อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๗๗.

๗๗.

อชาตศัตรู

“สาเหตุสำคัญของเรื่องนี้ เกิดจากพระเทวทัตซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของพระพุทธเจ้า ในช่วงต้นของการตรัสรู้ พระองค์ได้บวชให้กับพระเทวทัตพร้อมกับพระญาติของพระองค์อีก 4 คน และบริวารอีกสองคน ทั้งหมดได้ย้ายมาพำนักกับพระพุทธเจ้าที่วิหารเวฬุวันแห่งนี้ แต่เนื่องจากพระเทวทัตมีความอิจฉาพระพุทธเจ้าลึกๆ และต้องการปกครองภิกขุทั้งหมดแทน พระเทวทัตจึงสร้างแผนการทำลายพระพุทธเจ้า ด้วยการชักชวนให้ลูกชายของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเวลานั้นคือเจ้าชายอชาตศัตรู ให้มาศรัทธาตัวเขาด้วยการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ จนเจ้าชายอชาตศัตรูเคารพเลื่อมใสและได้สละทรัพย์ของพระองค์ สร้างวิหารและอาศรมของพระเทวทัต ให้ดูวิจิตรตระการยิ่งกว่าของพระพุทธเจ้าหลายสิบเท่า และเชิญพระเทวทัตไปพำนักแยกจากพระพุทธเจ้า ในช่วงเวลานั้นได้เกิดเหตุการณ์แย่งชิงสาวกกัน โดยพระสงฆ์ที่ชื่นชอบอิทธิปาฏิหาริย์ก็แอบไปเข้าร่วมกับสำนักของพระเทวทัต ศิษย์ของเทวทัตบางส่วนก็แอบแฝงอยู่ในสำนักของพระพระพุทธเจ้า และคอยโน้มน้าวให้คนอื่นๆ ไปเลื่อมใสพระเทวทัต ซึ่งภิกขุส่วนใหญ่ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องการเป็นพุทธะก็จะนิยมชมชอบ เพราะมีความมหัศจรรย์ น่าตื่นตา ตื่นใจ มากกว่า ตอนนั้นจึงไม่รู้เลยว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน เพราะถือว่าเป็นภิกขุ สวมผ้าย้อมฝาดสีธรรมชาติเหมือนกันหมด”

“จากนั้นพระเทวทัตได้ยุยง ให้เจ้าชายอชาตศัตรูกำจัดพระเจ้าพิมพิสารเสีย เพื่อให้เจ้าชายขึ้นครองราชสมบัติแทน เนื่องจากพระเจ้าพิมพิสารยังศรัทธาพระพุทธเจ้าจะได้เป็นการกำจัดเสี้ยนหนาม ซึ่งเจ้าชายอชาตศัตรูก็เห็นว่าเป็นคำแนะนำของผู้ที่ตนให้ความเคารพศรัทธาจึงหลงเชื่อ และวางแผนการสังหารพ่อของตนเอง แต่ด้วยความมีพิรุธ ผนวกกับความตื่นตระหนกที่ตนกำลังจะทำผิด ทหารองครักษ์ของพระเจ้าพิมพิสารจึงจับได้ และกราบทูลพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทราบเรื่องแทนที่จะลงโทษเจ้าชายอชาตศัตรู พระองค์กลับสละราชสมบัติและยกให้เจ้าชายอชาตศัตรูขึ้นครองราชย์แทน”

“เหตุการณ์น่าจะจบลงด้วยดี เพราะบัดนี้เจ้าชายอชาตศัตรูได้กลายเป็นกษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์แล้ว แต่ด้วยจิตริษยาของพระเทวทัตที่เปรียบเสมือนปีศาจร้ายเข้าสิง จึงแนะนำให้พระเจ้าอชาตศัตรูจับพระเจ้าพิมพิสารขังไว้ในคุก เพื่อตัดขาดการสนับสนุนพระพุทธเจ้า และอาจจะเป็นชนวนทำให้พระองค์กลับมาแย่งชิงอำนาจคืน เพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ตอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาชุลมุนของวัดเวฬุวัน พระพุทธเจ้าได้ประเมินสถานการณ์แล้วว่า หากยังคงพำนักอยู่ที่วัดแห่งนี้ พระองค์และภิกขุทุกคนอาจจะถูกใส่ความ และอาจได้รับอันตราย เนื่องจากพระเทวทัตกลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลเหนือพระเจ้าอชาตศัตรู และสามารถชี้ผิดเป็นถูกได้ ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูก็พร้อมจะทำตามทุกประการ พระองค์จึงได้ตัดสินใจเดินทางไปยังกรุงสาวัตถี ในคืนวันที่พระเจ้าอชาตศัตรูสั่งให้นำพระเจ้าพิมพิสารไปขังคุก ทิ้งให้วิหารเวฬุวันกลายเป็นสถานที่รกร้างอย่างที่เธอเห็นอยู่ในขณะนี้” ท่านโภเชอธิบาย

“อ้าว แล้วทำไมตอนนี้พระพุทธเจ้าถึงกลับมาได้ล่ะครับ พระองค์ไม่กลัวหรือครับ” ผมถาม

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเพียง 2 ปีเศษ พระมเหสีของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ให้กำเนิดบุตรชาย พระองค์รักใคร่บุตรชายของพระองค์มาก เฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูด้วยพระองค์เองอย่างไม่คลาดสายตา วันหนึ่งพระองค์เกิดความสงสัยขึ้นว่า ในช่วงที่พระองค์ยังเป็นทารกแบบนี้ พระเจ้าพิมพิสารทรงรักใคร่ทะนุถนอมพระองค์ เฉกเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงรักบุตรชายของพระองค์แบบนี้หรือไม่ พระองค์จึงหันไปถามพราหมณ์ปุโรหิตเฒ่า ผู้ที่เคยเป็นที่ปรึกษาและอยู่เคียงข้างพระเจ้าพิมพิสารมาตลอด มหาปุโรหิตจึงกราบทูลว่าเป็นเช่นเดียวกัน มิได้มีสิ่งใดแตกต่างแม้แต่น้อย

ทันทีที่ได้คำตอบเช่นนั้น พระองค์จึงเกิดความสำนึกผิดและรำลึกถึงพระบิดาที่ตนเองนำไปขังไว้ในคุก พระองค์จึงรีบสั่งการให้ปล่อยตัวพระบิดาออกมา แต่ก็สายไปเสียแล้ว พระเจ้าพิมพิสารสิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้าที่จะถูกปล่อยตัวไม่ถึง 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นพระมารดาซึ่งมีความเศร้าโศกเสียใจอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ก็ตรอมใจและสิ้นพระชนม์ตามพระเจ้าพิมพิสารไปด้วย พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเสียใจมาก และเกิดสำนึกผิดว่า สิ่งที่ตนเองได้ทำลงไปนั้นเท่ากับเป็นการฆ่าบุพการีทั้งสอง เพราะความมืดบอดทางปัญญา เพราะหลงเชื่อคำแนะนำของพระเทวทัต หลังจากนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูก็หยุดการอุปัฏฐากพระเทวทัต และไม่เคย ไปสนทนาปรึกษาปัญหาต่างๆ กับพระเทวทัตอีกเลย

ความเศร้าโศกเสียใจของพระเจ้าอชาตศัตรูไม่เคยจางหายไปแม้แต่น้อย ถึงแม้เวลาจะผ่านไปหลายเดือนแล้ว ความคิดยังวนเวียนและตอกย้ำว่าตนเองคือผู้ที่ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่

ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปที่กระทำไว้ ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูไม่เป็นอันกิน อันนอน ร่างกายเริ่มทรุดโทรม กลายเป็นคนเก็บตัวไม่อยากพูดจากับใคร ไม่อยากพบหน้าใคร วันหนึ่งขณะที่พระองค์กำลังอ่อนเพลียและตกอยู่ในภวังค์แห่งความวิตกกังวล เสียงหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว

“ดูก่อนอชาตศัตรู เธอสามารถพิจารณาได้ด้วยตนเองว่า ใครคือผู้ที่เข้าถึงธรรม ไม่ว่าเขาจะมีญาณวิเศษขนาดไหน หากเขายังมีความเกลียดชัง ยังมีความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม เขาผู้นั้นก็ยังไม่อาจเรียกว่าเห็นธรรม” เสียงในหัวผุดขึ้นมา

พระเจ้าอชาตศัตรูจำได้ทันทีว่า นี่คือเสียงของพระพุทธเจ้า ตอนที่พระองค์เคยเสด็จมาหา ขณะที่เริ่มก่อสร้างวิหารธรรมของพระเทวทัต แต่ตอนนั้นเขาไม่สนใจที่จะฟัง เพราะกำลังอยู่ในความมืดบอด กลับคิดสบประมาทว่า พระพุทธเจ้าคงกลัวว่า พระเทวทัตจะมีสำนักที่ใหญ่โตกว่า สวยงามกว่า จึงเกิดความอิจฉาถึงกับต้องเดินทางมาพบกับตนเพื่อยับยั้งการก่อสร้าง

เมื่อพระองค์คิดได้ดังนั้น จึงตัดสินใจชักชวนทหารคนสนิทและองครักษ์เพียงไม่กี่คน ออกเดินทางด้วยม้าเร็วเพื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ กรุงสาวัตถีทันที พระองค์ใช้เวลาเดินทางเพียง 20 ชั่วโมงก็ถึงกรุงสาวัตถี พอไปถึงก็เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทันทีโดยไม่พัก พระองค์กระตือรือร้นที่จะได้คำตอบว่า จะต้องทำเช่นไรให้สามารถพ้นจากบาปกรรมที่กระทำไว้

สิ่งแรกที่พระเจ้าอชาตศัตรูแสดงต่อพระพุทธเจ้าคือก้มลงกราบเพื่อขอขมาที่เคยมีจิตอคติต่อพระองค์และสารภาพในความโง่เขลาของตนเองที่หลงเชื่อคำพูดของพระเทวทัต

“ข้าพระองค์ควรทำเช่นไรดี บัดนี้ข้าสำนึกผิดแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไป ข้าได้กระทำความชั่วร้ายที่สุดไปแล้ว ขอพระองค์ชี้ทางให้แก่ข้าด้วยเถิด” พระเจ้าอชาตศัตรูพูดกับพระพุทธเจ้า

“ในเมื่อฉันไม่อาจจะห้ามไม่ให้ใครทำชั่วได้ ฉันก็ไม่อาจจะช่วยให้ใครพ้นจากผลของการทำชั่วนั้นได้เช่นกัน ฉันรู้ดีว่า วันที่ฉันเดินทางไปหาเธอ เพื่อห้ามเธอไม่ให้กระทำการใดๆ เพราะฉันรู้ว่า วันหนึ่งเธอจะรู้สึกเสียใจ  ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้าง วันนั้นฉันได้ใช้ความพยายามจนถึงที่สุด ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์อันใด ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ฟัง ฉันได้แต่เฝ้ามองและภาวนาให้เธอได้ดวงตาเห็นธรรมโดยเร็ว เป็นดวงตาที่เห็นทุกอย่างตามความจริง ไม่ลำเอียง ไม่อคติ ก่อนที่จะเกิดผลร้ายจนยากจะแก้ไข” พระพุทธเจ้าพูด

“พระองค์มีสิ่งใดที่จะทำให้ข้าได้ชดเชยความผิดเหล่านั้นไหม ข้าพร้อมจะทำทุกอย่าง” พระเจ้าอชาตศัตรูขอร้อง

“ดูก่อนอชาตศัตรู การจะลบล้างสิ่งที่ได้ทำไปแล้วนั้นไม่มี เปรียบดังเธอได้จุดไฟเผาป่าที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้งไปแล้ว ไฟได้เผาผลาญป่านั้นจนวอดวายไปแล้ว ไม่มีใครสามารถทำให้ต้นไม้ที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านนั้น กลับฝื้นคืนชีพมาได้ สิ่งที่เธอทำได้คือปลูกป่านั้นขึ้นมาใหม่ และหมั่นทะนุถนอม รดน้ำ ระวังมิให้ใครมาทำลายมันได้อีก จิตของเธอก็เช่นกัน ตอนนี้ให้หมั่นรดน้ำพรวนดิน จิตที่เคยเห็นผิด เคยเข้าใจผิด เธอจงเปลี่ยนเสียใหม่ ให้เป็นความเห็นถูก เข้าใจถูก กระทำถูก จิตใหม่นี้จะต้องประกอบด้วยความรัก ความเมตตาสูงสุด สิ่งใดที่เป็นความอาฆาตมาดร้าย สิ่งใดที่เป็นความเกลียดชัง สิ่งใดที่ก่อให้เกิดการแตกแยก ร้าวฉาน ขอให้เธออย่าได้ข้องแวะกับมัน”

“นับจากนี้เธอจงตั้งตารอที่จะได้แก้ไขสิ่งที่เธอได้ทำไปแล้ว เมื่อใดที่มีเหตุการณ์เลวร้าย ที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวดรวดร้าว ทำให้เธอต้องเศร้าโศกเสียใจ ทำให้เธอต้องสูญเสีย เธอจงยินดีรับสิ่งนั้นด้วยความเต็มใจ เธอจงอภัยอย่างจริงใจ ให้กับทุกคนที่มาทำให้เธอเจ็บช้ำ ถ้าโชคดี เธออาจจะมีโอกาสได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่ว่านี้ในภพชาติปัจจุบัน เพื่อแก้ไขสิ่งที่เคยกระทำนั้นให้ถูกต้องดีงาม ผลแห่งกรรมนั้นก็จะมลายหายสิ้นไป แต่ถ้าไม่มีเลย เธออาจจะต้องรอไปเผชิญในภพชาติต่อๆ ไป ขอให้เธอจงระลึกให้ได้ว่า ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอ มันคือผลลัพธ์จากการกระทำที่ตัวเธอต้องรับผิดชอบด้วยตนเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ทั้งที่รู้และไม่รู้ที่มา ทั้งที่เห็นและไม่เห็นถึงสาเหตุ มันคือความโชคดีเหลือหลายที่มันได้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่เธอจะได้เผชิญและแก้ไขมันให้หมด การที่เธอได้เผชิญแล้ว ไม่ได้ผูกใจเจ็บหรือไม่ได้เก็บไปเป็นความอาฆาตพยาบาท เมื่อเผชิญแล้วสามารถรักคนที่มาทำกับเธอได้ประดุจความรักของพ่อที่มีต่อลูก” พระพุทธเจ้าพูด

สิ้นประโยคสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าพูด พระเจ้าอชาตศัตรูถึงกับร้องไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจ เสียงร้องไห้ของเขาดังโหยหวน ราวเด็กน้อยที่ถูกเฆี่ยนตี โดยไม่สนใจสายตาของทหารคนสนิทและผู้ติดตามเลยแม้แต่น้อย

“พ่อข้า…ข้าผิดไปแล้ว…ข้าสำนึกผิดแล้ว” พระเจ้าอชาตศัตรูร้องไห้เสียงดัง พร้อมกับพูดสารภาพผิด

“ดูก่อน อชาตศัตรูบัดนี้เธอได้เข้าสู่กระแสธารแห่งพุทธะแล้ว เธอมีความตระหนักรู้ในผิดชอบชั่วดีแล้ว เธอยินดีรับผลแห่งการกระทำนั้นแล้ว ต่อไปนี้ ได้เวลาที่เธอจะพิสูจน์ต่อหน้าพุทธะว่า เธอสามารถทำได้ และเธอจะไม่ทำผิดซ้ำอีก ฉันจะขอร้องเธอสักเรื่องหนึ่ง เธอจงรับปากกับฉันจะได้ไหม” พระพุทธเจ้าพูดหลังจากที่เห็นว่าเขาสงบลงแล้ว

“ได้ขอรับ…ขอพระองค์โปรดบอกมาเถิด ข้ายินดีทำทุกอย่าง” พระเจ้าอชาตศัตรูพูด

“จงอย่าเผลอไปเกลียดชังคนที่เป็นต้นเหตุ ให้เธอมีสภาพเช่นนี้ เพราะมันจะทำให้ดวงจิตวิญญาณของเธอยิ่งแปดเปื้อน และบอบช้ำไปมากกว่านี้ เธอจงมอบความรักแด่เขา สิ่งที่เธอสมควรทำคือตักเตือนเขา เพื่อไม่ให้เขาเป็นเหตุให้ใครต่อใครต้องหลงผิด ไปสร้างเวรสร้างกรรมอย่างที่เกิดกับเธอเพิ่มอีก ฉันขอย้ำว่า อย่าทำเรื่องนี้ด้วยความเกลียดชัง หรือการทำลายฟาดฟันซึ่งกันและกัน เธอต้องทำด้วยความเมตตา ที่จริงเรื่องนี้เธอเองก็มีส่วนรับผิดชอบ หากเธอมีปัญญา รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี เธอก็จะรู้ว่าสิ่งไหนสมควรสิ่งไหนไม่สมควร ดังนั้นเธอจึงต้องยอมรับผลของมัน จะโทษเขาฝ่ายเดียวไม่ได้ โลกใบนี้เป็นโลกเสรี ที่เต็มไปด้วยทางเลือกและสิ่งล่อลวงมากมาย เธอเป็นผู้เลือกมันด้วยตัวเอง” พระพุทธเจ้าชี้แนะ

“พระองค์หมายถึงพระเทวทัตใช่ไหมครับ” เขาถาม

“ใช่แล้ว เธอรับปากกับฉันได้ไหม การชำระบาปจะต้องทำด้วยการไม่สร้างบาป ขอให้เธอจงทยอยชำระไปทีละเรื่องๆ ไม่ว่าเรื่องราวนั้นจะเลวร้ายขนาดไหน ขอให้เธอยอมรับและมอบความเมตตาให้กับผู้ที่มากระทำไม่ดีต่อเธอ ให้เธอนึกเสียว่าเป็นการชดเชย สิ่งที่เธอได้ทำกับพ่อและแม่ของเธอไว้ก็แล้วกัน” พระพุทธเจ้าตอบ