของโลกจะไม่เหมาะสมกับการดำรงชีพอีกต่อไป และปฏิกิริยาลูกโซ่จะตามมาอย่างต่อเนื่อง คือ ระบบสุริยจักรวาลของเธอก็จะเสียความสมดุล เนื่องจากโลกไม่อยู่ในตำแหน่งที่มันควรจะอยู่ เมื่อระบบสุริยจักรวาลเสียสมดุล มันไม่อยู่ในเส้นทางของมัน ระบบกาแล็กซีทางช้างเผือก ที่เป็นที่ตั้งของระบบสุริยจักรวาลนี้ก็จะเสียสมดุล เมื่อกาแล็กซีทางช้างเผือกเสียสมดุล ระบบกาแล็กซีอื่นๆ ก็จะเสียสมดุลตาม และสุดท้ายเอกภพทั้งเอกภพก็จะเสียสมดุลไปด้วย ซึ่งแน่นอนความปั่นป่วนครั้งนี้ จะกลายเป็นอภิมหาหายนะครั้งใหญ่”
“โอ้โฮ!..ผมคงจะบ่ายเบี่ยงที่จะไม่ทำไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ สิ่งที่ท่านพูดมานี้ หากมันเป็นความจริงก็เท่ากับเป็นความรับผิดชอบของผมโดยตรงเลยใช่ไหมครับ แล้วผมเคยไปตั้งเจตจำนงนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ คงไม่ใช่ตอนที่ผมไปเจอท่านรุทอน ที่ดาวทึงร่านะครับ” ผมถาม
“ไม่ใช่หรอก นั่นเป็นเพียงแค่การย้ำเตือนความทรงจำว่า แท้ที่จริงเธอคือใครเท่านั้น และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเธอถึงต้องมาพบกับฉัน ทำไมเธอถึงเลือกที่จะมาสัมผัสกับความทรงจำของเธอ ณ ช่วงเวลานี้ และที่สำคัญที่สุดหากเธอไม่ตัดสินใจเลือกที่จะทำภารกิจนี้จริงๆ ฉันและเหล่ารูปธรรมชั้นสูงทั้งจักรวาลก็จะคอยมากระตุก กระตุ้นให้เธอ และเพื่อนๆ ของเธอทำภารกิจนี้จนได้ พวกเราไม่มีทางปล่อยให้โลกเข้าสู่สภาวะนั้นอย่างเด็ดขาด และตอนนี้คำตอบที่เธอสงสัยกำลังรอเธออยู่ในตัวเธอ เธอจงเข้าไปสัมผัสมันด้วยตัวเองเถอะ” ท่านโภเชพูดเหมือนรู้ล่วงหน้าว่า ผมจะต้องไปเจอกับอะไร
“มันคือช่วงเวลาไหนในความทรงจำของผม และที่ท่านพูดว่าผมกับเพื่อนๆ ของผม ก็แสดงว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของผมคนเดียวใช่ไหมครับ” ผมถามเพราะไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหน
“ฉันขอตอบคำถามที่สองก่อนนะ ถูกต้องที่เรื่องนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเธอคนเดียว ยังจะมีเพื่อนๆ ของเธออีกจำนวนมากด้วย แต่คนทั้งหมดก็จะไม่มารวมตัวกัน หากไม่มีเธอเป็นจุดเริ่มต้น ดังนั้นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ทั้งหมดจะเป็นความรับผิดชอบของเธอ แต่เธออย่าได้วิตกไปเลย ทุกอย่างได้ถูกวางแผนการไว้อย่างแยบยลที่สุดแล้ว เพราะนอกจากเพื่อนๆ ที่เธอจะต้องไปตามหาบนโลก ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นหน่วยปฏิบัติการภาคพื้นดิน เธอยังมีเหล่ารูปธรรมชั้นสูง ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของสนามแม่เหล็กโลกอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจำนวนของเหล่ารูปธรรมชั้นสูงที่จะคอยมาสนับสนุนการทำงานในครั้งนี้ ดูจะมากกว่าผู้ปฏิบัติการภาคพื้นดินหลายร้อยเท่าเลย”
“พวกเขาทำอะไรบ้างครับ” ผมถาม
“เรื่องแรกคือ พวกเขาจะคอยดูแลพวกเธออยู่ห่างๆ ซึ่งที่จริงพวกเขาก็คอยติดตามเธอและเพื่อนของเธอมาตั้งแต่แรกเกิดเเล้วด้วยซ้ำ พวกเขาจะคอยเช็คความพร้อมว่า พวกเธอทุกคนที่จะมาร่วมงานครั้งนี้ ได้มาเกิดร่วมสมัยกันหรือยัง เกิดที่ไหน ครบตามจำนวนที่วางแผนไว้หรือยัง พวกเธอจะเจอกันด้วยวิธีไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และมีเรื่องราวให้ต้องเรียนรู้ระหว่างทางกันอย่างไร ทุกๆ เรื่องล้วนมีการตกลงกัน วางแผนกันอย่างสอดคล้อง เพื่อให้ผลงานชิ้นเอกนี้เกิดขึ้นอย่างมีเรื่องราวและน่าจดจำ” ท่านโภเชอธิบาย
“ผมได้ยินท่านพูดว่า ตามหาเพื่อนของผมให้ครบจำนวนที่วางแผนไว้ แสดงว่าจะต้องมีจำนวนที่จำกัดด้วยใช่ไหมครับ” ผมถามต่อ
“ถูกต้อง มีจำนวนจำกัด ฉันขอบอกคร่าวๆ ว่า มีกว่าพันคน เพื่อนของเธอที่ฉันกำลังพูดถึงอยู่นี้ หมายถึงคณะผู้ปฏิบัติการ ที่เคยตกลงกันไว้ว่าจะมาทำงานร่วมกัน พวกเขาจะมีบทบาทสำคัญ ให้แผนการการสร้างสรรค์โลกยุคศิวิไลซ์ครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง และชื่อของพวกเขาทุกคนก็จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ให้อนุชนรุ่นหลังในโลกอนาคต ได้ระลึกถึงภารกิจอันทรงเกียรตินี้ ซึ่งตรงนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับบุคคล ที่เป็นเครือข่ายที่มีพันธกิจสอดคล้องกันอีกนับแสนนับล้านคน”
“บุคคลเหล่านี้เป็นใครบ้างท่านพอจะบอกได้ไหมครับ” ผมถามอีก
“เมื่อไหร่ที่เธอเจอเขาเธอจะรู้ว่าเขาคือใคร เธอจงดูที่คุณสมบัติ เมื่อไหร่ที่เธอเจอคนที่มีหัวใจเป็นอารียาเมตายา หมายถึงคนที่ปรารถนาจะสร้างให้โลกใบนี้กลายเป็นโลกยุคศิวิไลซ์ คนที่ปรารถนาจะรังสรรค์ให้โลกมีแต่ความรักความปรารถนาดี หรือสร้างอารยธรรมแห่งความเมตตา คนคนนั้นคืออารียาเมตายา และเมื่อไหร่ที่พวกเธอเจอกัน ทั้งเขาและเธอจะรู้ดีว่าได้เจอกันแล้ว มันจะเป็นความรู้สึกลึกๆ ที่ต่างคนต่างรู้ ไม่มีใครบอกได้นอกจากตนเอง เพราะมันคือพันธสัญญาที่พวกเธอตกลงกันไว้ จากช่วงเวลาที่เธอจะได้รับรู้ นับจากนี้เป็นต้นไป ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามที่สอง ที่ฉันติดค้างเธอไว้ เธอพร้อมที่จะไปรับรู้มันหรือยัง” ท่านโภเชถาม
“พร้อมแล้วครับๆ ” ผมรีบตอบรับทันที