๕๐.
เดินทางด้วยจิต
“เวลาที่เธอพูดว่า ‘ไปบอก’ นั้นมันทำให้ฉันรู้สึกว่า เธอยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และเวลาอยู่นะ สำหรับฉันไม่มีคำว่า ‘ไป’ เพราะระหว่างฉันกับพระพุทธเจ้า เรารู้ว่า เราต่างมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อฉันรู้อะไรสักอย่าง เราก็จะตระหนักรู้ในสิ่งเดียวกัน” เขาอธิบาย
“ท่านพูดอะไรที่เข้าใจยากอีกแล้ว” ผมท้วง
“เอาอย่างนี้นะ นับตั้งแต่ที่เธอเดินทางมากับฉัน จนถึงตอนนี้เธอคิดว่าเราใช้เวลาไปนานเท่าไหร่แล้ว” เขาถาม
“อืม… นั่นสินะครับ ผมว่ามันก็นานพอสมควร ถ้าคิดเป็นเวลาคงเป็นวันแล้ว แต่ผมยังไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ผมยังไม่เคยง่วงนอน ผมยังไม่เคยหิว ผมยังไม่เคยต้องพักเข้าห้องน้ำ” ผมตั้งข้อสังเกต
“นั่นสิ…เธอรู้ไหมว่าเพราะอะไร” เขาถาม
“เพราะเรากำลังเดินทางด้วยจิตมั้งครับ” ผมตอบ
“ถูกแค่ครึ่งเดียว ที่ถูกต้องคือคำว่า ‘ด้วยจิต’ แต่ที่ไม่ถูกคือคำว่า
‘เดินทาง’ สิ่งที่เธอกำลังประสบอยู่นี้ไม่มีเวลา มันจึงไม่อาจเรียกว่าการเดินทาง เวลาที่แท้จริงคือหนึ่ง ถ้าเทียบกับเวลาบนโลกของเธออาจจะแค่เพียงเสี้ยวของเสี้ยววินาที และหากเทียบกับเวลาของจักรวาลมันก็คือเวลาที่เป็นหนึ่ง” เขาพยายามขยายความอีก
“ผมรู้สึกว่า การอธิบายของท่านไม่ได้ช่วยอะไรผมเลย” ผมแกล้งเย้า
“เวลาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเธอต้องการจะเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดนี้ให้มันออกมาเป็นบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้คนสามารถรับรู้ได้ เช่นการเขียนหรือการเล่า ซึ่งมันจะเป็นไปตามกฎของพื้นที่และเวลาทันที” เขาพูด
“ตรงนั้นผมเข้าใจครับ แต่ผมไม่เข้าใจตรงที่เวลาของผมเป็นแค่เสี้ยววินาที ส่วนเวลาของจักรวาลทำไมถึงเป็นหนึ่ง” ผมถาม
“หากฉันเปรียบเทียบว่า ร่างกายของเธอคือจักรวาล ภายในร่างกายประกอบด้วยเซลล์นับล้านล้านเซลล์ ประกอบด้วยจุลินทรีย์และแบคทีเรียอีกนับล้านล้านตัว ประกอบด้วยโครงสร้างของยีนส์พันธุกรรมและโมเลกุลของธาตุอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกื้อหนุนสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นวัฏจักร มีการเกิดใหม่ มีการคงอยู่และมีการเสื่อมสลายไป
วันดีคืนดี หากเธอสามารถสนทนากับเซลล์ตัวหนึ่งได้ และเซลล์ตัวนั้นถามเธอว่า ช่วยอธิบายความเป็นตัวเธอหน่อยได้ไหม เธอคิดว่าเธอจะอธิบายเซลล์ตัวนั้นว่าอย่างไร ในเมื่อพวกเขามองไม่เห็นความกว้างใหญ่ไพศาลของร่างกายเธอ เขาไม่รู้ว่าเธอมีลักษณะอย่างไร เขาแค่เดาว่าเธอน่าจะคล้ายๆ กับเขา คืออยู่ในข้อจำกัดและกฎต่างๆ ภายใต้ร่างกายของเธอ แต่สำหรับเธอ เธอเป็นทุกอย่างของร่างกายเธอคือทุกส่วนของความเป็นตัวเธอ โดยมันปรากฏอยู่ในเวลาเดียวกัน หากเซลล์ที่อยู่ที่มือ ต้องการเดินทางไปหาเซลล์ที่อยู่ที่เท้า มันอาจจะต้องใช้เวลาหลายร้อยหลายพันชั่วอายุของมัน แต่สำหรับเธอที่เห็นว่าทั้งหมดมันคือร่างกายของเธอ จิตของเธออยู่ในทุกๆ ที่ ดังนั้นเวลาของเธอมันคือหนึ่ง หรือไม่มีเวลา” เขาอธิบาย
“ผมคิดว่าพอจะเข้าใจที่ท่านอธิบายนะ แต่มันเกี่ยวอะไรกับที่ผมถาม”
“ที่เธอถามว่า พระพุทธเจ้ารู้ได้อย่างไรอย่างนั้นหรือ คำตอบคือพระพุทธเจ้ารู้จักฉัน ซึ่งฉันก็เปรียบเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ทั้งหมดในจักรวาล ที่ประกอบด้วยอดีต ปัจจุบันและอนาคต และเป็นความรู้ที่ไม่ขึ้นอยู่กับพื้นที่และเวลาด้วย แค่เธอเริ่มต้นเดินทางเพื่อจะไปพบกับเขา เขาก็รู้ทุกอย่างแล้ว” เขาพูด
“มันคล้ายกับหลักการของภาษาจิตที่ใช้กันบนดาวทึงร่าไหมครับ” ผมถาม
“หลักการเดียวกัน ทุกคนที่เข้าใจหลักการนี้ จึงไม่จำเป็นต้องแสวงหาความรู้จากที่ใด เพียงรู้หลักการเชื่อมกับสายสัมพันธ์หรือจิตวิญญาณภายในของตัวเอง นั่นเท่ากับได้เชื่อมกับจิตวิญญาณดวงใหญ่ อุปมาว่า หากเซลล์ในร่างกายของเธอรู้หลักการเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของเธอ เขาก็จะรู้แจ้งและเข้าใจความเป็นทั้งหมดในตัวเธอ” เขาอธิบายเสริม
“ผมพอเข้าใจแล้วครับ เมื่อพระพุทธเจ้ารู้อย่างนี้แล้ว พระองค์ทำอย่างไรครับ” ผมถาม
“พระองค์จะไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้ผ่านไปโดยไร้ความหมายอย่างแน่นอน เธอรู้ไหมว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ของอชิตะ คือกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ศาสนาพุทธเผยแผ่และกระจายไปทั่วทั้งภูมิภาคภายในช่วงเวลาเกือบ 2 ปีเศษ ระหว่างที่เธอเดินทางไปหาพระพุทธเจ้า” เขาพูด
“2 ปีอะไรครับ อชิตะดาบสใช้เวลาเดินทางแค่เดือนครึ่งก็ถึงเมืองสาวัตถีแล้วนี่ครับ” ผมพูด
“ใช่…แค่เดือนครึ่งเธอก็ถึงเมืองสาวัตถี แต่เนื่องจากพระพุทธเจ้ารู้ล่วงหน้าว่าเธอจะมา พระองค์จึงรีบชิงเดินทางออกจากเมืองสาวัตถีก่อนที่เธอจะมาถึงเพียงแค่ 7 วัน” ท่านโภเชอธิบาย
“อ้าว…ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะครับ ไหนบอกว่าอชิตะคือกุญแจสำคัญที่ทำให้พุทธศาสนาเผยแผ่ไปทั่วภูมิภาคไง แล้วทำไมพระองค์ถึงหนีเขาไปล่ะครับ” ผมถาม
“จำนวนเมืองที่เธอเดินทางผ่านมา ยังไม่มากพอที่ทำให้ผู้คนทั้งภูมิภาครู้จักพระองค์ พระองค์ต้องการให้มากกว่านั้น ดังนั้นการเดินทางถึงเมืองสาวัตถีของเธอ จึงถือว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะเธอจะต้องเดินทางรอมแรมอีก 18 เดือนเศษถึงจะได้พบกับพระพุทธเจ้า แต่การเดินทางนับจากนี้ เธอจะได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ที่เคยอุปัฏฐากทั้งเธอและพระพุทธเจ้าในเวลานั้น การมาในครั้งนี้ของเธอเปรียบเสมือนการได้กลับบ้าน เพราะเธอมีครอบครัวญาติพี่น้อง รวมถึงผู้ที่เคยเป็นภรรยาของเธอ ต่างยินดีปรีดาที่ได้เห็นเธออีกครั้ง” เขาตอบ
“ต้องเดินทางอีกตั้งเกือบ 2 ปีเลยหรือครับ น่าสงสารอชิตะจัง” ผมแสดงความรู้สึก
“เพราะพระพุทธเจ้ารู้ว่า นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด เธอรู้ไหมว่านี่คือยุทธศาสตร์การประกาศศาสนาให้ขจรขจายที่ชาญฉลาดที่สุด โดยใช้คณะของเธอเป็นเครื่องกระจายเสียง พระพุทธเจ้ารู้ดีว่า หากเดินทางเผยแผ่ธรรมะเพียงลำพัง จะมีผู้คนเพียงน้อยนิดให้ความสนใจ ในเมืองหนึ่งๆ อาจจะมีแค่หลักสิบหรือหลักร้อยเท่านั้น ที่จะเข้ามาทำความรู้จักและรับฟังคำสอนของพระองค์ แต่สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าพระองค์จะแค่เดินทางผ่านไปโดยไม่ได้สอนอะไร แต่หลังจากนั้นทุกเมือง ก็จะมีกองคาราวานอันประกอบด้วยดาบสและผู้คนมากมายเหมือนเป็นกองทัพ เดินทางเพื่อตามหาพระองค์ มันจึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยป่าวประกาศว่า บุคคลที่เพิ่งเดินทางผ่านไปนั้น คือมหาบรุษที่จะมาประกาศสัจธรรม เพราะความเป็นดาบสของเธอในเวลานั้น มีผู้คนให้ความเคารพนับถือมาก แต่พวกเธอกลับเดินทางเพื่อตามหาบุคคลนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาจะต้องมีความพิเศษมากๆ มันจึงเป็นเรื่องราวที่ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองให้ความสนใจ และพูดกันปากต่อปาก ถึงการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า และทำให้ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปรากฏการณ์หลังจากนั้น ก็จะมีผู้คนเดินทางไปยังนครสาวัตถีเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าตอนนั้นชาวเมืองอาจจะพลาดการได้พบกับพระพุทธเจ้าไป แต่อย่างน้อยเขาก็รับรู้ว่ามีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นบนโลก และได้เคยเสด็จมายังบ้านเมืองของเขาแล้ว และนี่คือผลงานชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งเธอคือผู้ที่มีส่วนทำให้มันเกิดขึ้น” เขาอธิบาย
“โห!…อย่างนี้เขาก็เหนื่อยแย่เลยสิครับ แล้วอชิตะรู้ไหมครับว่า พระพุทธเจ้าจงใจทำให้เป็นแบบนั้น” ผมแสดงความรู้สึก
“เวลานั้นเขาไม่รู้ แต่มารู้ในภายหลัง สิ่งที่เขารู้เพียงอย่างเดียวคือจะต้องพบพระพุทธเจ้าให้ได้ ไม่ว่าจะกี่เดือน หรือกี่ปี” ท่านโภเชตอบ