๒๐.
อำนาจจิต
“จากนี้ไปฉันจะให้เธอฝึกใช้ความสามารถของตัวเองบ้างละนะ” เขาเพิ่มข้อเสนอ
“ฝึกอะไรหรือครับ” ผมถาม
“ฝึกการมีสมาธิและสติน่ะสิ ต่อไปนี้เธอต้องใช้ศักยภาพทั้งหมดของตนเองแล้ว นั่นคือการกำหนดด้วยตนเองว่า จะให้มันเป็นเช่นไร ฉันจะค่อยๆ คลายเกราะป้องกันตัวที่มีอยู่นี้ออก เพื่อให้เธอได้ทดลองทำด้วยตนเอง”
“เดี๋ยวๆ ครับท่าน ขอให้ผมได้ตั้งตัวก่อนได้ไหมครับ…” ผมรีบท้วง
“ได้สิ… เธอต้องระลึกให้ได้เสมอว่า ขณะนี้เธอกำลังเดินทางด้วยจิต ดังนั้นสิ่งที่เธอเห็น สิ่งที่เธอรู้สึกนั้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความจริง มันก็ทำอะไรเธอไม่ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เธอไม่มีสติระลึกรู้แบบนี้ โดยเผลอคิดว่าขณะนี้ตัวเธอคือตัวจริง เธอกำลัง
อยู่ในสภาวะอย่างที่เธอเห็นและรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ถ้ามันร้อนจนหลอมละลาย จิตของเธอก็จะส่งความรู้สึกร้อนจนหลอมละลายนี้ไปสู่กายภาพของเธอทันที” เขาย้ำหลักการ
“ครับ รับทราบครับ…” ผมตอบพร้อมกับตั้งสติตามที่เขาบอก
“พร้อมนะ” เขาถามหลังจากที่เห็นว่าผมรู้สึกตื่นเต้น
“ครับ” ผมตอบ
เขาเริ่มใช้มือข้างซ้ายวาดจากด้านขวาอ้อมขึ้นไปเหนือศีรษะและย้อนกลับลงไปด้านซ้ายจรดปลายเท้า ซึ่งเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับตอนที่สร้างเกราะป้องกันนี้ขึ้นมา ทันทีที่กระบวนการนี้เสร็จสิ้นลง ร่างของผมก็ปลิวเหมือนกับผ้าบางๆ ที่กำลังโดนพายุพัดโดยไม่ทันตั้งตัว มีเพียงมือข้างหนึ่งเท่านั้นที่ยังจับกับท่านโภเชไว้แน่น ความรู้สึกตอนนี้คือนอกจากจะถูกพัดปลิวอย่างรุนแรงแล้ว ยังเหมือนมีมวลหนักๆ มากดทับและปะทะกับลำตัว ราวกับว่ากำลังถูกลูกกลิ้งหินขนาดยักษ์รีดบดอยู่
“ท่านครับ…มันเกิดอะไรขึ้นครับ” ผมตะโกนถามขณะยังจับมือเขาไว้แน่น
“เธอต้องกำหนดจิตหรือจินตนาการว่า ร่างกายของเธอจะไม่ตกอยู่ในสภาวะใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของความร้อนที่จะหลอมละลายอย่างเดียว” เขาแนะนำ
จากนั้นผมก็ลองทำตามที่ท่านโกเซบอก ทันทีที่ระลึกแบบนั้นร่างกายผมก็กลับมายืนนิ่งในสภาพปรกติเหมือนเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“โอ้…ค่อยยังชั่วหน่อย มีอะไรผิดพลาดใช่ไหมครับ” ผมรู้สึกโล่งอก เมื่อผ่านสถานการณ์นั้นมาได้
“เนื่องจากตรงนี้เป็นรอยต่อระหว่างมวลธาตุลาวากับแผ่นเปลือกโลก ที่มันกำลังไหลจากซ้ายไปขวาอย่างเชี่ยวราก ดังนั้นรอบตัวเธอตรงนี้จึงมีแรงเสียดทานจำนวนมหาศาล เพราะแผ่นเปลือกโลกจะเคลื่อนที่ช้ากว่ากระแสของธารลาวาที่เคลื่อนตัวอย่างรุนแรง หลักการมีสตินี้จะไม่ใช่แค่ให้เธอจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งทีละเรื่อง ถ้าเธอระลึกแค่ไม่มีความร้อน แต่ขณะเดียวกันเธอก็ต้องเจอกับแรงเหวี่ยงและแรงปะทะของน้ำหนักมวลหินหนืดจำนวนมหาศาลอีก การกำหนดทีละเรื่องแบบนี้มันจึงเป็นเรื่องยาก ที่ถูกต้องคือเธอต้องกำหนดรู้ว่า ตัวเธอเองนั้นเป็นอิสระจากสภาวะหรือเงื่อนไขใดๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิงเพราะเธอมีแต่จิตล้วนๆ เท่านั้น”
“เข้าใจแล้วครับ” ผมพูด
“หลักการนี้คือการกำหนดจิตให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง เธอต้องฝึกให้ได้ก่อนที่เธอจะตาย เพราะนี่คือข้อแตกต่างระหว่างคนที่ยังจมอยู่กับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า กับคนที่สามารถเป็นอิสระทางจิตหรือมีอำนาจจิตระหว่างที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ หากเขาไม่มีอำนาจหรือไม่มีสติในการรู้ตัว ว่าขณะนี้ตนเองกำลังอยู่ในสภาวะอะไร มีอิสระแค่ไหน มีอำนาจแค่ไหน เขาจะยังอยู่ภายใต้สิทธิพลของสิ่งแวดล้อมตลอดเวลาหรือจมอยู่กับความทรงจำที่เขาเคยสร้างขึ้น การที่เขาไม่สามารถพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้นั้น ไม่ใช่เพราะสนามแม่เหล็กโลกดึงเขาไว้ แต่เป็นเพราะความคิด ความเชื่อและประสบการณ์ที่เก็บไว้ในจิตใต้สำนึกของตัวเขาต่างหากที่ทำให้เกิดสภาวะนั้น และเจ้าตัวประสบการณ์นี้เองที่มีกระบวนการวนกลับไปกลับมา ซึ่งรหัสทางพลังลักษณะนี้จะนำพาให้จิตของเธอกลับมามีประสบการณ์ใหม่อีกครั้ง หากเธอเคยมีประสบการณ์ทั้งดีและร้าย ประสบการณ์เหล่านั้นก็จะวนเวียนกลับมาอีก หรือทำให้เธอจมดิ่งอยู่กับเรื่องราวต่างๆ ที่ตนเองเคยสร้างขึ้น ทั้งๆ ที่เธอสามารถเป็นอิสระได้เดี๋ยวนั้น หากเธอรู้จักกับคำว่า สติ”
“สิ่งนี้คืออำนาจที่ทุกคนมีอยู่ แต่ปัญหาคือเขาไม่เชื่อว่าเขามีและไม่รู้ด้วยว่าเขามี” เขาพูดต่อ
“มีอำนาจจิตอย่างนั้นหรือครับ” ผมถามเพราะยังไม่ค่อยเข้าใจ
“ในช่วงต้นที่ฉันสร้างภาพของเกราะป้องกันตัวที่เป็นฟิล์มบางๆ ห่อหุ้มเราทั้งคู่เอาไว้นั้น ที่จริงฉันไม่ได้สร้างมันขึ้นมาจริงๆ หรอก ฉันเพียงแค่แกล้งทำเป็นเหมือนว่าสร้างมันขึ้นมา เพื่อให้เธอเชื่อว่าฉันได้สร้างมันขึ้นมาแล้ว ดังนั้นที่ฉันบอกว่าเธอมีอำนาจอยู่แล้วแต่เธอไม่เชื่อว่าเธอมีนั้น จึงจำเป็นต้องทำให้เธอเชื่อ โดยใช้กรรมวิธีบางอย่าง ถ้าตอนนั้นฉันบอกกับเธอว่า เธอสามารถสร้างเกราะป้องกันได้ด้วยตนเอง เธออาจจะไม่เชื่อว่าเธอทำได้ เธอจึงทำไม่ได้” เขาอธิบาย
“มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือครับ” ผมแกล้งเย้า
“คนบนโลกของเธอบางคนรู้ความลับนี้ เขารู้ว่า คนส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถที่จะสร้างอำนาจจิตด้วยตนเอง เขาจึงสร้างองค์กรหรือกรรมวิธีต่างๆ เพื่อทำให้เธอเชื่อ โดยมีลักษณะการสั่งจิตผ่านกระบวนการสร้างสัญลักษณ์หรือลงมือทำอะไรบางอย่าง เช่นต้องเห็นรูปลักษณ์หรือการแต่งกายแบบนี้ ต้องอยู่ในสถานที่ลักษณะแบบนี้ ต้องมีสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบพิธีแบบนี้ ต้องมีการท่องวลีแบบนี้ เป็นต้น โดยวัตถุประสงค์ของผู้ที่สร้างกรรมวิธีพวกนี้ก็จะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป บ้างก็บอกว่าเพื่อช่วยเหลือผู้คน ช่วยเหลือเวไนยสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ ช่วยให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยให้พ้นจากโชคชะตาที่กำลังเลวร้ายหรือพ้นจากภารกรรมที่กำลังเผชิญ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่ทำนั้นจะเป็นแบบไหน มาเป็นผู้บำบัดเยียวยา มาเป็นผู้โปรดสัตว์ มาเป็นนักบุญที่มีคุณธรรมสูงส่งหรืออะไรก็ตาม ซึ่งดูผิวเผินสำหรับคนทั่วไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีงามน่ายกย่องสรรเสริญ แต่สำหรับฉันเรื่องนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง และฉันจะถือว่าคนที่ทำแบบนั้นได้กระทำผิดต่อจักรวาลและต่อพระเจ้า เพราะเขาได้ทำให้ผู้คนสูญเสียอำนาจในตนเอง เขาได้ทำให้ผู้คนต้องพึ่งพาอำนาจของผู้อื่นไปตลอด ไม่สามารถเป็นอิสระและมีศักยภาพจากภายในด้วยตนเอง เปรียบเสมือนการจับคนเหล่านั้นมัดมือมัดเท้าแล้วพาลงเรือไปกับเขา ถึงแม้ว่า เขาจะถูกมองว่าเป็นคนดี ถูกมองว่าเป็นคนมีความเมตตา ช่วยนำพาพวกเขาให้พ้นจากภัยอันตรายได้ พาเดินทางไปพบกับแสงสว่าง แต่ลูกเรือทุกคนกลับไม่มีพลังอำนาจในตัวเองเลย นี่คือความผิดพลาดอย่างมหันต์” เขาอธิบาย
“โห!…เรื่องนี้เรื่องใหญ่เลยนะครับ ท่านกำลังบอกว่าพวกนักบวชหรือผู้ทรงศีลในองค์กรศาสนาที่ให้คำปรึกษา, สั่งสอนผู้คนให้พ้นจากความทุกข์ หรือผู้ที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆคือคนที่ทำลายอำนาจของคนอย่างนั้นหรือครับ” ผมท้วง
“เธอลองประมวลจากวิธีการและผลลัพธ์ดูเอาก็แล้วกัน…ตราบใดที่เขาไม่ได้สอนเรื่องพลังอำนาจในตนเอง เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนและต้องทำความเข้าใจให้ดี ฉันมองที่รูปแบบหรือกรรมวิธีที่พวกเขาทำให้คนเชื่อผ่านภาพภายนอก ผ่านกฎกติกาที่ตั้งไว้ว่า ถ้าเห็นเครื่องแบบลักษณะนี้ เห็นสถานที่แบบนี้ จะต้องปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้อย่างไร เช่น ต้องให้ความเคารพยำเกรง โดยเฉพาะการกราบไหว้อย่างนอบน้อมต่อเขา เธอลองนึกดูดีๆ นะว่า ขณะที่เธอกำลังก้มกราบเขา ซึ่งไม่ว่าการกราบนั้นจะด้วยเพราะเห็นว่าเขามีคุณงามความดี หรือกราบเพียงเพราะคนคนนั้นอยู่ในเครื่องแบบวินาทีที่เธอกราบเขา มันเท่ากับเธอได้มอบความศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในตัวเธอให้กับเขาไปแล้ว เธอได้ละทิ้งศักยภาพที่เป็นพลังอำนาจที่แท้จริงของตัวเธอไปอย่างน่าเสียดาย
อันที่จริงคนที่เข้าใจความจริงสูงสุดหรือความจริงที่ว่า เราทุกคนล้วนมีที่มาทางจิตวิญญาณเดียวกัน มีพ่อแม่ทางจิตวิญญาณคนเดียวกัน เราทุกคนต่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียมกัน เขาจะไม่ยอมให้ใครมากราบไหว้เขาอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นเท่ากับเขากำลังทำผิดต่อความจริงของจักรวาลข้อนี้ เขาได้ทำให้ผู้อื่นสูญเสียอำนาจของตนเอง และมันก็แสดงถึงความลึกซึ้งในความรู้ที่เขามี โดยเฉพาะการหลงเข้าใจว่าตนนั้นสำคัญหรือหลงสำคัญตน ซึ่งการหลงชนิดนี้ถือว่า เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการเข้าสู่สภาวะความไร้ตัวตนหรือไร้อัตตา เพราะมนุษย์ที่ไร้อัตตาหรือมนุษย์ที่ไม่ให้ความสำคัญกับจิตสำนึกเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ที่มีสิทธิ์เข้าสู่สภาวะการเข้าถึงองค์ความรู้สากลหรือปัญญาญาณได้” เขาอธิบาย