๒๙.
สมการโลกใหม่
“ถ้าทรัพย์สินที่มีอยู่บนโลกนี้มีทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ครอบครองมันไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เธอคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนอีก 95 เปอร์เซ็นต์ที่มีทรัพย์สินเหลือสำหรับพวกเขาเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์” ภาสุธากึ่งอธิบายกึ่งตั้งคำถาม
“เออ…” ผมประวิงเวลาไม่กล้าตอบเพราะกำลังคิดหลายๆ ด้าน
“ผมยังคิดอะไรไม่ออกครับ แต่ที่แน่ๆ ทรัพย์สิน 20 เปอร์เซ็นต์นั้นไม่พอสำหรับคน 95 เปอร์เซ็นต์แน่นอน” ผมตอบแบบปลอดภัยไว้ก่อน
“ถูกต้อง…ถ้ามันไม่พอแล้วจะเกิดอะไรขึ้น มาตราส่วนง่ายๆ แบบนี้ ก็คงบ่งบอกอยู่แล้วว่า ผู้คนในสังคมจะต้องต่อสู้ดิ้นรน แก่งแย่งแข่งขัน ช่วงชิงเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้รอด ดังนั้นจึงเกิดเป็นสังคมแห่งการเอารัดเอาเปรียบ สังคมแห่งการช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบ สังคมแห่งการตะเกียกตะกายให้ตัวเองพ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครค้นพบว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีหนทางที่จะเอาชนะ เขาก็จะเลือกใช้วิธีลัดที่อยู่นอกกติกาเช่น การทำสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ การคดโกง ปล้นฆ่าเพื่อให้ได้มาซึ่งความอยู่รอด และใครที่อ่อนแอไม่กล้าทำอะไรนอกกติกา ก็ต้องยอมจำนนต่อความอัปยศเหล่านั้น ต้องทนอยู่ในสภาพที่ขาดแคลน ที่บางครั้งไม่มีแม้กระทั่งอาหารจะประทังชีวิต และต้องอดตายไปในที่สุด ฉันในฐานะผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในโลก ฉันยังไม่อยากเชื่อเลยว่า จะมีผู้คนอดอาหารตายเกิดขึ้นบนโลกนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องอาหารเป็นแค่ปัจจัยพื้นฐาน ที่มันมีอยู่อย่างเหลือเฟือและเพียงพอสำหรับทุกคน ภาพของสังคมที่โกลาหลวุ่นวาย มีแต่ความเสื่อมโทรม มีแต่ความเลวทรามต่ำช้าจึงปรากฏขึ้น”
“อืม…” ผมกำลังคิดตามโดยยังไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
“เรื่องราวของความโกลาหลทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในตัวฉันนี้ เกิดมาจากคนกลุ่มแรก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่กุมอำนาจทางการเงิน พวกเขาคือบุคคลลึกลับ เขาเป็นเหมือนมือที่ซ่อนอยู่ในเงามืด ที่คอยชักใยโลกอยู่เบื้องหลัง เขาเปรียบเสมือนเป็นผู้เดินเบี้ยในกระดานหมากรุก โดยทุกคนก็ต้องเดินตามที่เขาต้องการอย่างว่าง่าย”
“ขณะที่ฉันกำลังพูดกับเธอนี้ ฉันปรารถนาที่จะพบกับคนกลุ่มที่สี่ นั่นคือกลุ่มคนที่ล่วงรู้เรื่องราวแห่งความอัปยศนี้ แล้วลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อที่มนุษย์ทุกคนจะได้ออกจากกระดานหมากรุกที่มีผู้กำหนดชะตานี้เสียที และเธอคือความหวังเดียวของฉัน เธอคือผู้ที่เลือกว่าจะมาทำเรื่องนี้”
“โอ้… ผมรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันทีเลยครับ ท่านคิดว่า คนอย่างผมจะมีอะไรไปต่อกรกับเขาได้หรือครับ” ผมพูดออกมาจากใจ
“สิ่งที่เธอเป็น นี่แหละคือความหวัง คนที่ฉันต้องการคือคนธรรมดาที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ เพราะจำนวนของพวกเธอมีมาก เพียงแต่พวกเธอไม่รวมพลังกัน พลังของพวกเธอมันมากพอที่จะยึดอำนาจ ซึ่งตอนนี้เธอและเพื่อนๆของเธอกำลังเล่นอยู่ในกระดานแห่งนั้นด้วยเช่นกัน สิ่งที่เธอต้องทำคือสร้างกระดานเล่นอันใหม่ขึ้นมา และทยอยชวนทุกคนออกจากกระดานเก่านั้นให้หมด
“สร้างกระดานเล่นอันใหม่…!! หมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถาม
“ตอนนี้เธอยังไม่ต้องรู้หรอก เธอแค่ตามหาเพื่อนของเธอที่จะมาร่วมกันสร้างกระดานเล่นอันใหม่นี้ให้เจอก่อนก็พอ หลังจากนั้นเธอจะรู้เองว่ากระดานเล่นที่ว่านั้นคืออะไร” เธอเสนอแนะ
“เพื่อนของผมเป็นใครครับ” ผมถาม
“นี่คือวัตถุประสงค์หลักที่ท่านโภเชพาเธอมาที่นี่ เธอจะได้รู้เรื่องราวของเธอ และจะได้รู้อะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับตัวเธอ โดยเฉพาะเพื่อนที่เธอกำลังตามหา ถ้าเธอพร้อมจะรู้ ฉันก็พร้อมที่จะทำให้เธอได้รู้” ภาสุธาอธิบายแบบสร้างความตื่นเต้น
“พร้อมครับๆ… ผมพร้อมมากๆ ด้วยครับ” ผมรีบตอบรับ
“นับจากนี้ไป เธอจะต้องเข้าไปในความทรงจำของเธอด้วยตนเองนะ ท่านโภเชจะเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเธอไปตลอด เขาจะไม่แสดงตัวระหว่างที่อยู่กับเธอ แต่เธอสามารถขอคำปรึกษาหากมีเหตุฉุกเฉิน หรือต้องการความช่วยเหลือ เธอก็แจ้งกับเขาได้ตลอดเวลา” ภาสุธาพูด
“เข้าไปด้วยตนเอง ฟังดูน่ากลัวจังเลยครับ” ผมพูดด้วยความรู้สึกกังวลเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรต้องกลัวเลย อย่างที่ฉันบอกไปแล้วว่า หากเธอต้องการรู้เรื่องราวของคนอื่น เธอจะไม่ได้รับอนุญาต จะทำได้เพียงผ่านการกำหนดจากฉันเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องราวของตนเอง เธอสามารถสัมผัสและเข้าไปอยู่ในความทรงจำของเธอเองได้อย่างอิสระ ไร้ข้อจำกัดใดๆ เธอสามารถเลือกที่จะไปในช่วงเวลาไหน เมื่อไหร่ อย่างไรได้ทั้งหมด” ภาสุธาอธิบายเพิ่ม
“แล้วทำไมต้องมีพี่เลี้ยงด้วยล่ะครับ มันมีอันตรายอะไรหรือครับ” ผมถาม
“เนื่องจากสายธารแห่งความทรงจำนี้มันยาวนานมาก มันจะเริ่มเก็บตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอมาเกิดบนโลก ซึ่งหากนับตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวันนี้ บางคนเคยเกิดมาแล้วเป็นแสนๆ ชาติ ดังนั้นความทรงจำที่เขามีจึงมากมายมหาศาล และที่สำคัญมันไม่ได้ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบหรือเรียงลำดับเวลาอย่างที่เธอเข้าใจ มันขมวดรวมกันเป็นก้อนข้อมูลเลย คนที่เข้าไปสัมผัสกับมัน ส่วนใหญ่จะต้องมีทักษะระดับหนึ่ง ไม่เช่นนั้นภาพที่เห็นจะเหมือนกับช่วงที่เธอหลับฝัน ที่บางครั้งฝันว่าเจอกับคนรู้จัก แต่หน้าตาหรือวัยของเขาไม่ใช่คนคนนั้น เพราะที่จริงคนที่เธอรู้จักนั้น คือคนเดียวกันที่อยู่คนละภพชาติ จึงทำให้ในฝันหน้าตาไม่เหมือนกัน หรือไม่ก็จะเห็นภาพของสถานที่สลับไปสลับมา จากอยู่ที่หนึ่ง เดินไปเดินมาจู่ๆ ก็ไปโผล่อีกที่หนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ ความสับสนอลหม่านเหล่านี้เกิดจากการที่เราเข้าไปในความทรงจำ แบบที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน หรือไม่มีคนช่วยกำหนด” เธออธิบาย
“เออ…ใช่ครับ ผมเคยฝันเซอร์ๆ แบบนี้บ่อยครับ แต่ไม่อันตรายใช่ไหมครับ” ผมแสดงความเห็น
“มันไม่อันตรายหรอก แต่มันอาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะภาพของอดีต ปัจจุบันรวมถึงอนาคต จะปรากฏออกมาพร้อมกันจนสับสนไปหมด ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ได้รับข้อมูลตามที่ต้องการและเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่สำหรับกรณีของเธอมันจะเป็นแค่การมีที่ปรึกษาอยู่ข้างๆ เท่านั้น เพราะเธอรู้หลักการแล้ว นั่นคือการมีสติ”
“เมื่อกี้เหมือนท่านพูดว่าฝันสามารถเห็นภาพอนาคตด้วย เราสามารถรับรู้เรื่องราวในอนาคตได้ด้วยหรือครับ แสดงว่าอนาคตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เราจึงสามารถเห็นมันได้และมันก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว อย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“เรื่องของอนาคตเป็นเรื่องที่อธิบายยากที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าเธอพูดว่าอนาคตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว แสดงว่ามันไม่ใช่อนาคต แต่ที่เธอสามารถเข้าไปสัมผัสกับมันได้เพราะจิตของเธอเข้าสู่ความเป็นหนึ่ง หรือเข้าสู่จิตที่ไม่มีเวลา”
“ยังไงครับผมไม่เข้าใจ” ผมพูด
“เอาอย่างนี้นะสมมุติว่ามีสนามฟุตบอลอยู่สนามหนึ่ง และเธอก็เป็นลูกบอลลูกหนึ่ง ที่ถูกเตะจากขอบสนามด้านหนึ่งเพื่อข้ามไปยังขอบสนามอีกด้านหนึ่ง ระหว่างที่เธอเริ่มกลิ้งไป เวลาของเธอก็เริ่มเดิน ความทรงจำของเธอก็เริ่มบันทึก ตอนนี้เธออาจจะกลิ้งไปได้ครึ่งสนามแล้ว อดีตของเธอก็ผ่านไปแล้วครึ่งสนาม และยังเหลือระยะทางอีกครึ่งสนาม ที่เป็นอนาคต ซึ่งเธอไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะมันยังมาไม่ถึง แต่ถ้ามีใครสักคนกำลังยืนมองเธออยู่บนอัฒจันทร์ เขาย่อมไม่เห็นอย่างที่เธอเห็น สิ่งที่เขาเห็นคือภาพของเธอทั้งหมด ตั้งแต่กลิ้งมาจากจุดเริ่มต้น และเห็นทางที่เธอกลิ้งผ่านมา ที่มากกว่านั้นคือเขาจะเห็นว่าทิศทางที่เธอกำลังจะกลิ้งต่อไป เห็นแม้กระทั่งว่า สุดท้ายเธอจะไปสิ้นสุดที่ขอบสนามอีกด้านหนึ่งตรงไหนและเวลาไหน เพราะเวลามันเดินทางเป็นเส้นตรง ซึ่งตรงนี้จะอธิบายถึงความหมายที่ว่า ถึงแม้ว่าอนาคตของเธอจะยังมาไม่ถึงแต่มันดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเรารู้ทั้งทิศทางและอัตราความเร็วของลูกบอลที่กำลังกลิ้งไป ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่า ปลายทางของเธอจะเป็นอย่างไรและเมื่อใด” ภาสุธาอธิบายเปรียบเทียบ
“การที่เธอสามารถเห็นอนาคตได้แสดงว่า เธอมีสภาวะใดสภาวะหนึ่งที่เข้าไปเชื่อมต่อกับจิต ที่กำลังยืนอยู่บนอัฒจันทร์และจิตที่ยืนอยู่บนอัฒจันทร์จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากฉันและจิตพระเจ้า เข้าใจมากขึ้นไหม” เธออธิบายเสริม
“อืม…พอจะเข้าใจครับ” ผมตอบ
“เอาละฉันจะพาเธอไปยังแท่งผลึกแห่งความทรงจำของเธอละนะ” เธอเสนอ
“ดีครับผมอยากเห็นมันเต็มแก่แล้ว” ผมรีบตอบรับ
“ตอนนี้ขอให้เธอกลับหลังหัน และมองตรงไปยังกลุ่มของแท่งคริสตัลแห่งความทรงจำของเธอ มันจะอยู่ด้านหลังของเธอพอดี ที่จริงตอนที่เธอเข้ามาในนี้ เธอก็เข้ามาจากแท่งความทรงจำของเธอเองนั่นแหละ แค่เธอไม่ทันรู้ตัวเท่านั้น”
เมื่อผมหันไปตามที่เขาบอก เนื่องจากระยะทางจากจุดที่ผมลอยตัวอยู่ถึงผนังของโถงนั้นไกลพอสมควร มีแท่งความทรงจำที่เป็นผลึกแก้วใสๆ จำนวนมาก และแต่ละแท่งก็เปล่งประกายระยิบระยับจนละลานตาไปหมด มันเรียงชิดติดกันแบบไม่ค่อยเป็นระเบียบ ผมคิดว่าถ้าไม่มีใครระบุว่าแท่งไหนเป็นแท่งไหนผมคงไม่มีทางรู้
“มันเยอะมากเลยครับ” ผมพูด
“เธอต้องค้นหามันด้วยตนเอง” ภาสุธาบอกวิธีการซึ่งทำให้ผมรู้สึกหนักใจ
“หามันด้วยตนเองหรือครับ ไม่มีทางเลยเพราะสิ่งที่ผมเห็นอยู่นี้มันเหมือนกันไปหมด” ผมพูด
“ไม่ต้องกังวลฉันจะเป็นคนแนะให้เธอเอง… หากสังเกตดีๆเธอจะเห็นแท่งพวกนี้แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ทุกกลุ่มจะมีรูปแบบการเรียงตัวที่ซ้ำๆ กันจนเกิดเป็นวงกลม แต่เนื่องจากสีของเขาเป็นสีเดียวกัน เธอจึงอาจจะแยกไม่ออก” เธอบอกเคล็ดลับในการหา
พอภาสุธาอธิบายอย่างนี้ ผมเริ่มสังเกตเห็นอย่างที่เธอแนะ ถึงแม้ว่าภาพโดยรวม จะยังเห็นเป็นแท่งเล็กบ้าง ใหญ่บ้างเหมือนๆกันหมด แต่หากมองดีๆ จะเห็นการแบ่งกลุ่มได้อย่างชัดเจนและแต่ละกลุ่มก็เป็นวงกลมจริงๆ ซึ่งเมื่อมองไปที่วงกลมแต่ละวง ขอบของมันแต่ละด้าน จะมีบางส่วนที่ซ้อนทับกันอยู่ และดูเหมือนว่ามันซ้อนทับกันอย่างเป็นระเบียบ คือทุกๆ วงจะมีบางส่วนที่เข้าไปซ้อนทับกับวงกลมข้างเคียง ด้านละหนึ่งจุด ทั้งหมดมี 6 ด้านก็เท่ากับ ซัอนทับกับวงกลมใกล้เคียงอีก 6 วง