๒๖.
กระบวนการย้อนกลับ
“รู้สิ…ฉันและท่านโภเชกำลังจะทำให้เธอรู้อยู่นี่ไง โดยเฉพาะเรื่องที่มันเกี่ยวกับภัยพิบัติล้างโลก หรือวันพิพากษาอย่างที่เธอเคยรู้มา ในอดีตถ้าเธอสามารถสื่อสารกับรูปธรรมชั้นสูง หรือเป็นคนที่รู้วาระจิตทั้งคนที่อยู่ต่อหน้า คนที่อยู่รอบข้าง คนที่อยู่ในสังคม รวมถึงคนที่อยู่ในโลกทั้งหมด เธอจะสามารถคาดการณ์ในสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ไม่ยากนัก เปรียบเสมือนว่า เธอเป็นครูที่สอนมหาวิทยาลัย ถ้าเธอเห็นว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งไม่ตั้งใจเรียนและไม่พยายามฝึกฝนทักษะวิชาใดๆ เลย ซึ่งถ้าครูคนนั้นรู้จักนิสัยใจคอ, รู้จักสภาพแวดล้อมที่นักศึกษาคนนั้นอาศัยอยู่, รู้จักฐานะครอบครัวของเขา, และรู้สถานการณ์ของสังคมว่ามีการต่อสู้ดิ้นรนกันมากขนาดไหน ครูก็จะสามารถคาดการณ์หรือพยากรณ์อนาคตของนักศึกษาคนนั้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำราวกับตาเห็น” เธออธิบาย
“ดังนั้น ขณะนี้มันจึงเป็นสองเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะกันพอดี เหตุการณ์ที่หนึ่งคือ วันเวลาแห่งการสิ้นสุดและการเริ่มต้นใหม่ของ ‘อภิมหาสหัสวรรษใหม่’ กับเหตุการณ์ที่สองคือความปรารถนาที่จะสะสางเรื่องเก่าๆ ที่เกิดจากความไม่รู้ ความไม่ใส่ใจ ความไม่เข้าใจในกลไกการทำงานของจักรวาล ซึ่งที่พูดมาทั้งหมดมันล้วนเกิดขึ้นภายใต้ร่างกายของฉันทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้จะฟังดูเหมือนไม่มีอะไร เป็นแค่การเปลี่ยนจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง เป็นแค่ความตั้งใจที่จะสะสางสิ่งเก่าๆ ที่เป็นปัญหาให้หมดสิ้นไป แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นนับจากนี้ กลับเป็นเหตุการณ์ที่ดูจะร้ายแรงถึงขั้นเกิดความสูญเสียครั้งมโหฬารเลยทีเดียว และนี่คงเป็นเหตุผลที่ผู้คนในอดีตให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันเวลา ณ ปัจจุบันนี้” ภาสุธาอธิบาย
“เรื่องที่ฉันกำลังแอบหวังแบบเข้าข้างตนเองคือ หากมีผู้ที่สามารถเยียวยากลไกในร่างกายของฉันให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ก่อนการเข้าห้องผ่าตัดครั้งใหญ่ ฉันอาจจะไม่ต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วนไป หรือถ้าต้องเสียก็เสียน้อยที่สุด ฉันรู้ตัวดีว่า หากฉันไม่ได้รับการเยียวยา ร่างกายของฉันจะต้องไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน และความหวังเดียวของฉันคือเธอและเพื่อนๆ ของเธอ” ภาสุธาสรุปแบบสร้างความหนักใจให้กับผม
“ท่านทั้งสองนี่พูดเหมือนกันเลย ผมบอกตามตรงนะครับว่า สมองของผมว่างเปล่าจริงๆ ผมไม่มีสิ่งใดที่ท่านทั้งสองคาดหวังอยู่ในหัวเลย” ผมแสดงความรู้สึก
“เอาละๆ การที่ฉันตั้งใจพาเธอมาที่นี่ มาพบกับรูปธรรมที่เปรียบเสมือนเป็นแม่โลกแห่งนี้ เพราะฉันต้องการให้เธอได้รู้อะไรต่อมิอะไรที่เธอยังไม่รู้ว่าจะต้องรู้ เพื่อที่เธอจะได้นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ ให้กลายเป็นสิ่งที่เธอจะต้องทำต่อไปในอนาคต” ท่านโภเชพูดแทรกขึ้น แต่กลับยิ่งสร้างความกดดันให้ผมมากยิ่งขึ้น
“ครับ ท่านโภเช” ผมตอบ
“เธอลองหันไปมองรอบๆ ตัวเธอดูอีกทีสิ แท่งอัญมณีใสที่มีความหนาแน่นสูงเหล่านี้คือ วัตถุธาตุที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลของทุกๆ คนที่เคยมาเกิดบนโลกใบนี้ แท่งอัญมณีเหล่านี้จะถูกบีบอัดให้มีความหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณข้อมูลที่มันสะสมไว้” เขาอธิบาย
“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นครับ” ผมถาม
“สนามพลังงานของที่นี่ไม่เหมือนกับที่ใดๆในโลก โดยทั่วไปสนามพลังงานจะมีลักษณะการขยายตัว แต่ที่นี่จะเป็นการหดตัวหรือการบีบอัดแทน มันจึงมีสภาวะพิเศษที่ประกอบขึ้นจากการดูด การกลืน การรับเข้า ซึ่งเป็นสภาวะเดียวกันกับการสร้างประสบการณ์ของพวกเธอ เพราะจิตสำนึกของพวกเธอก็มีสภาวะของการดูดกลืน การกิน การสัมผัสรับเข้า จากประสาทสัมผัสทั้งห้าเพื่อสร้างประสบการณ์ต่างๆ ที่อยู่บนโลกเหมือนกัน ดังนั้นมันจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นระหว่างข้อมูลที่เป็นเรื่องราวของมนุษย์โลกทุกคนกับสถานที่แห่งนี้”
“ซึ่งถ้าจะให้ขยายความเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ หากมนุษย์ต้องการพ้นจากสนามพลังงานของโลก มนุษย์จะต้องเปลี่ยนกระบวนการนี้ให้เป็นด้านตรงข้ามนั่นคือ การคลาย การปล่อย การเอาออก การสละ การให้ การแบ่งปัน หรือที่พวกเธอเรียกว่า ‘ความรัก’ หรือ ‘ความเมตตา’ เพราะสภาวะเช่นนี้ จะสามารถหยุดกระบวนการที่ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำกับสนามแม่เหล็กของโลก ซึ่งก็เท่ากับเธอได้ตัดขาดจากพันธนาการที่ยึดโยงดวงจิตได้อย่างสิ้นเชิงด้วย” เขาอธิบายเสริมอีก
“สิ่งที่ท่านพูดตรงนี้ผมรู้สึกว่า มันเป็นกระบวนการง่ายๆ เองนี่ครับ แต่ทำไมมนุษย์ถึงทำกันไม่ได้” ผมถาม
“นั่นสิ เธอคิดว่าทำไม” เขาถามกลับ
“อืม…หรือมันจะเกี่ยวกับความเข้าใจในคำว่า ‘ความรัก’ ที่คลาดเคลื่อนครับ” ผมตอบ
“นี่คือคุณสมบัติที่แตกต่างกันระหว่างมนุษย์โลกกับรูปธรรมชั้นสูงที่กระจายอยู่ทั่วโลก ถ้าเมื่อไหร่ที่เธอสามารถสร้างสภาวะด้านตรงกันข้าม หรือเป็นความรักแบบไร้เงื่อนไขนี้ได้อย่างต่อเนื่อง เธอจะได้ชื่อว่าเป็นรูปธรรมชั้นสูงทันที แต่ส่วนมากที่ทำไม่ได้เพราะเขาทำมันแบบไม่บริสุทธิ์ใจ ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นการให้ การแบ่งปัน แต่มันกลับมีบางสิ่งบางอย่างแอบแฝง ซึ่งตัวผู้ทำเท่านั้นที่รู้ดี ถึงอย่างไรเขาก็ไม่สามารถจะโกหกพลังงานได้ ตราบใดที่มีสิ่งแอบแฝง พลังงานที่ปรากฏออกมาจึงถือว่าเป็นการรับเข้า และผลลัพธ์ของมันก็เป็นไปตามกลไกแบบเดิมอยู่ดี” เขาอธิบายเพิ่ม
“เรามาเข้าเรื่องสักที… ที่ฉันพาเธอมาที่นี่ก็เพราะว่า…” เขาพูด แต่ก็หยุดเหมือนต้องการรออะไรสักอย่าง
“อะไรหรือครับ” ผมถามหลังจากไม่ได้ยินเขาพูดต่อ
“ที่ฉันหยุดเพราะกำลังประเมินว่าเรื่องนี้อาจจะต้องให้ภาสุธาเป็นผู้บอก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับกฏกติกา การเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ และเพื่อเป็นการให้เกียรติกับเขาด้วย” ท่านโภเชพูด
“ได้สิ…” เสียงภาสุธาผุดขึ้นในความคิดผมทันที
“ถ้าอย่างนั้นฉันส่งต่อให้เธอเลยนะ” ท่านโภเชพูด
“อย่างที่ท่านโภเชได้อธิบายไปแล้ว เกี่ยวกับกระบวนการทางพลังงานของวัตถุธาตุ ที่เธอเห็นเรียงรายอยู่โดยรอบดวงจิตของฉันนี้ ลักษณะทางกายภาพของมันจะมีความควบแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือพูดอีกอย่างคือขนาดของกายาของฉันจะเล็กลงไปเรื่อยๆ หากเราวัดตั้งแต่ครั้งแรกที่มันกำเนิดขึ้นมา มันจะใหญ่กว่านี้ประมาณเกือบครึ่งเท่าตัว หรือเส้นผ่านศูนย์กลางทรงกลมจะประมาณ 18 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันมันเหลือแค่ 12 กิโลเมตร” ภาสุธาอธิบาย
“ถ้าอย่างนั้นแท่งคริสตัลพวกนี้มันก็จะหดลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด มันจะเล็กจนไม่เหลืออะไรเลยหรือเปล่าครับ” ผมถาม
“ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอก เพราะอัตราการควบแน่นของมันจะลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการควบแน่นนั้นอาจจะหยุดหรือน้อยจนแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะมันมีความหนาแน่นจนถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นรูปร่างของมันจะคงที่ พลังแห่งการดึงดูดก็จะคงที่ เราอาจเรียกสภาวะแห่งความคงที่นี้ว่า สภาวะทางพลังที่ยิ่งยวดก็ได้ ลักษณะของปฏิกิริยาที่ว่านี้ คล้ายกับที่เธอเอาเนยแข็งไปตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน มันจะค่อยๆ หดตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ เมื่อหดตัวได้ที่และมีความควบแน่นถึงที่สุดแล้วมันก็จะหยุด แต่เธออย่าเพิ่งไปสนใจตรงจุดนี้เลย เพราะสภาวะที่เธอพูดถึงอยู่นี้ มันจะต้องใช้เวลาอีกนาน และที่มันดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ยังใช้เวลาไปไม่ถึง 1 ใน 100 ส่วนเลย ซึ่งแค่เวลาที่ผ่านมานี้ เรายังไม่สามารถจะเขียนจำนวนนับของมันได้เลย” ภาสุธาอธิบายความ
“สิ่งที่เธอต้องให้ความสนใจคือ ในบรรดาแท่งวัตถุธาตุที่ใสบริสุทธิ์เหล่านี้ ทุกๆ แท่งล้วนมีเจ้าของ และมีเรื่องราวของคนคนนั้นอัดแน่นอยู่ เรื่องราวที่ถูกเก็บไว้นั้น เป็นเรื่องราวนับตั้งแต่วันแรกที่เขามาเกิดบนโลกใบนี้เลย” ภาสุธาพูด
“แสดงว่าหนึ่งในนี้มีแท่งของผมรวมอยู่ด้วยใช่ไหมครับ” ผมถามแทรกขึ้นขณะที่เธอกำลังอธิบาย