อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๑.

๑๑.

มิติที่ 4 และมิติที่ 5

“นี่สรุปง่ายแล้วหรือครับ…” ผมแกล้งเย้า

“แล้วเธอเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดไหมล่ะ” เขาถามกลับ

“อือ… คิดว่าพอจะเข้าใจครับ” ผมตอบ

“ก็แสดงว่ามันง่ายสำหรับเธอแล้วละ ใครที่อ้างอิงความรู้เดิมจนทำให้เกิดความสับสน ขอให้เธอจงแค่ ‘รับฟัง’ อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าเขารู้ความจริง มันอาจจะเป็นแค่วาทศิลป์ที่ชวนให้เธอหลงใหลได้ปลื้มกับความลึกลับซับซ้อน ชวนให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา แต่ไม่ได้นำพาสู่ความเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะว่าความรู้ที่เกิดจากการบัญญัติ หรือการนิยามจากใครก็ตาม มันมักจะเป็นแค่ความคิดของคนๆ นั้น ซึ่งสิ่งที่เขาเห็นก็อาจจะเป็นบางช่วงบางตอนของความรู้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันผ่านการกลั่นกรองจากความคิด ที่ประกอบด้วยสิ่งที่จะมีผลกับตนเองหรือการทำเพื่อตนเองในระดับ 1-3 ด้วยแล้ว ความจริงจะเหลือแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ฉันเคยบอกเธอไป หน้าที่ของเธอคือต้องเอาข้อมูลเหล่านั้นมาตรวจสอบกับต้นกำเนิดแห่งความรู้สากล โดยการส่งความปรารถนาที่จะรู้ความจริงนั้นเข้าไปในตัวเธอ และเมื่อเธอได้รับคำตอบนั้นกลับมา เธอสามารถตรวจสอบจากความรู้สึกของเธออีกครั้ง ว่ามันถูกต้องแค่ไหน หากมันทำให้เธอสิ้นความสงสัย ทำให้เธอเข้าใจสามารถเชื่อมโยงโดยไม่ขัดแย้งกับสิ่งใดๆ เลย เธอจะรู้และมั่นใจได้เองว่า ความรู้อันไหนคือความจริงสูงสุด อันไหนคือความจริงแบบเฉพาะช่วงเวลา และอันไหนคือความจริงแบบเฉพาะกลุ่ม ถ้าหากเธอยังรู้สึกเคลือบแคลงกับความรู้ที่ผุดขึ้นมานั้นอยู่ ขอให้เธอจงส่งคำถามนี้กลับไปกลับมากับภายในของเธอจนกว่าจะรู้สึกพอใจ” เขาตอบ

“อ้าว…ไม่ใช่ส่งครั้งเดียวก็รู้ความจริงสูงสุดได้เลยหรือครับ” ผมถาม

“มันขึ้นอยู่กับว่าเธอตั้งคำถามนี้เพื่อใคร หากคำถามที่ถามนั้นเพื่อตนเอง รัศมีของการควานหาคำตอบก็จะมีความจริงที่คับแคบในระดับของตนเอง หากเธอถามเพื่อพวกพ้องเช่น เพื่อองค์กรที่เธอสังกัดหรือเพื่อประเทศชาติ รัศมีความจริงก็จะเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง หากเธอถามเพื่อมนุษยชาติ รัศมีแห่งความจริงก็จะกว้างไกลออกไปอีก และถ้าเธอถามเพื่อโลก เพื่อจักรวาล เพื่อทุกๆ สรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในสากลจักรวาล ความจริงที่ได้ก็จะใกล้เคียงกับความจริงสูงสุดของพระเจ้า” เขาตอบ

“ดังนั้น… ถ้าเธอปรารถนาจะส่งคำถามครั้งเดียว แล้วได้ความจริงสูงสุด เธอควรตั้งเจตจำนงที่เป็นความรักความปรารถนาดีต่อทุกๆ สรรพสิ่งแบบเดียวกับพระเจ้า สำหรับพวกเธอฉันคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะพวกเธอทำได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ เมื่อเธอได้คำตอบที่เป็นความจริงสูงสุดมาแล้วเธอมักจะเลือกที่จะไม่ทำมัน” เขาขยายความ

“อ้าว ทำไมล่ะครับ” ผมถามต่อ

“เพราะความจริงที่ว่านั้นมันมักขัดแย้งกับความเชื่อ ขนบธรรมเนียมหรือกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เธอยึดถือกันอยู่นะสิ โดยเฉพาะมันจะขัดแย้งกับความรู้สึกของเธอด้วย” เขาตอบ

“ขัดแย้งอย่างไรหรือครับ ผมไม่เข้าใจ” ผมถาม

“ยกตัวอย่างกรณีที่ง่ายที่สุดที่ทุกคนเคยมีประสบการณ์มาแล้ว เช่นยามที่เธอมีปฏิสัมพันธ์กับใครสักคน ไม่ว่าจะในสถานภาพไหน จะเป็นแบบใกล้ชิดสนิทสนมร่วมชายคาเดียวกัน หรือจะเป็นแบบห่างๆ แต่ก็ต้องเจอกันอยู่เป็นประจำ หากวันหนึ่งเธอพบว่า คนคนนั้นทำไม่ดีกับเธอหรือทำในสิ่งที่เธอไม่ชอบมากๆ โดยปกติเธอก็มักจะหาวิธีใดวิธีหนึ่ง เพื่อขจัดเขาออกไปจากชีวิตเธอ หรือไม่ก็จะหาวิธีใดวิธีหนึ่งพาตัวเธอออกไปจากชีวิตของเขา นั่นคือวิธีการที่เธอใช้จัดการกับสถานการณ์เหล่านั้น เพราะเธอทำจากความคิด เธอทำจากความเชื่อที่สืบต่อกันมา ใครๆ ก็ทำกันแบบนั้น มันไม่ได้ทำจากการตั้งคำถามเข้าไปภายใน โดยเฉพาะการตั้งคำถามด้วยความรักความปรารถนาดีต่อทุกสรรพสิ่งในจักรวาลแบบเดียวกับพระเจ้า หากเธอถามด้วยวิธีการนี้ ในกรณีที่ยกมานี้ รับรองว่า เธอจะได้รับคำตอบที่ขัดแย้งกับความคิดของเธออย่างแน่นอน ไม่เชื่อเธอลองถามและลองฟังคำตอบที่ได้ดูสิ” เขาตอบ

“อือ…” ผมลองทบทวนและลองตั้งคำถามตามที่เขาบอก คำตอบก็ผุดขึ้นในหัวทันทีคือ ให้ทำดีกับเขาคนนั้นต่อไป ให้มองเขาเป็นเหมือนลูก เหมือนเป็นพี่เป็นน้องร่วมสายเลือด ให้มอบความรักกับเขาคนนั้นมากขึ้นอีก ทำดีกับเขามากกว่าที่เคยทำอีก เพื่อช่วยให้เขาเข้าใจ เพื่อทำให้เขาพอใจและมีความสุข

“เป็นไงบ้าง” ท่านโภชถาม หลังจากที่ผมนิ่งเพื่อรอคำตอบ

“จริงด้วยครับ เป็นอย่างที่ท่านว่าจริงๆ” ผมตอบจากความรู้สึกที่ได้

“เธอคิดว่าคนส่วนใหญ่จะทำตามนั้นไหม” เขาถาม

“ไม่น่าจะทำครับ” ผมตอบ

“และนี่คือคำอธิบายในสิ่งทีมนุษย์ทุกคนบนโลกจะต้องปรับระดับค่าพลังงานด้วยตัวเอง นี่คือวิธีการสร้างพลังงานใหม่ ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องทำความเข้าใจและต้องลงมือทำมันให้เกิดขึ้น มันอาจจะขัดต่อความรู้สึก เพราะค่าพลังงานระดับ 4 และ 5 ที่ฉันกำลังพูดถึงนี้ จะเอามาอธิบายให้คนที่มีค่าพลังงาน 1-3 เข้าใจได้ยาก เหมือนกับพวกเขาอยู่กันคนละมิติ คนที่มองด้วยสายตาแบบตรรกะ เหตุผล มองแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเอง อาจจะไม่เข้าใจเรื่องความรักความปรารถนาดี ในเมื่อเขากำลังเสียเปรียบ หรือกำลังได้รับสิ่งที่ไม่ดี ทำไมเขาจะต้องทนและจะต้องรักคนที่ทำแบบนั้นด้วย”

คนที่มีค่าพลังงาน 4-5 แล้ว มุมมองของเขาจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่กับคนเท่านั้น พลังงานของเขายังแผ่กระจายไปสู่ทุกสรรพสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นพืช, สัตว์, อากาศ, น้ำ, โลก จนถึงจักรวาล คนที่ยังอยู่ในค่าทางพลังงาน 1-3 จะไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องสนใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำไมต้องสนใจสุขภาพของผู้อื่น ทำไมต้องสนใจคุณภาพของสิ่งที่จะใช้บริโภค ทำไมต้องใส่ใจในวิถีชีวิตและสังคม โดยเฉพาะการเข้าใจเรื่องกลไกทางพลังงานเพื่อขับเคลื่อนโลกและจักรวาล ที่มีความสัมพันธ์กับทุกมิติ ทุกขณะจิตที่เขาตัดสินใจทำอะไรลงไป แต่สำหรับมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ที่มีค่าพลังงานระดับ 4 กับ 5 แล้ว เขาจะเข้าใจเรื่องนี้ดีและยอมทำทุกวิถีทาง ถึงแม้จะต้องพบกับความเหนื่อยยาก พบกับอุปสรรคที่กีดกั้น พวกเขาจะเข้าใจเรื่องของคุณค่าที่ดัชนีทางเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถชี้วัดความคุ้มค่าได้ พวกเขาจะเข้าใจเรื่องความหมายของชีวิตที่มนุษย์สายพันธุ์เก่าไม่มีวันเข้าใจ”

“ท่านครับ… ถ้าเขาไม่มีวันเข้าใจ เราจะทำอย่างไรให้เขาเข้าใจล่ะครับ” ผมถาม

“นี่แหละคือหน้าที่ของเธอและเพื่อนๆ ของเธอ ถ้าเธอรู้ว่าถึงอย่างไรคนที่มีค่าพลังงาน 3 จะไม่มีวันปรับ และเธอก็รู้อยู่เต็มอกว่า หากเขาไม่ปรับ อะไรจะเกิดขึ้นกับเขา ในฐานะที่เธอมีความรักดุจเดียวกับพระเจ้า เป็นเจ้าแห่งจักรวาล เป็นเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง เป็นบุพการีของดวงจิตวิญญาณทุกดวง เธอลองคิดดูสิว่าเธอจะปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามยถากรรมไหม” เขาถาม

“อืม… แต่ผมเป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ผมคงต้องปล่อยให้เขาเป็นไปตามยถากรรมมั้งครับ” ผมตอบ

“ไม่สิ… นั่นเป็นมุมมองของเธอ ฉันเพิ่งบอกไปว่าเธอต้องมีมุมมองแบบเดียวกับพระเจ้า ที่กำลังมองว่าลูกๆ ของพระองค์กำลังอยู่ในอันตราย เพราะเธอคือตัวแทนของพระองค์ และเรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของเธอ” เขาย้ำ

“ท่านครับ ผมเริ่มสงสัยแล้วว่า ในเมื่อท่านรวมถึงรูปธรรมชั้นสูง อื่นๆ ที่ท่านบอกว่ามีอยู่บนโลกตั้งมากมาย มีทั้งอำนาจ มีทั้งทักษะพิเศษ รวมถึงพระเจ้าที่มีทั้งความยิ่งใหญ่สามารถดลบันดาลโน่นนี่ สามารถอุบัติสรรพสิ่งให้เกิดขึ้นได้ ท่านก็ดลใจให้ทุกคนเปลี่ยนเลยสิครับ ไม่เห็นต้องมาให้ผมช่วยทำเลยครับ” ผมถาม

“เธอรู้ได้อย่างไรว่า พวกฉันรวมถึงพระเจ้าไม่ดลใจพวกเขา ตอนนี้กระแสคลื่นแห่งการดลใจได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก และมันก็ถูกส่งไปยังย้ำเตือนทุกๆ คนมานานมากแล้วด้วย แต่มีคนเพียงน้อยนิดที่เขามีความละเอียดอ่อนทางความรู้สึกเท่านั้นที่รับรู้ได้ ส่วนที่เหลือไม่ใช่เขาไม่สามารถรับรู้ แต่เขาไม่สนใจมันมากกว่า” เขาตอบ

“พระเจ้าทำได้แค่นั้นเองหรือครับ” ผมถามต่อ

“นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากแล้วสำหรับพระเจ้า ที่ได้ส่งพระประสงค์ในเรื่องการปรับเปลี่ยนระบบครั้งใหญ่ ออกไปทั่วจักรวาล เพราะนี่คือคำบัญชาของพระองค์ รูปธรรมชั้นสูงจากทั่วทั้งจักรวาลจึงต้องมารวมตัวกันเฉพาะกิจที่นี่ รูปธรรมทางพลังงานทั้งหมดต่างรับรู้และพร้อมที่จะปฏิบัติตามทันที มนุษย์ที่มีจิตละเอียด มีญาณหยั่งรู้จะสัมผัสได้อย่างชัดเจนจึงได้นำไปเผยแพร่ มนุษย์ที่มีทักษะด้านจิตอยู่บ้างหรือที่เธอเรียกว่ามีสัมผัสที่ 6 ก็จะเอะใจ บางคนก็ลงมือทำทันที บางคนแค่เตรียมการ บางคนก็ตั้งความปรารถนาแต่ยังไม่ได้ทำ ส่วนมนุษย์ที่มีจิตค่อนข้างหยาบกระด้างใช้แต่จิตสำนึก ใช้แต่ความคิดด้านตรรกะเหตุผล โดยเฉพาะเหตุผลที่เอื้อประโยชน์กับตนเอง ถึงแม้กระแสความรู้สึกนี้จะมากระทบกับเขาโดยตรง แต่มันก็เบาบางจนไม่แม้แต่จะสังเกตเห็น มันจะผ่านเลยไปเหมือนกับสายลม ซึ่งมนุษย์ที่ว่านี้มีอยู่เป็นจำนวนมากจนถือว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลกเสียด้วย” เขาอธิบาย

“แล้วผมจะทำอะไรได้ครับ” ผมถาม