๒๔.
ความทรงจำของโลก
“ลึกเกิน 6,000 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลกแล้ว มีผู้คนจำนวนน้อยมากที่จะได้มาถึงจุดนี้ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนการควานหาเม็ดทรายในบ่อโคลนขนาดยักษ์ ซึ่งยากมากที่จะหามันเจอ หากไม่รู้พิกัดที่แท้จริง นับจากจุดนี้จะถือว่าเป็นเขตหวงห้ามสำหรับทุกคน นอกจากจะเป็นวัตถุธาตุที่แข็งจนไม่มีสิ่งใดทำลายมันได้แล้ว มันยังเป็นเหมือนเกราะป้องกันทางพลังงานไม่ว่าจะเข้าหรือออก สิ่งที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ มีเพียงจิตและคลื่นของความทรงจำของมนุษย์เท่านั้น” เขาอธิบาย
“คลื่นความทรงจำงั้นหรือครับ” ผมถาม
“เพราะที่นี่คือสถานที่เก็บความทรงจำของโลก จึงต้องแน่ใจว่ามันจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ไม่ให้มีอะไรมารบกวน เพราะความทรงจำนั้นมีความเปราะบาง หากมีพลังงานที่มีความเข้มข้นสูง หรือพลังงานแปลกปลอมที่ไม่บริสุทธิ์เข้าไปใกล้หรือปะปน ข้อมูลต่างๆ อาจจะเกิดความเสียหายได้” เขาอธิบาย
“การที่ผมได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างในได้ ก็เพราะผมมีจิตที่บริสุทธิ์อย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“คำว่าบริสุทธิ์โดยทั่วไปอาจจะหมายถึงความใสซื่อ ความจริงใจ ความไม่มีเจตนาร้ายต่อใคร ซึ่งความบริสุทธิ์แบบนี้อยู่ในวิสัยที่ใครก็มีได้ แต่ความบริสุทธิ์อีกแบบหนึ่งคือ ความบริสุทธิ์ที่เกิดจากความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น,ให้กับโลก โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุด ณ เวลานี้คืองานปรับโครงสร้างทั้งทางพลังงานและทางกายภาพให้โลกไกอา โดยโลกไกอานี้มีจิต ที่เรียกว่า ‘กายา’ เป็นหัวใจอยู่ ซึ่งจิตนี้รู้ดีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น และเขาก็กำลังรอเธออยู่ ความบริสุทธิ์นี้จึงไม่ได้มีความหมายคล้ายกับความว่างเปล่า แต่มันหมายถึงความรู้สึกที่อัดแน่นไปด้วยความรักแบบบริสุทธิ์ ที่มีต่อมนุษย์และต่อทุกสรรพสิ่งบนโลก” เขาอธิบายเสริม
“ฟังแล้วรู้สึกเหมือนได้รับเกียรติ ผสมกับความกดดันอย่างไรชอบกลนะครับ แต่ก็ช่างเถอะ ผมยังจินตนาการไม่ออกเลยว่าข้างในวัตถุสีดำนี้จะเป็นอย่างไร” ผมเกิดความใคร่รู้ขึ้นมา
“เดี๋ยวฉันจะพาเธอเข้าไปดู นี่ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษจริงๆ ปรกติกายาจะไม่ยอมให้ใครเข้าไปข้างในร่างกายของหล่อนอย่างเด็ดขาด ต่อให้มีอำนาจจิตแก่กล้าขนาดไหนก็เข้าไปไม่ได้ นี่หล่อนคงจะพิศมัยเธอเป็นพิเศษจริงๆ” เขาพูด
“สิ่งนี้คือร่างกายของกายาหรือครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว…นี่คือที่ ที่เปรียบเหมือนเป็นรูปธรรมของหล่อน แต่ที่จริงทุกสรรพสิ่งอยู่บนโลก ก็เปรียบเสมือนเป็นร่างกายของหล่อนด้วย เพราะทุกอย่างที่ปรากฏบนโลกล้วนเป็นผลผลิตของหล่อนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นธาตุออกซิเจน, ธารหินหนืด, น้ำใต้โลก, แผ่นเปลือกโลก, น้ำเหนือเปลือกโลก, แม่น้ำ, ภูเขา, แมลง, พืช, สัตว์ รวมทั้งตัวมนุษย์ ทุกสิ่งล้วนเป็นเลือดเนื้อของหล่อนทั้งสิ้น” เขาตอบ
“แต่ที่อยู่ตรงหน้าเธอนี้เปรียบเสมือนเป็นหัวใจ เป็นกล่องบรรจุพลังงานหรือจิตวิญญาณของกายา” เขาอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่เห็น
“ว้าว!…ผมรู้สึกตื่นเต้นจังเลยครับ”
“เอาหล่ะ…จับมือฉันไว้นะ” เขาพูด
จากนั้นผมก็รู้สึกว่า เขากำมือผมแน่นขึ้นกว่าปรกติ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวตรงไปยังกำแพงสีดำที่อยู่ตรงหน้า ผมจ้องมองดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ อย่างตาไม่กระพริบ เพื่อจะได้ไม่พลาดความมหัศจรรย์แม้สักวินาทีเดียว ผมเห็นท่านโภเชกำลังแทรกตัวหายเข้าไปในวัตถุสีดำอย่างง่ายดาย ทันทีที่มือผมถึงวัตถุสีดำผมกลับรู้สึกว่า มันแข็งราวกับหินและมีความเรียบลื่นมันวาว ผมกระแทกเข้ากับมันอย่างแรง จนมือผมหลุดจากท่านโภเชและตัวผมก็กระเด็นออกมาจากวัตถุนั้น
“ท่านโภเชครับ มันเกิดอะไรขึ้นครับ” ผมตะโกนเรียกท่านโภเช
“ไม่มีอะไรหรอก” เสียงเขาพูดก่อนที่จะกลับมาปรากฏตัวอยู่ข้างผมอีกครั้ง
“หรือกายาไม่ยอมให้ผมเข้าไปครับ” ผมถาม
“ไม่ใช่หรอก เธอเองต่างหากที่ไม่ยอมอนุญาตให้ตัวเองเข้าไป” เขาตอบ
“ไม่นะครับ ผมพร้อมที่จะเข้าไปมากเลยครับ” ผมตอบทันที
“ความคิดของเธอนั้นอาจจะพร้อม แต่ความรู้สึกของเธอต่างหากที่ไม่พร้อม” เขาอธิบาย
“ความรู้สึกอะไรอีกครับ” ผมถามต่อ
“ความรู้สึกที่เกิดจากความรู้ที่ฉันบอกเธอไปว่า วัตถุนี้มีความแข็งมาก แข็งจนไม่มีอะไรทำลายหรือเข้าไปได้ ความรู้สึกนี้มันยังปรากฏชัด จนกลบสติที่เธอต้องเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า ขณะนี้เธอเหลือแต่จิตล้วน ๆ แล้ว จิตที่เป็นอิสระ จิตที่มีอำนาจ จิตที่เธอสามารถควบคุมว่าจะไปไหนก็ได้ จะทำอะไรก็ได้อย่าไร้ข้อจำกัด อย่าลืมสิ” เขาตอบ
“อืม…” ผมนิ่งคิดตามที่เขาพูด
“ไม่เป็นไรนะ ฉันเข้าใจ มนุษย์ทุกคนก็เป็นอย่างนี้แหละ เธอกำลังอยู่ในช่วงการฝึกฝน ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ หมั่นทบทวน หมั่นสำรวจจิตตัวเอง เรื่องนี้เป็นทักษะที่ทุกคนสามารถฝึกได้ ที่ผ่านมาเธอแค่ไม่เคยได้ฝึกเท่านั้นเอง” เขาพูดให้กำลังใจ
“ขอบคุณที่ให้กำลังใจครับ” ผมตอบ
“ทักษะนี้จำเป็นอย่างยิ่ง หากเธอไม่ฝึก ต่อให้เธอบำเพ็ญเพียร ต่อสู้กับกิเลสตัณหา อดทนนั่งหลังขดหลังแข็งมากมายขนาดไหน มันก็ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ฉันกำลังพูดถึง เพราะเธอจะต้องใช้ศักยภาพของมัน เวลาที่เธอเหลือแต่จิตล้วนๆ มันคืออิสรภาพที่แท้จริง มันคือจิตที่อยู่เหนือเงื่อนไขใดๆ ในจักรวาล สภาวะจิตแบบนี้เปรียบเสมือนเป็นจิตของพระเจ้า เป็นจิตที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง เป็นจิตของผู้สร้างกฎ ไม่ใช่จิตของผู้อยู่ภายใต้กฎ” เขาอธิบายเสริม
“ท่านกำลังบอกว่า ไม่ว่าจะเคยเป็นคนชั่วหรือสร้างกรรมมามากมายขนาดไหน เราก็สามารถออกจากกฎได้ เพียงแค่ฝึกฝนทักษะนี้อย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว… ถ้าเขาทำได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะทำไม่ได้” เขาตอบ
“เพราะอะไรล่ะครับ ฟังดูมันก็ง่ายๆ เอง” ผมถามต่อ
“ก็เพราะเขาไม่มีสติเตือนตัวเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ใช่เรื่องจริง เขาจึงเผลอตอบสนองไปกับเหตุการณ์ที่เผชิญอยู่ตรงหน้าด้วยการแสดงออกมาเป็นความชั่ว โดยใครกำหนดให้ทำอะไรก็ทำ แล้วเขาจะเอาอำนาจที่ไหนมาทำให้เขาออกจากกฎนั้นได้ เขาเชื่ออย่างไรเขาก็ต้องเป็นอย่างนั้น เรื่องนี้เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา เมื่อเขารู้ความจริงแล้ว เขาก็สามารถเป็นอิสระได้ทันที ยกเว้นเขาจะไม่รู้ความจริง”
“โอ๊ะ… ท่านพูดให้สับสนอีกแล้ว” ผมพูด
“ที่พวกเธอสับสนเพราะพวกเธอคิดมากเกินไป ต้องมีหลักการ ต้องมีพิธีรีตอง เธอลองคิดว่าตัวเธอเองคือพวกเราดูสิ คนที่กำลังมองดูพวกเธอทำอะไรต่อมิอะไรอยู่บนโลก มองดูเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดจากความไม่รู้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างมันก็เหลือแค่ความทรงจำ” เขาพยายามอธิบายอย่างไม่ย่อท้อ
“ผมคิดว่าเข้าใจสิ่งที่ท่านพูดมาแค่ครึ่งเดียวละคร้บ” ผมประเมินตัวเอง
“เอาเถอะต่อให้ฉันอธิบายอย่างไร เธอก็อาจจะยังไม่กระจ่าง จนกว่าเธอจะได้ทดลองทำ แล้วปรากฏเป็นผลลัพธ์ที่ประจักษ์ด้วยตัวเอง ซึ่งวันนั้นเธอถึงจะได้ชื่อว่ารู้ และเมื่อถึงวันนั้นเธอก็จะพูดออกมาว่า ‘รู้แล้ว’ … เอ้า…ลองใหม่อีกครั้ง ตั้งสติให้ดีๆ” เขาพูด
“ได้ครับ”
ผมตั้งสติใหม่อีกครั้ง คราวนี้ผมย้ำกับตนเองว่า ขณะนี้ผมกำลังเดินทางด้วยจิต ผมสามารถไปไหนก็ได้ ผมเป็นอิสระ ไม่มีสิ่งใดจะขวางกั้นความเป็นอิสระของผมได้ อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่จิต และเมื่อท่านโภเชจับมือผมอีกครั้ง เราก็ทะยานเข้าไปในวัตถุสีดำสนิทนั้นทันที ดูเหมือนผมจมเข้าไปในความมืดระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็ปรากฏเป็นภาพของโพรงทรงกลมขนาดใหญ่ที่โล่งกว้างและสว่างไสว มีแสงสีขาวเป็นดวงสว่างจ้าลอยอยู่ตรงกลางโถงอีกที ดวงที่กำเนิดแสงนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มันก็สว่างพอที่จะเห็นผนังของโถงนี้แบบรอบด้าน ผนังทุกด้านเป็นผลึกแก้วขาวใสเป็นแท่งๆ แต่ละแท่งสะท้อนกับแสงที่เป็นจุดศูนย์กลาง จนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ
“โอ้…ว้าวๆ ๆ ๆ…สวยจังเลยครับ” ผมอุทานออกมา หลังจากที่เห็นภาพที่มหัศจรรย์นี้
“ที่มันสวยงามเพราะมันมีความสุดขั้วแอบซ่อนอยู่” ท่านโภเชเริ่มอธิบาย
“สุดขั้วยังไงหรือครับ” ผมถาม
“ข้างในนี้มีแรงกดอากาศที่สูงมาก หรือพูดง่ายๆ ว่า มันมีความเป็นสุญญากาศมากจนสามารถบีบอัดรถยนต์ทั้งคันให้กลายเป็นเม็ดทรายได้ภายในพริบตา วัตถุในนี้มันมีความใสสะอาดมีความเงาแวววาวได้ เพราะมันมีสภาวะความควบคุมแน่นอย่างยิ่งยวด จนทำให้เกิดความแข็งและความใส เกิดเป็นสนามแม่เหล็ก ที่มีความจำเพาะไม่เหมือนที่ใดในโลก และเกิดแรงดึงดูดจำเพาะทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์รวมเรื่องราวทั้งหมดบนโลกของเธอ” เขาอธิบาย
“ว้าว…” ผมกวาดสายตามองไปโดยรอบเพื่อชื่นชมความสวยงาม ความมหัศจรรย์นี้อย่างเต็มตา
“แสงสว่างที่เธอเห็นเป็นดวงจ้าอยู่นี้คือตำแหน่งของจุดศูนย์กลางของโลกพอดี และเป็นตำแหน่งที่ตั้งของดวงจิตกายา หรือที่เธอเรียกว่าแม่โลกหรือแม่ธรณี โพรงนี้มีขนาดเพียง 1 ใน 3 ของปริมาตรของมัน หรือมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 4 กิโลเมตรเท่านั้น” เขาอธิบายเพิ่ม
“ดวงจิตของกายาที่ว่านี้ เขามีชีวิตจิตใจไหมครับ” ผมถาม