๑๐.
มหายุค
“และนี่คือความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่ฉันกำลังจะอธิบายเกี่ยวกับคำว่า ‘มหายุค’ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเหมือนกับที่ฉันเปรียบเทียบกับระบบเวลาของเธอ เปรียบเสมือนว่าวงรอบนี้เป็นวงรอบที่ใหญ่ที่สุด หากฉันจะเปรียบเทียบกับนาฬิกาของเธออีกครั้ง สมมุติว่า 1 รอบของเข็มวินาทีนี้เท่ากับเวลา 3,600 ปีบนโลกมนุษย์ จากนั้นกาลเวลาก็ผ่านไปเรื่อย ๆ จนเข็มวินาทีเดินทางครบ 60 รอบ ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงหรือ 3,600 ปี คูณด้วย 60, เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนเข็มชั่วโมงเดินครบ 24 รอบเป็นหนึ่งวัน, เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนวันเวลาเดินทางครบ 30 รอบเป็นหนึ่งเดือน, ผ่านไปเรื่อยๆ จนเดือนเดินทางครบ 12 รอบเป็นหนึ่งปี และวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนปีนั้นครบรอบ12 ปี ลองคำนวณดูเล่นๆ ก็ได้ว่า วงรอบที่ฉันกำลังหมายถึงนี้มันจะกินเวลานานขนาดไหน”
“โอ้โฮ!… ผมว่าเติมศูนย์แบบนับไม่ถ้วนเลยครับ” ผมตอบ
“ใช่แล้ว…” เขาตอบ
“แล้วมันสำคัญอย่างไรล่ะครับ” ผมถาม
“สำคัญสิ เพราะมันคือช่วงสุดท้ายของวงรอบใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีการอุบัติขึ้นของสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ของเธอ คำว่าช่วงสุดท้ายของวงรอบเวลาที่ใหญ่ที่สุดนี้คือ นับตั้งแต่มันเริ่มต้น ดำรงอยู่ เกิดการเปลี่ยนแปลง และเสื่อมสลายเพื่อที่จะเข้าสู่การเริ่มต้นใหม่ ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ระหว่างห้วงเวลาปลายสุดของการเสื่อมสลาย และกำลังจะอยู่ในช่วงต้นของการเริ่มใหม่ ซึ่งแน่นอนภาพเหตุการณ์ของช่วงเวลานี้ย่อมมีความสุดขั้วในหลายๆ มิติ ทั้งทางกายภาพและทางพลังงาน”
“อย่างไรนะครับ” ผมถาม
“เธอลองนึกภาพดูว่า หากเธอปั้นชามขึ้นมาสักหนึ่งใบ ช่วงที่เธอเริ่มต้นปั้นนั้นเธอจะต้องค่อยๆ บรรจงก่อรูปมันขึ้นมาจากดินก้อนหนึ่งจนมันเสร็จเป็นชามหนึ่งใบ ใช่ไหม” เขากึ่งถามกึ่งอธิบาย
“ครับ” ผมตอบรับ
“หลังจากปั้นและนำมันไปผ่านกระบวนการเผาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็เอามันไปใช้งานในชีวิตประจำวันของเธอ ช่วงเวลานี้อาจจะกินเวลายาวนาน ชามใบนี้อาจจะถูกส่งต่อไปถึงลูกถึงหลาน แต่เมื่อมันผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก ชามใบนี้อาจจะบิ่นหรือเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา สุดท้ายเมื่อมันเก่าได้ที่ จนใช้การอะไรไม่ได้เธอคงจะโยนมันทิ้งหรือไม่ก็ทุบทำลายมัน แล้วหาดินมาปั้นชามใบใหม่แทน และนี้คือห้วงเวลาที่ฉันหมายถึง ห้วงเวลาที่ฉันบอกว่ามีความสุดขั้ว ห้วงเวลาที่จะมีการทำลายล้าง ห้วงเวลาที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน คล้ายกับที่เธอเอาค้อนมาทุบชามใบเก่าของเธอทิ้งภายในเสี้ยววินาที
ความเฉียบพลันนี้จะเกิดขึ้นกับทุกๆ เรื่อง กับอะไรก็ตามที่ได้ชื่อว่าเสื่อมแล้ว มันจะต้องเข้าสู่กระบวนการถูกทำลายทั้งหมด แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่มีคุณสมบัติไม่เหมือนกับวัตถุที่ถูกทำลายได้ แต่มันสามารถย้ายสถานะได้ สิ่งนั้นคือ ‘จิต’ หากจิตเข้าสู่สภาวะแห่งความเสื่อม จะมีสองทางเลือกคือ หนึ่งปรับระดับจิตที่เสื่อมนั้นให้เหมาะสมกับระดับพลังงานใหม่ ซึ่งโลกของเธอตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับระดับพลังงานใหม่ นั่นหมายความว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกยังมีโอกาสที่จะปรับระดับจิตของตัวเองให้เข้ากับระดับของพลังงานใหม่”
“มนุษย์ทุกคนเลยหรือครับ” ผมถามแทรก
“ใช่แล้ว…มนุษย์ทุกคน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์ที่มีจิตใจเสื่อมจะไปอยู่ในสนามพลังงานใหม่ และอยู่ปะปนกับมนุษย์ที่ผ่านการปรับระดับแล้ว หรืออยู่ร่วมกับมนุษย์ที่จะมาเกิดใหม่ด้วยดวงจิตดวงใหม่ที่มาเกิดเป็นครั้งแรก”
“ทำไมถึงอยู่ร่วมกันไม่ได้ล่ะครับ” ผมถาม
“เรื่องนี้ถ้าเธอต้องการจะเข้าใจจริงๆ เธอต้องเข้าใจแผนการของผู้ที่เป็นเจ้าแห่งความรู้ เจ้าแห่งสรรพสิ่งหรือที่เธอเรียกว่า ‘พระเจ้า’ นั้นก่อน ว่าพระองค์มีความประสงค์อย่างไร ซึ่งแผนการของพระองค์นั้นหากมองด้วยสายตาแบบมนุษย์อาจจะมองยาก เพราะมันมีความซับซ้อนแต่ขอให้เธอเชื่อไว้เถอะว่า มันจะเหมาะสมที่สุดถึงแม้ว่ามันอาจจะดูไม่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ก็ตาม
ฉันพอจะอธิบายให้เธอเห็นภาพได้บ้างคือ นับตั้งแต่เริ่มกำเนิดโลกใบนี้ขึ้นมาตั้งแต่มนุษย์กลุ่มแรกที่มาอยู่บนโลก โดยถูกใส่รหัสแห่งการลืมจนมาถึงปัจจุบัน พระเจ้าได้รับประสบการณ์ ผ่านการมีชีวิตของพวกเธอทุกคนจนครบหมดทุกบทบาทแล้ว ซึ่งภาพรวมของประสบการณ์ทั้งหมดที่พระองค์ได้รับ จากแผนการในวงรอบแห่งมหายุคที่ผ่านมานั้น พระองค์พึงพอใจแล้ว เพราะมันคือความประสงค์ที่ต้องการจะมามีประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุด โหดเหี้ยมที่สุด เจ็บปวดที่สุด ซึ่งพระองค์ไม่สามารถหาได้จากที่ไหนในจักรวาล นอกจากบนโลกใบนี้ ภาพรวมที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เธออาจจะเรียกว่าเป็นประสบการณ์ด้านมืดก็ได้” แต่อธิบาย
“แต่นับจากนี้เป็นต้นไป พระองค์ปรารถนาจะได้รับประสบการณ์ใหม่ ด้วยรหัสใหม่จากผู้ที่อาสามาสร้างประสบการณ์แบบใหม่ ถ้าเปรียบค่าพลังงาน จากเดิมที่มีค่าเท่ากับ 3 ค่าพลังงานใหม่นี้จะมีค่าเท่ากับ 6 ซึ่งเป็นค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และนี่คือเรื่องที่สองที่ซ้อนกันอยู่ ตามที่ฉันบอกเธอไว้ในช่วงต้น
ประสบการณ์ใหม่ที่พระองค์ต้องการคือ ประส험การณ์แห่งการสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด จากมนุษย์ที่มีค่ารหัสพลังงานไม่เกิน 6 นี้ ซึ่งพระองค์ปรารถนาที่จะเรียนรู้ไปกับพวกเธอทุกคน ถ้าเปรียบภาพประสบการณ์ด้านนี้ก็จะเหมือนเป็นด้านสว่าง”
“แล้วผมต้องทำอย่างไรกับค่าพลังงานใหม่นี้ครับ” ผมถาม
“นี่แหละคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนบนโลกจะต้องทำให้ได้ก่อนที่จะถึงเวลา เพราะมิเช่นนั้นเขาจะถูกย้ายไปอยู่ที่อื่นที่มีค่าพลังงานเดียวกับเขา ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าพอสมควร เพราะที่นั่นจะไม่ใช่โลกเสรีอย่างที่เป็นอยู่นี้ เขาจะเป็นสิ่งมีชีวิตประจำจักรวาลที่ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้อย่างอิสระ และที่นั่นก็อาจจะไม่ได้รื่นรมย์สักเท่าไหร่” เขาตอบ
“ที่นั่นคือที่ไหนหรือครับ” ผมถาม
“ถ้าฉันบอกชื่อสถานที่ที่เธอไม่รู้จัก เธอจะรู้ไหมว่ามันคือที่ไหน” เขาตอบ
“นั่นสิครับ…” ผมตอบ
“เอาเป็นว่าที่นั่นคือดวงดาวที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ยักษ์ดวงหนึ่ง ในระบบสุริยจักรวาลแห่งหนึ่ง ในกาแล็กซีแห่งหนึ่งที่อยู่ปลายสุดของขอบเอกภพ
เรามาต่อกันในเรื่องที่ฉันพูดค้างไว้ดีกว่า ที่ฉันบอกว่า ‘มนุษย์ทุกคน’ ฉันหมายถึงเช่นนั้นจริงๆ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้าย แต่ยังพอมีเวลาให้มนุษย์ได้เตรียมตัวและตัดสินใจ”
“มีเวลาเตรียมตัวและตัดสินใจอย่างไรครับ” ผมพูด
“อธิบายง่ายๆ เพื่อให้เธอเห็นภาพคือ เธอไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากค่าพลังงาน 3 มาเป็น 6 ในทันทีทันใด แค่พวกเธอสามารถเปลี่ยนจาก 3 มาเป็น 4 และ 5 ตามลำดับก่อนก็ได้ เนื่องจากโลกยุคสนามพลังงานใหม่นี้ยังเป็นช่วงของการเริ่มต้น แต่ค่าทางพลังงานระหว่าง 4-5 นี้ก็เพียงพอสำหรับการดำรงอยู่แล้ว”
“แล้วเจ้าค่าพลังงาน 4 กับ 5 นี่มันเป็นอย่างไรครับ” ผมถาม
“ที่จริงมีคนจำนวนหนึ่งบนโลกของเธอเขาตัดสินใจที่จะเข้าสู่ค่าพลังงานระดับ 4 และ 5 กันได้บ้างแล้วละ แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวกัน แต่ก่อนที่เธอจะทำความรู้จักกับค่าพลังงาน 4 กับ 5 ฉันคิดว่าเธอมาทำความรู้จักกับค่าพลังงานเก่าที่เรียกว่า 1 ถึง 3 กันก่อนดีกว่า” เขาเสนอ
“นั่นสิครับ…ผมลืมถามไปเลย” ผมตอบรับ
“เอาอย่างนี้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับความรู้เดิมของเธอ การที่ฉันเรียกมันว่าค่าพลังงาน มันจึงหมายถึงผลผลิตที่ปรากฏออกมาเป็นคลื่นความถี่ของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการกระทำสิ่งต่างๆ จากค่าพลังงานเดิมคือ 1 ถึง 3 นั้น หมายถึง ค่าทางพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการกระทำสิ่งต่างๆ ภายใต้การรับรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่เธอมีอยู่ รวมถึงระบบการประมวลผลจากสมองที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, ใช้ทำอะไร, ได้อะไร, เสียอะไร ตามหลักการเหตุผลของจิตสำนึก ณ เวลานั้นๆ หรือที่เธอเรียกมันว่า ‘การคิด’ หรือ ‘ความคิด’ โดยค่าพลังงานนี้แหละ ที่ส่งผลให้พวกเธอมีความเชื่อหรือแสดงเป็นคลื่นความถี่ออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถสัมผัสได้, รวมถึงพิสูจน์ได้ตามหลักการที่เธอเข้าใจว่าถูกต้องที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นปรากฏการณ์ของกระบวนการนี้คือ พวกเธอจะสนใจเฉพาะสิ่งที่มีผลกับตนเอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยไม่รู้หรือไม่สนใจเลยว่า สิ่งนั้นจะมีผลกระทบกับอะไร ซึ่งหากเธอเข้าใจกระบวนการของจักรวาล เธอจะรู้ว่า มันมีหลากหลายมิติมาก ที่เธอต้องเข้าใจและให้ความใส่ใจ”